“ฟรีแลนซ์ 101” ผ่าน 3 เส้นทางคนข่าว เมื่อ ‘งานประจำ’ ไม่ใช่ความมั่นคงอีกต่อไป“

รายงานพิเศษ

โดย ดารินทร์ หอวัฒนกุล

...........................................

“ ใครยังมีงานทำอยู่ กอดงานไว้ให้แน่น เพราะตลาดแรงงานตอนนี้ ไม่ได้ใจดีกับใครเลย ”

            ประโยคแทงใจมนุษย์เงินเดือน โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนในแวดวงสื่อเองก็เผชิญความเปลี่ยนแปลงไม่ต่างกัน แม้ต่อให้กอดงานไว้แน่นแค่ไหน ก็อาจถูกปล่อยมือได้โดยไม่ทันตั้งตัว จนคำว่า “งานประจำคือความมั่นคง” อาจไม่จริงเสมอไป  สื่ออิสระ หรือ “ฟรีแลนซ์” จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนข่าวจำนวนไม่น้อย

จุลสารราชดำเนิน ได้มีโอกาสไปพูดคุยกับ 3 คนข่าว ที่ยังคงทำงานในสายสื่อมวลชน แต่อยู่ในวิถีของ “ฟรีแลนซ์” มาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์จริงที่ต้องเจอในเส้นทางสายนี้ แบบ “ฟรีแลนซ์ 101” ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำงานในอาชีพอิสระ หากแต่เป็นวิชา “เอาตัวรอด” ของคนข่าวในยุคดิสรัปชั่น

อัญชลี อับดุล

จากคนข่าวการเมือง สู่เส้นทางฟรีแลนซ์

“อ้อม” อัญชลี อับดุล อดีตนักข่าว อสมท. ที่คร่ำหวอดอยู่ในสนามข่าวการเมืองมานานเกือบ 20 ปี ผ่านช่วงที่วงการสื่อยังมีทั้งคน งบประมาณ และพื้นที่ให้ทำข่าวมากกว่าวันนี้ ใช้ชีวิตแบบคนข่าวที่คุ้นเคยกับความเร่งรีบและความกดดัน ก่อนที่จะตัดสินใจพาตัวออกมาทำงานในสถานะ “ฟรีแลนซ์” มากว่า 4 ปี  โดยปัจจุบันเธอเป็นโปรดิวเซอร์ฟรีแลนซ์ ของรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand  ได้ใช้ทักษะ ประสบการณ์ และคอนเนกชั่นสายข่าวที่สั่งสมมา แต่กว่าจะผ่านมาถึงวันนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 

            “ การเลือกออกมาเป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจ ตอนนั้นเป็นช่วงที่องค์กรเปิดให้พนักงานออกแบบ Early Retire ซึ่งเราเห็นชัดว่าช่วงนั้นวงการสื่อกำลังปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน ลดจำนวนคน 

            เราประเมินความเสี่ยงว่าถ้าเลือกออกในจังหวะที่ยังมีเงินก้อน มันน่าจะดีกว่าการถูกบีบออกในวันที่ไม่มีอะไรเหลือให้เลือก เพราะจะสามารถจัดการชีวิตตัวเองได้ดีกว่า ทั้งเคลียร์หนี้สิน และยังพอมีเวลาเรียบเรียงความคิด เตรียมรับความจริงว่ารายได้หลังจากนี้จะไม่แน่นอนเหมือนเดิม จึงตัดสินใจไปลงชื่อ Early Retire ” 

ก่อนตัดสินใจลาออก เธอไม่ได้พึ่งรายได้จากงานสื่อเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมองหาอาชีพที่สอง คือการเป็นตัวแทนขายประกัน โดยตั้งใจทำเป็นรายได้เสริม เพราะเห็นว่างานสื่ออาจไม่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความก้าวหน้าและผลตอบแทนในระยะยาว กระทั่งเมื่อทำควบคู่กันไประยะหนึ่ง รายได้จากงานเสริมเริ่มใกล้เคียงกับเงินเดือนประจำ จึงตัดสินใจออกจากระบบองค์กร

ชีวิตจริงของ “ วิถีฟรีแลนซ์ ”

อัญชลีบอกว่าชีวิตในโหมดฟรีแลนซ์ ไม่ง่าย และไม่สวยงาม เพราะไม่มีเงินเดือนประจำ ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีใครคอยบอกว่าทำดีแล้วหรือยัง ทุกอย่างต้องตัดสินใจเอง ตั้งแต่จะรับงานไหน จะปฏิเสธงานไหน ไปจนถึงการคำนวณว่าเดือนนี้เงินจะพอใช้หรือไม่

“การเป็นสื่อฟรีแลนซ์ไม่ใช่งานอิสระแบบโรแมนติก แต่มันคือการเอาความไม่แน่นอนมาวางไว้ตรงหน้า แล้วบอกตัวเองว่า “ต้องเอาอยู่” ” อัญชลี กล่าว

วันแรกของการเป็นฟรีแลนซ์  ชีวิตไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะงานก็ยังต้องทำเหมือนเดิม ยังคงต้องตื่นเช้า ออกไปเจอคน ไปทำงาน เพียงแต่รูปแบบยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ต้องนั่งออฟฟิศให้ครบ 8–9 ชั่วโมง งานบางชิ้นใช้เวลาแค่ 1–2 ชั่วโมงก็จบ แต่บางงานก็หนักและใช้เวลามาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการบริหารตัวเอง

“ แต่สิ่งที่เจอชัดมาก คือ ชื่อของสำนักข่าวที่เคยเป็นเหมือนนามสกุลของเราเวลาแนะนำตัวกับแหล่งข่าว มันหายไป เหลือแค่ชื่อของตัวเราเอง เวลาที่จะเสนอประเด็น เสนองาน หรือคุยกับแหล่งข่าว เราต้องอธิบายมากขึ้น ต้องเล่ามากขึ้น ต้องทำให้เขาเชื่อว่าเราทำงานจริง และทำงานได้ ”


“ ขายตัวเองให้เป็น ” บทเรียนที่ไม่เคยมีใครสอนนักข่าว

เมื่อคนสื่อถูกผลักให้เป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น เพราะเม็ดเงินโฆษณาหดตัว องค์กรสื่อลดต้นทุน การเลย์ออฟไม่ใช่เรื่องไกลตัว อัญชลีบอกว่าคนทำสื่อต้องตั้งหลักกับความจริงนี้ให้ได้ และต้องเตรียมตัวล่วงหน้า ทั้งการเพิ่มสกิลทักษะให้กับตัวเอง การมีแผนสำรอง รวมถึงด้านการเงิน

            “ คนที่คิดจะมาเป็นฟรีแลนซ์ หรือจำเป็นต้องมา ต้องจำไว้เลยว่าอย่ามีอาชีพเดียว อย่าประมาททางการเงิน ต้องมีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือน รู้รายจ่ายตัวเอง  และพัฒนาทักษะให้หลากหลายควบคู่กันไป เพราะถ้าช่วงไหนที่ไม่มีงาน แต่เรามีรายจ่าย อย่างน้อยก็ยังมีเงินสำรองให้พอดูแลตัวเองและครอบครัวได้ ”

นอกจากการมีสกิลที่หลากหลายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เธอมองว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือการรู้จักวิธีการ “ขายตัวเองให้เป็น” ทำให้คนรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง

“ การ “ขายตัวเอง” ให้เป็น ซึ่งถือเป็นบทเรียนแรกที่คนข่าวต้องยอมรับเมื่อก้าวออกมานอกระบบองค์กร เพราะในโลกของฟรีแลนซ์ไม่ได้แข่งขันกันแค่ฝีมือ แต่แข่งขันกันที่การถูกมองเห็น ฟรีแลนซ์จึงไม่ต่างจากสินค้าที่ถูกวางอยู่บนเชลฟ์ ท่ามกลางคู่แข่งนับร้อย จะทำอย่างไรให้คนจ้างเลือกหยิบเราออกมาใช้

“ การเงียบไม่ได้แปลว่าถ่อมตัว แต่คือการหายไปจากสายตาคนจ้าง การเป็นฟรีแลนซ์ มันปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้อง ‘อวดงาน’ ตัวเองบ้าง ต้องโฆษณาตัวเองให้เป็น เพราะฟรีแลนซ์ในตลาดมันเยอะมาก เราเหมือนสินค้าที่อยู่บนเชลฟ์ ทำยังไงให้คนสะดุดตาแล้วหยิบเราไปใช้ นั่นคือโจทย์ที่เราต้องคิดทุกวัน 

อัญชลีให้มุมมองว่า “การขายตัวเองให้เป็น” ไม่ใช่การลดศักดิ์ศรี แต่คือการปกป้องศักดิ์ศรีของอาชีพ ถ้าเรายังไม่เห็นคุณค่าของงานตัวเองก่อน มันก็ยากที่จะให้คนอื่นเห็นคุณค่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกสอนทั้งในโรงเรียนสื่อหรือในระบบกองบรรณาธิการ เพราะนักข่าวถูกฝึกให้ทำงานเก่ง แต่ไม่ได้ถูกฝึกให้สื่อสารคุณค่าของงานตัวเอง เมื่อออกมาเป็นฟรีแลนซ์ จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องมาเรียนรู้  ซึ่งรวมไปถึงการรู้จักตั้งราคางาน การอธิบายต้นทุน การต่อรองค่าตอบแทน ไปจนถึงการปฏิเสธงานที่ไม่เป็นธรรมด้วย 

“  การเป็นฟรีแลนซ์ไม่มีคำว่า “เงินเดือน” รายได้มันเลยขึ้นอยู่แต่ละบุคคล บางช่วงงานแน่นจนแทบไม่มีเวลาหยุด แต่บางช่วงก็เงียบจนต้องนั่งคิดว่าจะประคองชีวิตยังไงต่อ...ที่หนักกว่านั้น บางครั้งคุณค่าของงานที่ทำ ถูกมองเป็นต้นทุนที่ต้องลด 

มีหลายครั้งที่คุยงานแล้วถูกถามว่า ‘ขอลดงบได้ไหม’ หรือ ‘ทำมากกว่านี้ในงบเท่าเดิมได้หรือเปล่า’ ซึ่งส่วนตัวมองว่า งานข่าวมันคืออาชีพ ต่อให้เป็นฟรีแลนซ์หรือพนักงานประจำ ก็ควรได้รับค่าตอบแทนที่สะท้อนแรง เวลา และความเสี่ยงที่คนทำงานต้องแบกรับด้วย ”

ฟรีแลนซ์ : ต้องมีวินัย และพร้อมรับความไม่แน่นอน 

ปัจจุบันนอกจากการเป็นโปรดิวเซอร์ฟรีแลนซ์ ของรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ซึ่งเป็นรายการสดช่วงเช้า ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง เตรียมประชุมโต๊ะข่าว เตรียมประเด็นและเนื้อหา เพื่อออกอากาศตอน 8 โมงเช้า หลังรายการจบจึงไปรันงานอื่นต่อ ทั้งงานสื่อ งานเขียน งานจ๊อบ หรือการนัดลูกค้าประกันชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย  และอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ ของ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แม้ต้องทำหลายบทบาทพร้อมกัน สิ่งที่เธอได้บอกว่าได้ทดแทนกลับมา คือการจัดการเวลาและชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้น เช่น มีเวลาพาแม่ไปหาหมอ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นภาระเพื่อนร่วมงาน แต่นั่นก็ต้องแลกด้วยการมีวินัยและความรับผิดชอบที่สูงขึ้น เพราะถ้าบริหารจัดการตัวเองได้ไม่ดี ไม่ออกไปทำงาน ก็จะไม่มีรายได้เช่นกัน

“ สำหรับคนทำสื่อถ้าคิดจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ อยากให้คิดให้รอบด้าน ไม่ใช่คิดแค่ว่าอยากอิสระ แต่ต้องถามตัวเองว่ารับความไม่แน่นอนได้แค่ไหน และที่สำคัญเวลาที่รับงานอะไรมาแล้วต้องทำให้ดีที่สุด อย่าคิดว่าจะทำแบบเขี่ยๆไป เพราะความคุ้มค่าที่คนจ้างรู้สึก จะเป็นสิ่งที่ต่ออายุชีวิตฟรีแลนซ์ของเรา อาจจะเป็นคำที่ฟังเหมือนอุดมคติ แต่ในโลกความจริงแล้ว มันคือเงื่อนไขของการอยู่รอดในตลาดแรงงานที่ไม่มีสัญญาระยะยาวค้ำประกัน ”   อัญชลี กล่าว

ณฐาภพ สังเกตุ

คนข่าวที่จับพลัดจับผลู สู่ “วิถีฟรีแลนซ์” 


            “พจน์” ณฐาภพ สังเกตุ อดีตคนข่าวค่ายนกส้ม ที่ปัจจุบันเป็นนักข่าวอิสระด้านสิทธิมนุษยชน เชี่ยวชาญประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐาน ผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ สิทธิชาติพันธุ์ เส้นทางฟรีแลนซ์ของเขาอาจแตกต่างจากหลายคน เพราะเป็นการเข้ามาแบบจับพลัดจับผลู 

“ ผมเป็นคนข่าวที่ไม่ได้เรียนจบด้านสื่อ แต่จบบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เคยทำงานฝ่ายบุคคลในบริษัทมหาชนอยู่ประมาณ 3 ปี  จริงๆชีวิตตอนนั้นมั่นคงดี เงินเดือนดี สวัสดิการครบ แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวผมมาตลอดคือการเป็นคนชอบเขียนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันไม่เคยแปลออกมาเป็นคำว่า ‘นักข่าว’ ในหัวผมเลย จนมาช่วงโควิดกับช่วงม็อบ มันทำให้ผมรู้สึกว่าอยากใช้สิ่งที่เรามีอยู่ คือการเขียน มาทำงานอะไรบางอย่างที่มันมีความหมายกว่านั้น ” 

จากคนนอกวงการ ก้าวเข้าสู่เส้นทางคนข่าวที่ Decode ของ Thai PBS ทำได้ประมาณหนึ่งปี ทบทวนกับตัวเองว่าหากยังอยากไปต่อในสายงานนี้ ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญมาก ในวัย 25 ปีเขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานที่ไทยพีบีเอส เพื่อไปเรียนต่อภาษาอังกฤษที่อินเดีย 1 ปี 

“ ผมก็ไม่ได้ตัดสินใจแบบใช้ใจล้วน ๆ แต่ผมวางแผนการเงิน มีเงินเก็บ มีเงินฉุกเฉิน และไม่มีหนี้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมกล้าลาออกเพื่อไปเรียนต่อในตอนนั้น ”

ได้พัฒนาตนเองด้านภาษาอังกฤษอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อกลับมาบ้านเกิด การกลับเข้าไปทำงานประจำในวงการสื่อ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ ผมไปสมัครงานประจำตามสำนักข่าวต่าง ๆ แต่ไม่มีที่ไหนรับ อาจเพราะงานที่ผมทำเป็นข่าวเชิงลึก เป็นประเด็นสิทธิ ซึ่งในตลาดสื่อบ้านเรามันไม่ได้เป็นงานที่สร้างรายได้เร็วหรือเป็นที่ต้องการมากนัก...

ช่วงนั้นมันเลยเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อมาก จนผมคิดว่าจะเลิกเป็นนักข่าวแล้ว ไปทำงานอย่างอื่นอาจจะง่ายกว่า...จนกระทั่งมีเพื่อนโยนงานเขียนมาให้ 2-3 ชิ้น จากนั้นก็เริ่มมีคนอื่น ๆ ติดต่อมาแบบปากต่อปาก แล้วผมก็กลายเป็นนักข่าวอิสระแบบเต็มตัวตั้งแต่ปี 2566 อย่างไม่ได้วางแผนหรือคิดไว้ว่าจะเป็น ”

ความจริงของปีแรก : ไม่สวย ไม่เท่ และเปราะบางมาก

ณฐาภพ เล่าว่าปีแรกของการเป็นฟรีแลนซ์เป็นช่วงที่ยากมาก รายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ประมาณหมื่นปลาย ๆ ไม่ถึงสองหมื่นบาท 

         “ เดือนแรกผมมีงานแค่ 4 ชิ้น ชิ้นละสี่พัน รวมแล้วได้ประมาณ 16,000 บาท รับทำทุกอย่าง งานเขียน งานถอดเทป งานจดบันทึกประชุม ขอแค่มีเงินเข้ามา ผมโชคดีที่กลับไปอยู่บ้านกับครอบครัว ทำให้ไม่มีภาระค่าเช่า...ฟรีแลนซ์จำนวนมากไปต่อไม่ได้ เพราะไม่ผ่านช่วงปีแรก มันเป็นช่วงที่เปราะบางมาก และยิ่งถ้าคุณไม่มีเงินสำรอง ไม่มีต้นทุนชีวิต ผมพูดตรงๆ เลยว่ามันโหดมาก ”

เขานำทักษะที่เรียนจบการบริหารธุรกิจมาปรับใช้กับการเป็นฟรีแลนซ์  มองตัวเองเป็น “ธุรกิจหนึ่ง”  เหมือนการทำธุรกิจเล็ก ๆ ตัวเองเป็นโปรดักส์ หรือ สินค้าและบริการ เซ็ตเงินเดือนให้ตัวเองคงที่ 20,000 บาทต่อเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะหาเงินได้มากหรือน้อย เพื่อรักษาความสมดุลของจิตใจและวินัยทางการเงิน

“ ถ้าได้ 30,000 บาท ผมก็ใช้แค่ 20,000 ที่เหลือเก็บไว้เป็นเดือนถัดไป มันช่วยลดความกังวลได้มาก และทำให้ผมไม่ต้องแพนิคกับคำถามว่า “เดือนหน้าจะมีงานไหม”  เพราะการเป็นฟรีแลนซ์ วินัยทางการเงินสำคัญมากสำหรับอาชีพนี้ ถ้าไม่มีการจัดระบบ คุณจะอยู่กับความเครียดตลอดเวลา ”

สร้างตัวตนและความอยู่รอด

วินัย คือหัวใจ  :  ภาษา คือการต่อยอดโอกาส 

ณฐาภพ ให้มุมมองว่าการเป็นฟรีแลนซ์ เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะแม้จะอิสระ ออกแบบงานเองได้ เลือกประเด็นที่อยากทำ และเลือกจังหวะชีวิตของตัวเอง  แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่ได้มีคู่มือตายตัว ทุกอย่างคือการลองผิดลองถูกของคุณเอง ที่สำคัญคุณต้องเป็นให้ได้ทุกอย่างในคนเดียว ทั้งนักข่าว ผู้จัดการ ฝ่ายการเงิน และฝ่ายประสานงาน การเป็นฟรีแลนซ์ จึงไม่ใช่งานโรแมนติกแบบที่ใครหลายคนคิด 

“ ถ้าอยากอยู่รอดในฐานะฟรีแลนซ์ คุณต้องทำให้คนจำคุณได้ในประเด็นที่คุณทำ เช่น ถ้าเขานึกถึงเรื่องผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ ชื่อคุณต้องโผล่ขึ้นมาในหัวเขาบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นอันดับหนึ่ง แต่ต้องอยู่ในลิสต์ นั่นคือการสร้างตัวตน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของการโปรโมทตัวเองอย่างเดียว แต่มันคือการทำงานให้สม่ำเสมอ และทำให้คนเชื่อถือคุณให้ได้ ”

สิ่งสำคัญที่ทำให้เขารอดมาได้ คือการหาจุดแข็งที่สื่อไทยส่วนใหญ่ขาด นั่นคือการทำข่าวประเด็นยากๆ อย่างผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ ด้วยทักษะภาษาอังกฤษ เพราะนักข่าวอิสระที่ได้ภาษาอังกฤษ กับไม่ได้ภาษาอังกฤษ ค่าตอบแทนต่างกันชนิดหน้ามือกับหลังมือ

“ ในวันที่เราเป็นนักข่าวอิสระในไทย เราได้เงินชิ้นละ 3,000 บาท มันน้อยนิดมาก แต่พอภาษาอังกฤษเราได้  มันทำให้เราติดเครื่องไปได้ไกลกว่าเดิม อย่างงาน Fixer (ผู้ประสานงาน) ให้ช่างภาพต่างชาติ เขาจ้างผมวันละ 700 ดอลลาร์ (ประมาณ 20,000 กว่าบาท) วันเดียวทำงานนึงสามารถอยู่ได้เป็นเดือน... การได้ภาษา มันทำให้คนที่ทำงานอิสระเลี้ยงชีพได้แบบไม่ปากกัดตีนถีบ ”   ณฐาภพ สะท้อน

ฟรีแลนซ์ที่อยู่ได้ยาว : คือคนที่จัดการตัวเองได้ 

ไม่ใช่แค่ทำงานเก่ง

เกือบ 3 ปี บนเส้นทางของการเป็นนักข่าวอิสระ ณฐาภพ ให้มุมมองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจจะไม่ใช่เส้นทางที่จะเหมาะกับทุกคน สิ่งสำคัญคือการมีวินัย วางแผนเป็น ต้องรู้จักตัวเองว่าถนัดอะไร ต้องสามารถบริหารจัดการชีวิตตัวเองได้ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้มีอุดมการณ์แค่ไหน มันก็ยากมากที่จะยืนระยะ   

“ คนจ้างงานจำนวนมากเขาไม่ได้ต้องการคนที่เขียนเก่งที่สุด แต่ต้องการคนที่ไว้ใจได้ ส่งงานตรงเวลา รับผิดชอบ งานข่าวจำนวนมากไม่ใช่งานประกวด แต่เป็นงานที่ต้องเสร็จตามเดดไลน์ ถ้าคุณส่งช้า ผิดนัด ต่อให้เขียนดีแค่ไหน งานครั้งที่สองก็อาจจะไม่มา ฟรีแลนซ์ที่อยู่ได้ยาว คือคนที่จัดการตัวเองได้ ไม่ใช่แค่ทำงานเก่ง ”

“ ผมไม่คิดว่าการเป็นนักข่าวฟรีแลนซ์จะเหมาะกับทุกคน และผมไม่แนะนำให้ทุกคนต้องมาเส้นทางนี้ แต่ถ้าคุณต้องเข้ามาเส้นทางนี้ไม่ว่าจะตั้งใจเลือก หรือจำใจต้องมา สิ่งที่เหมือนกัน คือคุณต้องเตรียมตัว โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ถ้าไม่มีเงินสำรอง ไม่มีแผน ไม่มีระบบ คุณจะอยู่กับความกังวลตลอดเวลา และมันจะบั่นทอนคุณมาก เพราะฟรีแลนซ์ไม่ใช่อาชีพที่ใช้ “ใจ” ล้วน ๆ  แต่มันต้องมีการวางแผนรองรับด้วย ”  ณฐาภพ กล่าว 


อำพล ทองเมืองหลวง
ช่างภาพฟรีแลนซ์  เมื่องานประจำ ไม่ตอบโจทย์อนาคต  

ในสายงานสื่อ นอกจากนักข่าวแล้ว อีก 1 อาชีพที่มีบทบาทสำคัญ คือช่างภาพข่าว 

“ต้อม” อำพล ทองเมืองหลวง อดีตช่างภาพข่าวออนไลน์ ที่ PPTV New Media ที่ตัดสินใจพาตัวเองออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน เข้าสู่วิถีฟรีแลนซ์ แม้เส้นทางอาชีพของเขาในตอนนั้นจะถือว่ากำลังไปได้รุ่งและไปได้ดี มีรายได้เดือนละประมาณสามหมื่นบาท แต่ก็ต้องแลกกับการทำงานแทบทุกวัน มีวันหยุดเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน หรือไม่มีเลยหากมีข่าวใหญ่เกิดขึ้น ทำให้แทบไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น นอกจากทำงานให้องค์กรอย่างเดียว

จนตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่  ใช่อนาคตสำหรับตัวเองหรือเปล่า

“ การเป็นพนักงานประจำ ที่มีรายได้ประมาณสามหมื่นบาท ถ้ามองผิวเผินมันเหมือนมั่นคง และการทำงานข่าวให้ประสบการณ์เยอะมาก ได้อยู่หน้างานจริง ได้เห็นเหตุการณ์จริง ได้ชื่อเสียงจากงานที่ทำ....แต่สำหรับผม ผมไม่เคยเชื่อว่างานประจำมั่นคงเลย การมีรายได้ทางเดียวจากที่เดียวต่างหาก ที่ผมรู้สึกว่ามันเสี่ยงกว่า ”

อำพลเล่าว่าจุดที่ทำให้ตัดสินใจลาออก คือเรื่องชีวิต เพราะตอนนั้นเขาซื้อบ้าน มีภาระ มีแม่ที่ต้องดูแล แต่เงินเดือนขึ้นปีละประมาณ 3 %  ทั้งที่ทำงานหนัก คะแนนประเมินก็สูง แต่ระบบมันไปต่อไม่ได้ ทำให้เริ่มเห็นชัดว่ารายได้แบบนี้ ต่อให้ประหยัดแค่ไหน ก็ไม่พอสำหรับชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะหากคิดจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ ตอนนั้นผมเลยถามตัวเองตรง ๆ ว่า ถ้ายังอยู่แบบนี้อีกสิบปี ชีวิตผมจะเป็นยังไง คำตอบคือผมไม่อยากเห็นภาพนั้น ”

เขาลาออกกลางปี 2562  ไม่ได้หุนหันพลันแล่นแบบตื่นเช้ามาแล้วเข้าไปขอใบลาออก แต่ค่อยๆ สร้างคอนเนกชันตลอด 4 ปีที่ทำงานประจำ รู้จักคนในวงการก็ลองช่วยงาน ทำงานนอกเวลางานประจำ เพื่อเก็บพอร์ต เก็บประสบการณ์ แลกด้วยความเหนื่อยที่เพิ่มขึ้น แต่คือการปูทางให้อนาคต โดยเขาตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปี ต้องเป็น 1 ใน 5 ของช่างภาพสายกีฬาที่คนนึกถึง เพื่อให้มีงานวิ่งเข้ามาหาเขาเอง

“ ผมจะคิดเลยว่าถ้าลาออก สิ่งที่แย่สุดที่ผมต้องเจอคืออะไร แล้วผมจะทำอะไรกับมันได้บ้าง และจะปรับมันยังไง ผมประเมินตัวเองแบบตัวเลขเลย งานค่ายกล้องสัปดาห์ละวัน ได้ประมาณ 14,000 บาท งานถ่ายฟุตบอลแมตช์ละ 5,000 บาท แค่ทำงานแปดวันผมได้มากกว่าทำงานประจำทั้งเดือน ผมเลยตัดสินใจวัดดวง แต่เป็นการวัดดวงที่คิดมาแล้ว 

ฟรีแลนซ์ : ทุกงานคือชื่อของตัวเรา

สิ่งแรกที่เจอเมื่อออกมาเป็นฟรีแลนซ์ คือการทำงานแบบไม่มีใครคอยกันหลังอีกแล้ว ทุกงานคือชื่อเรา หากงานพลาด ลูกค้าไม่ประทับใจ นั่นอาจหมายถึงการไม่ได้งานจากเขาอีกเลย 

“ คุณทำงานประจำบางทีถ้าคุณถ่ายภาพไม่ดี หรือไปสาย ออฟฟิศอาจจะแค่ตักเตือน แต่คุณก็ยังได้เงินเดือนปกติ แต่ถ้าเป็นงานฟรีแลนซ์ สมมติเขาจ้างผมไป 1 งาน แล้วผมทำให้เขาไม่ประทับใจ หรือไปสาย... ผมอาจไม่ได้งานจากเขาไปตลอดเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ คือ คุณภาพกับวินัย และความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าคำว่า “อิสระ” ”

อำพล อธิบายเพิ่มว่าการเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ไม่ใช่แค่ถ่ายภาพ แต่ต้องเป็นทุกอย่าง ทั้งเป็นคนขายงาน คุยลูกค้า วางแผนการเงิน และคิดอนาคตตัวเอง เพราะไม่มีใครมาบอกว่าทิศทางปีหน้าจะเป็นยังไง  

“ สิ่งที่ผมต้องปรับเยอะมาก คือการสื่อสาร เพราะตอนทำข่าวผมเป็นคนพูดน้อย อยู่กับกล้อง แต่พอเป็นฟรีแลนซ์ ผมต้องเรียนรู้การสื่อสาร การเข้าหาลูกค้า การสร้างความสัมพันธ์ มันยากมากสำหรับคนสายภาพ แต่ถ้าไม่ทำ งานก็ไม่มา...ผมเคยเชื่อว่าภาพที่ดีทำให้คนจำเราได้ แต่ในยุคนี้แค่ภาพดีอย่างเดียวมันยังไม่พอ คนต้องรู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง เราต้องใช้โซเชียลมีเดียให้เป็น ไม่ใช่เพื่ออวด แต่เพื่อบอกว่าเรามีคุณค่าอะไรในตลาด ”

การเงิน ความเสี่ยง และโลกจริงของฟรีแลนซ์

            “ เดือนแรกที่ออกมา ได้เงินแปดหมื่นบาท ดีใจมาก แต่ผมรู้ทันทีว่าห้ามคิดแบบนี้ ผมต้องบริหารเงิน วางแผนภาษี จดรายรับรายจ่าย เพราะฟรีแลนซ์ไม่ได้มีเงินเท่ากันทุกเดือน ต้องดูภาพรวมทั้งปี ไม่ใช่เดือนเดียว...มันมีเดือนที่ได้เยอะ และมีเดือนที่ได้น้อย สิ่งสำคัญคือเราวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนนั้นยังไง ”

นอกจากรายได้ที่อาจไม่แน่นอนแล้ว  ยังมีความยากในการตั้ง “เรทการ์ด” หรือราคางานของตัวเอง

“ ช่วงแรกที่ไม่รู้ราคากลาง ไม่รู้ว่าควรเรียกเท่าไหร่ บางงานรู้สึกว่าโดนกด แต่ก็ต้องรับ เพราะมันคือการสร้างคอนเนกชัน ชีวิตฟรีแลนซ์มันมีทั้งมูลค่าจากเงิน และมูลค่าจากความสัมพันธ์

ผมเคยรับงานที่รู้อยู่แล้วว่าถูก แต่รับเพราะมองระยะยาว และผมก็เคยปฏิเสธงานที่รู้สึกว่าเขาไม่ให้คุณค่ากับงานเราเหมือนกัน ทุกอย่างมันคือการเรียนรู้ และการเลือกในจังหวะชีวิต ” 

ปัจจุบันอำพล เป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ ควบคู่กับการทำงานประจำในองค์กรที่ยืดหยุ่นและให้อิสระ เขาสามารถทำงานฟรีแลนซ์ควบคู่กันไปได้ เขาเปรียบเทียบการมีงานหลายทาง เหมือนกับการมี "สวิตช์ไฟ" หลายดวง ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงให้กับชีวิต  

“ งานมันเหมือนแสงสว่างครับ ถ้าเรามีงานที่งานเดียว เราเหมือนกับสวิตช์ไฟดวงเดียว พอมันดับแล้วมันก็ดับเลย แต่ถ้าเรามีหลายดวง พอควงที่หนึ่งดับ ดวงที่สองที่สามดับ เรายังมีดวงที่สี่อยู่ ”  

เขาฝากข้อคิด และมุมมองสำหรับคนสื่อที่อาจกำลังลังเลกับเส้นทางชีวิต หรือยังไม่รู้อนาคตของตัวเองในวันข้างหน้า สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ขยันให้ถูกที่” และมีแผนสำรองให้ชีวิตเสมอ

“ ผมไม่อยากปลอบใจใคร แต่อยากบอกว่าชีวิตฟรีแลนซ์มันไม่ได้สวยและไม่ได้เหมาะกับทุกคน...ฟรีแลนซ์มันไม่ใช่ทางหนี แต่มันคือการรับผิดชอบชีวิตตัวเองแบบเต็มรูปแบบ ไม่มีใครรับประกันให้เรา นอกจากตัวเราเอง  

สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางแผนชีวิต และการปรับตัว ถ้าคุณคิดว่าแค่ทำงานดี เดี๋ยวงานจะมาเอง ผมว่ามันไม่พอแล้วในยุคนี้...ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจะขยัน ต้องขยันให้เป็นประโยชน์  ถ้าเหนื่อยแล้วไม่ได้อะไรกลับมา นั่นคือขยันผิดทาง...การขยันให้เป็นประโยชน์ มันอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นตัวเงินทันที แต่มันจะสร้างมูลค่าบางอย่างในเนื้องาน ที่มันจะเป็นแสงสว่างและเป็นทุนให้เราไปต่อได้ในอนาคต ”  อำพล  ทิ้งท้ายให้คิด

บทเรียนพื้นฐานวิชา “ฟรีแลนซ์101”  ที่ถ่ายทอดผ่านวิถี “ฟรีแลนซ์” จากประสบการณ์จริงของ 3 คนข่าว ตอกย้ำชัดว่าฟรีแลนซ์ ไม่ใช่แค่เรื่องของอาชีพอิสระ แต่คือ เส้นทางของคนที่พร้อมรับผิดชอบชีวิตตัวเองแบบเต็มร้อย รู้ต้นทุนของตัวเอง และมีแผนสำรองเพื่อรองรับความไม่แน่นอนไว้เสมอ ไม่ว่าวันนี้คุณยังใส่เครื่องแบบพนักงานประจำ หรือเลือกกางปีกบินในโลกอิสระอย่างเต็มตัวแล้วก็ตาม