รายงานพิเศษ
--
สนามข่าวนั้นมีข่าวที่เเยกกันหลายสายตามภารกิจ หมวดหมู่หลักๆที่กองบรรณาธิการข่าวของสื่อเเต่ละสำนักจัดหมวดหมู่ไว้หลักๆคือ การเมือง /เศรษฐกิจ /สังคม /กีฬา /อาชญากรรม/ ต่างประเทศ /รายงานพิเศษ
สื่อมวลชนสายข่าวในพระราชสำนัก เป็นหนึ่งในหมวดโต๊ะข่าวสายสังคม ซึ่งมีนักข่าวราว 15–20 คน และแทบไม่ได้โยกย้ายไปสายอื่น หน้าที่หลักคือการนำเสนอภารกิจที่มุ่งสนองงานพระบรมวงศานุวงศ์ และองคมนตรี เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและงานที่เกี่ยวเนื่องให้ประชาชนได้รับทราบ
ความพร้อมด้านร่างกาย บุคลิกภาพ การแต่งกาย รวมถึงความถูกต้องของการใช้คำราชาศัพท์ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักข่าวสายนี้ เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะสื่อมวลชนผู้รายงานข่าวในพระราชสำนัก ถือเป็นงานที่ต้องปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ความเคารพ และความภาคภูมิใจ
“จุลสารราชดำเนิน” ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนสายนี้ เพื่อเผยเเพร่บางมุมในการทำงานให้เพื่อนสื่อมวลชน รับรู้ว่าพวกเขามีวิถีการทำงาน และภารกิจอย่างไร

ไพลิน อินต๊ะสืบ หรือ บุ๋มบิ๋ม สาวจากอ.เถิน จ.ลำปาง จบการศึกษาปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาไทย โทภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยนเรศวร เธอบอกว่า แรกเริ่มมีความฝันอยากเป็นนักเเปลหนังสือ-คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายงานบันเทิงจากเกาหลีใต้มากกว่าเป็นผู้สื่อข่าว
ปี 2565 เธอมุ่งหน้าไปที่สำนักพิมพ์มติชน ขอฝึกงานด้านนี้ เเต่ฝ่ายบุคคลเเนะนำว่า งานนี้อาจน่าเบื่อ ให้เวลา 2-3 วัน ไปศึกษาหน้าเว็บไซต์เครือมติชนว่า สนใจฝึกงานโต๊ะข่าวไหนแทนที่น่าจะสนุกกว่า เธอตัดสินใจฝึกโต๊ะข่าวบันเทิง เละเมื่อจบการศึกษา นสพ.มติชนบรรจุเข้าทำงานทันที เริ่มที่โต๊ะข่าวเฉพาะกิจ ตระเวนข่าวช่วงหาเสียงเลือกตั้งสส.ปี 2566 ก่อนจะย้ายมาโต๊ะข่าวสตรี สังคม ที่ทำมาต่อเนื่องทุกวันนี้
“นสพ.มติชนนั้น โต๊ะข่าวสตรี สังคม รับผิดชอบข่าวในพระราชสำนักด้วย บิ๋มจึงได้รับมอบหน้าที่ข่าวในพระราชสำนักไปในตัว แรกๆ ไม่อยากทำสายนี้ เพราะคุ้นการทำข่าวสายสังคม สตรี บันเทิงมากกว่า และรู้สึกว่าเกร็ง อายุยังน้อย ในเรื่องประสบการณ์งานพระราชพิธี การใช้คำราชาศัพท์ที่ต้องเขียนข่าว อีกอย่างเพิ่งจบ และอายุงานก็น้อยกว่าพี่ๆนักข่าวสำนักอื่นๆในสายข่าวนี้ที่ทำงานมานับสิบปี พูดตรงๆกลัวเเละเกร็งจนไม่อยากทำ”
แต่เมื่อรับหน้าที่ เธอต้องปรับบุคลิกภาพและการแต่งกายให้สุภาพเหมาะสมกับภารกิจ นำวิชาที่เรียนมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมทุกวัน เพราะเนื้อหาลึกกว่าที่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเรื่อง ลำดับชั้นการใช้คำราชาศัพท์ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ผู้แทนพระองค์ และองคมนตรี ที่มีวิธีใช้แตกต่างกันอย่างละเอียด
ถามว่า พี่ๆนักข่าวรุ่นใหญ่ เเนะนำอะไรบ้าง? .... “หัวหน้าข่าว พี่ๆนักข่าวในสนาม เจ้าหน้าที่กองงานในพระองค์ คอยช่วยคัดกรองการใช้คำราชาศัพท์ในเนื้อข่าว ก่อนเผยเเพร่ เเรกๆก็ใช้ผิดใช้ถูก บางครั้งบิ๋มยิงข่าวขึ้นเว็บไซต์ไปเเล้วเมื่อมาอ่านข่าวที่ตัวเองเขียนใหม่ในสิบนาทีต่อมาพบว่าเขียนผิด บิ๋มรีบลบเเละเเก้ไขเลย” เธอ หัวเราะเขินเล็กน้อย
งานของนักข่าวหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ หากเทียบกับสายโทรทัศน์นั้นแตกต่างอย่างไร เธอบอกว่า เดิมภารกิจของนักข่าวสื่อสิ่งพิมพ์ในสายนี้อาจไม่ต้องใกล้ชิดหรือเกาะติดเเบบสายโทรทัศน์ เเต่ปัจจุบัน นสพ.มีสื่อออนไลน์กันทุกสำนักเเล้ว ตรงนี้ก็สำคัญเพราะต้องเสนอข่าวเเบบเรียลไทม์ มีความรอบคอบในการเลือกภาพ คำราชาศัพท์ การไล่เรียงไทม์ไลน์ในเเต่ละช่วงของพระราชกรณียกิจในวันนั้นๆนับว่าสำคัญเพราะเราคือผู้รับผิดชอบจากสนามข่าวที่ออกไปทำข่าวเเละนำเสนอข่าวนั้นๆผ่านระบบออนไลน์ขึ้นเเพลทฟอร์มทันที“
---
ศราวุฒิ จอกลม หรือ สตีฟ ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 จบการศึกษาปริญญาตรีคณะรัฐประศาสนศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เส้นทางเขาไม่ได้เดินเข้าสู่วิชาชีพสื่อแต่แรก ก่อนเป็นนักข่าวปี 2553 รับราชการในกองทัพบกจนติดยศสิบเอก ปี 2559 ได้รับโอกาสจากผู้บังคับบัญชาให้มาเรียนรู้และทดลองทำงานด้านสื่อโทรทัศน์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ลึกๆแล้วเขายอมรับ ชอบสายอาชีพข่าวนี้อยู่

“วันเเรกที่มาทำงานในช่อง 5 เริ่มงานตำเเหน่งผู้ช่วยช่างภาพ (พนักงานขับรถ) ก็งงกับตำเเหน่งหน้าที่นี้คืออะไร ต้องทำงานเเบบใด เมื่อรู้เเละทำงานไป7วัน ขอผู้บังคับบัญชาย้ายกลับ เพราะไม่ค่อยตรงกับที่ตั้งใจ ด้วยงานที่รับผิดชอบในตอนนั้น ไม่มีโอกาสได้นำศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เเต่เจ้านายบอกว่า ลองทำไปก่อน อย่างเอ็งมีความสามารถ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ...เเปลว่าเจ้านายอาจเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา จึงยังไม่ให้ย้ายกลับ จากนั้นก็มีกำลังใจอดทนทำงานนี้ต่อไปหนึ่งปี”
...ตอนนั้นผมชอบอาสาทำงานทุกหน้าที่ เดินเอกสาร เป็นช่างภาพ ช่วยสัมภาษณ์ และหาข้อมูลจากแหล่งข่าว รวมถึงคอยถ่ายรูปสวยๆ ให้พวกพี่ๆ ผู้สื่อข่าว ส่วนหน้าที่หลักก็คือคนขับรถและเริ่มทำข่าวสายกีฬา ต่อมาก็ย้ายมาขับรถให้กับสายข่าวในพระราชสำนัก ”
เขาเล่าว่า ตอนเป็นคนขับรถ ได้รู้จักพี่สื่อมวลชน เริ่มคุ้นเคยนักข่าวสายนี้ที่มีประมาณ 15-20 คน พี่บางคนทำข่าวสายนี้ 30 ปีเเบบไม่ยอมย้ายสายงาน “พี่ๆได้สอนวิธีเขียนข่าว ผมยังจำได้เลยว่า ครั้งหนึ่ง พี่ๆบอกว่า พี่ไม่มีอะไรจะให้ เเต่พี่จะสอนวิชาชีพไว้ให้ติดตัว เช่น สอนการเขียนข่าว ทำให้ตอนเป็นผู้ช่วยช่างภาพสายนี้ 9 เดือน ซึมซับเเละอยากเป็นนักข่าวสายนี้ เเต่ตอนนั้นบางวันไปช่วยงานสายกีฬาบ้าง”

จากนั้นขอย้ายไปเป็นฝ่ายเลขานุการ ผอ.ฝ่ายข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ททบ.5 เนื่องจากรู้สึกว่าหน้าที่ผู้ช่วยช่างภาพไม่สอดคล้องกับศักยภาพและความสามารถที่มีอยู่
“ตอนย้ายไปงานใหม่ ก็ไปทำงานด้านเอกสาร พิมพ์หนังสือ ผอ.ได้เห็นการทำงาน สอบถามว่า อยากเป็นผู้สื่อข่าวไหม เเต่กติกาของสถานี ระบุด้านคุณวุฒิบางประการไว้ที่ผมไม่มี เเต่ ผอ. ได้นำเรียนผู้บังคับบัญชา เพื่อขออนุมัติหลักการพิจารณาเลื่อนตำเเหน่งผม ตัวผมเองยังคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอก เนื่องจากหลักเกณฑ์สถานีไม่เคยมีการเลื่อนระดับแบบนี้มาก่อนในช่วง 2560 ปีที่ผ่านมา ก็ใช้เวลาระยะใหญ่ ลุ้นมาก จนได้รับเอกสารอนุมัติช่วงกลางปี2560 ที่ได้ขยับเป็นผู้สื่อข่าวสายนี้”
ภารกิจในฐานะสื่อมวลชนสายข่าวพระราชสำนัก ทำให้ศราวุฒิได้ติดตามพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์อย่างใกล้ชิด ผ่านโครงการพระราชดำริจำนวนมากเกี่ยวข้องกับประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึมซับความรู้สึกว่า ในฐานะคนไทยคนหนึ่งได้รับโอกาสที่พิเศษกว่าคนทั่วไปที่ได้ทำภารกิจนี้

การเขียนข่าว สารคดีพระกรณียกิจตลอดจนพระราชกรณียกิจต่างๆ ต้องละเอียดอ่อน ใช้ศิลปะในการนำเสนอเพราะข่าวในพระราชสำนัก นอกจากนำเสนอพระราชกรณียกิจในแต่ละวันแล้ว ยังเป็นการช่วยบันทึกจดหมายเหตุรวมถึง บันทึกพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์เพื่อใช้ในการติดตามความก้าวหน้า การดำเนินงานโครงการพระราชดำริต่างๆในเเต่ละปี รวมถึง ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นเป็นอย่างไร
บทบาทของ สื่อมวลชนสายข่าวพระราชสำนักนั้น โดยทั่วไปจะมีผู้สื่อข่าวทีวีหกช่อง (3-5-7-9-11-ไทยพีบีเอส )จะเเบ่งงานเเละติดตามขบวนเสด็จในการทรงงานพื้นที่ต่างๆ ทั้งในเเละต่างประเทศ เเล้วเขียนข่าว ส่งภาพข่าวในเเต่ละวันให้ทันการออกข่าวในวันนั้นๆ โดยเจ้าหน้าที่กองเผยเเพร่พระราชกรณียกิจ สำนักพระราชวัง จะเเจ้งหมายกำหนดการพระราชกรณียกิจให้ทราบ

“การเขียนข่าว บันทึกภาพเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องปฏิบัติละเอียดรอบคอบ ไม่มีใครมาเเทรกเเซงพวกเราเสมือนเป็นผู้ช่วยถวายงานในพระราชสำนักในการถ่ายทอดเเละสื่อความพระกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้เเทนพระองค์ องคมนตรีไปให้สังคมรับรู้เเละเข้าใจ”
หากถามความผิดพลาดในการรายงานข่าวนั้น ยอมรับว่า มีเเละต้องเเก้ไข เขายกตัวอย่าง ครั้งหนึ่ง เคยถูกตัดเงินเดือน 1 เดือนเพราะรายงานรายชื่อองคมนตรีผิดจากภาพที่ปรากฏ ตรงนี้ทำให้เรายึดว่าการทำงานต้องละเอียดรอบคอบทุกขั้นตอนเพราะข่าว ภาพมีความสำคัญต่อการรับรู้ของสังคม
เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ได้เล่าถึงเส้นทางก่อนมาเป็นนักข่าวเพราะอยากถ่ายทอดเรื่องราวและอุปสรรคที่สามารถฟันฝ่าสิ่งต่างๆ มาได้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่ท้อแท้ผิดหวังโดยเฉพาะกับสิ่งที่ไม่อาจเลือกได้ แต่อย่าลืมคุณค่าในตัวเอง และเราเลือกที่จะทำหรือแสดงออกเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าในตัวเรามีคุณค่า พร้อมที่จะพัฒนาตนเองเสมอ แล้วโอกาสจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว เพียงแค่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในจุดยืนของเรา
