บทบาทสื่อไทยกับซีเกมส์  เมื่อมิตรภาพอาเซียนถูกจับตา  

รายงานพิเศษ

โดย - จุลสารราชดำเนิน 

มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เตรียมเปิดฉากอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคมนี้ ที่ประเทศไทย เดิมวาง 3 จังหวัดหลักเป็นเจ้าภาพ ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา แต่หลังจากอำเภอหาดใหญ่เกิดน้ำท่วม จึงย้ายการแข่งขันมาที่กรุงเทพฯ

ยังมีอีก 7 จังหวัดเข้าร่วม ประกอบด้วย นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม ระยอง เชียงใหม่ และราชบุรี นับเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีสมาชิก 11 ชาติ ส่งนักกีฬาร่วมชิงชัยกว่า 10,000 คน

การแข่งขันครั้งนี้จัดแข่งขันรวม 50 ชนิดกีฬา ชิงชัยเหรียญรางวัลมากถึง 574 เหรียญทอง มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ แต่ยังไม่มากที่สุดเมื่อเทียบกับสถิติสูงสุด คือ ซีเกมส์ 2023 ที่กัมพูชาจัดแข่งขัน 608 เหรียญทอง รองลงมาคือซีเกมส์ 2021 ที่เวียดนาม 583 เหรียญทอง

กีฬาที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 คือกีฬาสาธิตที่ไทยบรรจุไว้ในการแข่งขัน ได้แก่ กีฬาทางอากาศ คือ พาราไกลดิ้ง และพารามอเตอร์ หรือที่เรามักเรียกกันในชื่อ ร่มร่อน หรือร่มบิน

นอกจากนี้ยังมี จานร่อน และศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน Mixed Martial Arts (MMA) โดยทั้ง 3 ชนิดกีฬาที่กล่าวมานี้ ถูกบรรจุไว้เป็นกีฬาสาธิต ตามแนวคิดกีฬาใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าและเชื่อมโยงเศรษฐกิจ หรือ Value Creation Sport

ปิดท้ายด้วย ชักเย่อ ซึ่งเป็นอีกชนิดกีฬาที่ถูกนำกลับมาแข่งขัน หลังจากกีฬาชนิดนี้เคยถูกบรรจุไว้ในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์มาแล้วในช่วงปี ค.ศ. 1900–1920 การดึงกลับมาครั้งนี้ย่อมมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการปลุกกระแสความนิยม หรือการเน้นย้ำพลังและความสามัคคีในหมู่ชาติสมาชิกอาเซียน

ซีเกมส์ครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้คือ “สื่อกีฬา” ผู้ทำหน้าที่รายงานผลการแข่งขันและภาพรวมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสนามแข่งขันออกสู่สายตาประชาชน หลายครั้งเราจะเห็นภาพนักกีฬาที่ต้องวิ่งตากแดดตากลมไปพร้อมกับกล้องของสื่อมวลชนในภาคสนาม และยิ่งในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ในปัจจุบัน ทำให้การแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสนามทดสอบสมรรถภาพของนักกีฬาเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบบทบาทของสื่อมวลชนไทยในยุคใหม่ด้วย

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ บทบาทของสื่อกีฬาไทยจึงไม่ได้มีเพียงการรายงานผลการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “การเป็นผู้แทนประเทศ” ที่สื่อสารภาพลักษณ์ของไทยในฐานะเจ้าภาพ และในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนที่ยึดมั่นในมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สื่อกีฬา: พลังแห่งมิตรภาพในสนามซีเกมส์

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีของซีเกมส์ สื่อกีฬาไทยมีบทบาทสำคัญไม่แพ้ทีมชาติในสนาม ตั้งแต่ยุคหนังสือพิมพ์กีฬาอย่าง ไทยรัฐ เดลินิวส์ สยามกีฬา จนถึงยุคโทรทัศน์อย่าง ช่อง 7 ไทยพีบีเอส NBT TrueVisions ไปจนถึงยุคออนไลน์ที่เว็บไซต์ข่าวกีฬาและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามามีบทบาท

สื่อกีฬาไทยในอดีตเคยเป็นเสมือน “บันทึกทางสังคม” ที่สะท้อนความสัมพันธ์ของประเทศในภูมิภาคอาเซียนผ่านภาพการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้นจากชัยชนะ หรือความเสียใจในความพ่ายแพ้

หลายเหตุการณ์ในอดีตเคยเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เช่น เหตุการณ์ในซีเกมส์ 2023 ที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพครั้งแรก และมีการบรรจุกีฬากุนขแมร์ จนกลายเป็นวิวาทะตึงเครียดในโซเชียลมีเดีย บานปลายถึงขั้นการออกมาท้าทาย และการแบนกันระหว่างนักมวยของทั้งสองประเทศ โดยในครั้งนั้น สื่อไทยหลายคนได้รับคำเตือนเกี่ยวกับการเดินทางไปทำข่าว ด้วยเกรงว่าอาจได้รับผลกระทบ

อีกครั้งหนึ่งคือ ซีเกมส์ 2011 นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชาย ระหว่างเจ้าภาพ อินโดนีเซีย พบ ไทย ซึ่งไทยบุกไปคว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ แต่เหตุการณ์กลับบานปลายจนเกิดการจลาจล มีการเผารถบัสนักกีฬาทีมชาติไทย โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ และสื่ออินโดนีเซียได้ทำหน้าที่เสมือนนักการทูต ด้วยการให้ความช่วยเหลือและดูแลสื่อไทยในพื้นที่เป็นอย่างดี จนทำให้ภาพข่าวที่ดูเหมือนรุนแรง เลือนหายกลายเป็นมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่แน่นแฟ้นขึ้นแทน

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า “สื่อ” ไม่ได้เป็นเพียงผู้รายงาน แต่เป็น “กลไกสร้างความเข้าใจ” ระหว่างชาติ ผ่านภาษากีฬาที่คนทั้งภูมิภาคเข้าใจตรงกัน เป็นภาษาของความพยายาม ความยุติธรรม และน้ำใจนักกีฬา สื่อคือผู้แปลภาษาของกีฬาให้กลายเป็นภาษาของมิตรภาพ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เปราะบางและน่าห่วงใยของซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ คือความขัดแย้งรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังคุกรุ่น โดยก่อนเปิดซีเกมส์เพียงวันเดียว ได้เกิดเหตุปะทะตามแนวชายแดน มีทหารของทั้งสองประเทศได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกับเป้าหมายของกีฬาซีเกมส์ที่ต้องการสร้างความสามัคคีและมิตรภาพในหมู่ชาติอาเซียน

ใช้สติระวังกระทบเพื่อนบ้าน 

นายไพฑูร ชุติมากรกุล นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกกังวลกับการทำหน้าที่ของสื่อหลักในประเทศ เพราะมั่นใจในมาตรฐานและจรรยาบรรณของคนในวงการ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือยุคที่ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้

“ผมไม่ได้ห่วงสื่อหลักเลยครับ เพราะทุกคนมีประสบการณ์ รู้ว่าหน้าที่คืออะไร ที่สำคัญยังมีบรรณาธิการและรีไรท์เตอร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการรายงานอีกขั้นหนึ่ง แต่ที่ห่วงคือยุคนี้ ใครก็เป็นสื่อได้ เพียงแค่มีผู้ติดตาม การคิดและการตัดสินใจโดยคน ๆ เดียวอาจมีความผิดพลาด อยากให้ทุกคนใช้สติในการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะเวลาที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน” นายกสมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาฯ กล่าว

นายไพฑูรย์ย้ำว่า ซีเกมส์ในปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขัน แต่คือเวทีที่แสดงภาพลักษณ์ของเจ้าภาพ ซึ่งสื่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสื่อหลักหรือสื่ออิสระ ล้วนมีส่วนร่วมในการกำหนดภาพนั้น

“อยากให้สื่อทุกคนช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ ให้เกียรตินักกีฬาทุกชาติ และเป็นสื่อที่ทำให้คนดูภูมิใจในความเป็นไทย กีฬา ก็คือกีฬา ให้มันจบในเกม และมีน้ำใจนักกีฬา อย่าเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องมาทำให้เสียบรรยากาศ” นายไพฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

คำพูดนี้สะท้อนท่าทีสำคัญของสมาคมฯ ที่ไม่ได้ปฏิเสธสื่อรุ่นใหม่ แต่เชิญชวนให้ทุกฝ่าย “ร่วมกันทำหน้าที่อย่างมีสติ” เพราะในโลกปัจจุบัน ภาพหนึ่งภาพ หรือโพสต์หนึ่งข้อความ สามารถเปลี่ยนกระแสสังคมได้ในชั่วข้ามคืน

สื่อคือเพื่อน ไม่ใช่คู่แข่ง

อีกหนึ่งมุมมองจาก แดง ตานี สื่อมวลชนอาวุโสที่ผ่านสนามข่าวกีฬามาทุกยุคทุกสมัย เขาเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่สื่อกีฬายังเป็นวงเล็ก ๆ ทุกคนรู้จักกันหมด และแม้จะมีเหตุการณ์ร้อนแรงในสนาม แต่ “หลังกล้อง ทุกคนคือเพื่อน”

“ในอดีตเราเจอเหตุการณ์ตึงเครียดในสนามเยอะครับ ทั้งเรื่องการตัดสิน การเชียร์ หรือข่าวที่สื่อเพื่อนบ้านตีความต่างจากเรา แต่ในหมู่สื่อ ไม่มีใครมองกันเป็นศัตรู เพราะเรารู้ว่าหน้าที่ของเราคือรายงานความจริง และรักษามิตรภาพระหว่างกัน พี่อยู่ในเหตุการณ์นัดชิงฟุตบอลชาย ไทยกับอินโดนีเซีย ปี 2011 ตอนนั้นนักข่าวอินโดก็มาบอกให้นักข่าวไทยระวังตัว อย่าใส่เสื้อที่มีคำว่าไทยแลนด์ หรือมีธงออกไป พอเกิดจลาจลจริง เขาก็พาพวกเรานักข่าวไทยไปหาที่หลบจนปลอดภัย” แดง ตานี กล่าว

เขาเสริมว่า สิ่งที่ทำให้สื่อกีฬาพิเศษกว่าสาขาอื่น คือความเป็น “มนุษย์” ที่อยู่เหนือความขัดแย้ง

“กีฬาเป็นเรื่องของหัวใจ สื่อกีฬาก็ต้องรายงานด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ การนำเสนอที่มีสติและให้เกียรติคู่แข่ง คือสิ่งที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ ยุคนี้สื่อไปไว อะไรเกิดขึ้นแป๊บเดียวคนก็รู้กันหมด จะนำเสนออะไรต้องระมัดระวังให้มาก อย่าคิดว่าโพสต์เป็นภาษาไทย เดี๋ยวนี้มันแปลได้กันหมดแล้ว” แดง ตานี กล่าวเพิ่มเติม

สื่อยุคใหม่ จากสนามจริงสู่สนามออนไลน์

เมื่อสนามข่าวไม่ได้อยู่แค่ข้างลู่หรือขอบสนามอีกต่อไป สื่อกีฬายุคใหม่ต้องทำงานใน “สนามออนไลน์” ที่เต็มไปด้วยข้อมูล ข่าวลือ และความคิดเห็นที่หลากหลาย การแข่งขันเพื่อความเร็วของข่าวอาจทำให้จรรยาบรรณถูกท้าทาย

ดังนั้น หน้าที่ของสื่อในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงรายงานให้เร็ว แต่ต้องรายงานอย่างรับผิดชอบ และในสนามซีเกมส์ 2025 ซึ่งเป็นเวทีที่เพื่อนบ้านทั้ง 11 ชาติร่วมแข่งขัน ความรับผิดชอบนั้นยิ่งสำคัญ เพราะสิ่งที่สื่อรายงานไม่เพียงส่งถึงผู้ชมในประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนทัศนคติของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง

ในมุมมองของนักวิชาการด้านสื่อ สื่อกีฬาในศตวรรษที่ 21 คือ “นักการทูตแบบไม่เป็นทางการ” (Informal Diplomats) เพราะพวกเขาทำหน้าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรม ความคิด และทัศนคติของประเทศ ผ่านทุกถ้อยคำและภาพที่เผยแพร่

สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เคยออก “คู่มือจริยธรรมสื่อกีฬา” เมื่อปี พ.ศ. 2557 เพื่อเป็นแนวทางกำหนดมาตรฐานการทำงานของสื่อกีฬาไทยในยุคดิจิทัล

เนื้อหาของคู่มือดังกล่าวมุ่งเน้นให้สื่อมวลชนตระหนักถึงความรับผิดชอบทางสังคม ความเที่ยงธรรม และการให้เกียรตินักกีฬา–ประเทศคู่แข่ง รวมถึงเตือนให้ระวังการใช้ถ้อยคำ ภาพ และการตีความที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของการแข่งขันระดับภูมิภาคอย่างซีเกมส์

คู่มือฉบับนี้ถือเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ของวงการสื่อกีฬาไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการรวบรวมแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติการรายงานข่าว การถ่ายภาพ การสัมภาษณ์ และการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์

เนื้อหาส่วนหนึ่งยังระบุชัดว่า สื่อกีฬามีหน้าที่ “ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประเทศ” ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่สื่อสารข้อเท็จจริงอย่างมืออาชีพ

ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสื่อใหม่เกิดขึ้นทุกวัน “จิตวิญญาณของสื่อกีฬา” ยังคงเหมือนเดิม คือการรายงานด้วยความจริงใจ และเชื่อมั่นในพลังของกีฬา

แดง ตานี ฝากข้อคิดทิ้งท้ายให้คนรุ่นใหม่ในวิชาชีพว่า “อย่าแข่งกับเวลาอย่างเดียว แข่งกับความถูกต้องด้วย และอย่าลืมว่า เราคือคนไทย ที่ต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้แขกทุกชาติประทับใจ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ”