รายงานพิเศษ
โดย - จุลสารราชดำเนิน
AI ได้เข้ามามีบทบาทในการทำข่าวสืบสวน กรณีตัวอย่างล่าสุด สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ นิวยอร์คไทมส์ (The New York Times) ได้ลงทุนสร้างอาวุธลับที่ชื่อว่า "ชีทชีท" (Cheatsheet) หรือระบบสรุปข้อมูลอัจฉริยะ จนนำมาสู่โปรเจกต์ “Manosphere Report” ทำหน้าที่เป็นสายสืบดิจิทัลแกะรอยเครือข่ายทางความคิดในพอดแคสต์นับพันชั่วโมง เพื่อเปิดโปงการใช้สื่อออนไลน์บงการทิศทางการเมืองระดับชาติได้อย่างแม่นยำ
นิวยอร์กไทมส์ สถาบันสื่อเก่าแก่ระดับโลก สัญลักษณ์ของแนวคิดเสรีนิยมและเป็นผู้นำด้านมาตรฐานการทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา ยังเป็นไม้เบื่อไม้เบาเบอร์หนึ่งในการตรวจสอบ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเข้มข้น ก่อนหน้านี้ นิวยอร์คไทมส์ ได้ใช้ AI มาเป็นผู้ช่วยถอดรหัสเอกสารลับคดี เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ หลายพันหน้าที่ถูกเปิดเผยในปี 2567-2568 ซึ่งเป็นคดีล่วงละเมิดทางเพศและค้ามนุษย์ที่พัวพันกับเครือข่ายผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก
ในสหรัฐฯ มีสมรภูมิออนไลน์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรู้จักกันในนาม "Manosphere" เป็นที่รวมเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชายหนุ่มของกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ผ่านรายการในพอดแคสต์ ที่กำลังเป็นกระบอกเสียงทางการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าสื่อกระแสหลัก และมีอิทธิพลต่อฐานเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์สูง

ทีมข่าวนิวยอร์คไทมส์ มองว่า Manosphere ไม่ใช่แค่เรื่องผู้ชายคุยกัน แต่เป็นพื้นที่รวมตัวของชายหนุ่มที่แลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องอำนาจและความเป็นชายในโลกสมัยใหม่ เช่น ปัญหาการหาคู่ ความล้มเหลวของระบบการศึกษา การระบายความอัดอั้นต่อปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการพูดคุยในพอดแคสต์เหล่านี้ได้พัฒนาเป็นกระแสวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนการเมืองในภาพใหญ่ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งปี 2567 และ 2568 เป็นเหตุให้นิวยอร์คไทมส์ตัดสินใจเกาะติดความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเหล่านี้นำมาสู่การสร้างอาวุธลับที่ชื่อว่า Manosphere Report
เครื่องมือชิ้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่เป็นระบบ AI อัจฉริยะที่ทำหน้าที่คอยประมวลผล วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่สื่อกระแสหลักเข้าถึงได้ยาก โดยใช้เทคโนโลยีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLMs (Large Language Models) คอยถอดความ สรุปเนื้อหาพอดแคสต์ชื่อดังหลายสิบรายการในคราวเดียว
แซค ซูเวิร์ด (Zach Seward) ผู้อำนวยการฝ่ายริเริ่มด้าน AI ของนิวยอร์คไทมส์ อธิบายว่า หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย การทำข่าวเจาะลึกลงในกลุ่ม Manosphere ได้กลายเป็นภารกิจสำคัญของกองบก. เพื่อให้รู้ทิศทางความเคลื่อนไหว
"เราพบว่ามีความต้องการข้อมูลส่วนนี้จากนักข่าวในกองบรรณาธิการสูงมาก จนถึงจุดที่ความสนใจนั้นมากพอที่เราจะตัดสินใจเปลี่ยนกระบวนการนี้ให้เป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อส่งรายงานสรุปประเด็นสำคัญออกไปให้ทุกคนได้รับรู้พร้อมกันในทุกๆ เช้า"
Manosphere Report ถูกนำใช้ในปี 2566 ก่อนจะเห็นผลสำเร็จปี 2568 ทำหน้าที่เฝ้าติดตามพอดแคสต์รายการดังประมาณ 80 รายการ ทั้งหมดถูกคัดเลือกจากนักข่าวจากโต๊ะข่าว การเมือง, ข่าวสาธารณสุข และข่าววัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตของกองบก. รายชื่อพอคแคสต์ที่ถูกจับตามอง ครอบคลุมตั้งแต่รายการฝั่งขวาจัด เช่น The Ben Shapiro Show, รายการ Red Scare ของ 2 นักจัดรายการสายช็อกแห่งย่าน Dimes Square อย่าง ดาชา เนคราโซวา และ แอนนา คาชิยาน ไปจนถึง The Clay Travis & Buck Sexton Show ซึ่งเป็นรายการที่รับไม้ต่อมาจากรายการวิทยุระดับตำนานของ รัช ลิมบอห์ ไปจนถึงรายการที่มีแนวคิดเอียงไปทางเสรีนิยมอย่าง MeidasTouch ซึ่งเป็นพอดแคสต์ต่อต้านทรัมป์ที่มีฐานผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ชาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านที่สุด
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความรวดเร็วและแม่นยำ เมื่อพอดแคสต์รายการใดรายการหนึ่งเผยแพร่ตอนใหม่ ระบบจะทำงานโดยอัตโนมัติและประมวลผลอย่างรวดเร็วแยกเป็น 4 ขั้นตอน
- ดาวน์โหลดข้อมูล - AI จะติดตามฟังพอดแคสต์เป้าหมายกว่า 80 รายการ ทันทีที่มีการอัปโหลดตอนใหม่ ระบบจะดูดไฟล์เสียงมาแปลงเป็นข้อความทันที
- ถอดความ แทนที่จะสรุปแบบตรงๆ AI จะทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็นเพื่อหาว่ามีคีย์เวิร์ดไหนที่ อินฟลูเอ็นเซอร์ฝ่ายขวากำลังพูดถึงพร้อมกัน
- สังเคราะห์ภาพรวม ทุกๆ 24 ชั่วโมง เครื่องมือนี้จะนำบทสรุปทั้งหมดมาประมวลผลซ้ำเพื่อสร้างบทสรุปเหนือบทสรุป เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นพูดคุยร่วมและแนวโน้มรายวันที่น่าสนใจ
- ส่งต่อทุกเช้า ทุก 8 โมงเช้า นักข่าว 40 คนในกองบรรณาธิการจะได้อีเมลสรุปเทรนด์ความขัดแย้งที่กำลังก่อตัว เพื่อใช้เป็นลายแทงในการติดตาม ตรวจสอบ และขยายผลประเด็นข่าว
AI ตรวจสอบ แต่นักข่าวคือ ผู้ผลิตข่าว
ซูเวิร์ด ระบุว่า รายงานสรุปข้อมูลพอดแคสต์ ที่ส่งให้กองบก.ดูเหล่านี้ ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือน โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสการเมืองใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนทิศทางของวาทกรรมในโลกในเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม หน้าที่ในการผลิตงานข่าว ยังคงเป็นของนักข่าวที่ต้องตามหาความจริงจากเบาะแสที่ได้รับจากรายงานเหล่านี้
“เราจะไม่มีวันพึ่งพาเพียงบทสรุปที่สร้างโดย AI นักข่าวของเราจะย้อนกลับไปฟังพอดแคสต์ตัวจริงเสมอ แต่ใช้รายงานฉบับนี้เป็นเหมือนสายสืบหรือแรงกระตุ้นให้หันไปตรวจสอบบางสิ่งบางอย่างให้ละเอียดและใกล้ชิดยิ่งขึ้น”

การที่นิวยอร์คไทมส์ลงทุนสร้างระบบ AI เพื่อเจาะลึกความคิดของกลุ่มชายกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็เพื่อทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนใหม่ทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุดในสหรัฐ ที่พบว่า ผู้ชายรุ่นใหม่สหรัฐส่วนใหญ่ กำลังหันไปหาแนวคิดอนุรักษ์นิยมมากขึ้น จึงต้องการคำตอบว่า ทำไมแนวคิดเสรีนิยมไม่ใช่คำตอบสำหรับพวกเขาอีกต่อไป ปัจจุบันชายหนุ่มในสหรัฐจำนวนมากไม่ได้เสพข่าวจากทีวี หรือหนังสือพิมพ์ แต่ฟังพอดแคสต์ยาว 3-4 ชั่วโมงขณะออกกำลังกายหรือขับรถ
นักวิเคราะห์พบว่าความเหงา ปัญหาเศรษฐกิจ การขาดเป้าหมายในชีวิตของชายรุ่นใหม่ กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับแนวคิดสุดโต่งเป็นเหตุผลสำคัญ ซึ่งทรัมป์ ก็ยังมาออกรายการพอดแคสต์เพื่อเจาะฐานเสียงกลุ่มนี้แทนการไปออกรายการข่าวช่องหลัก
ตัวอย่างของการรู้“กระแสสังคม”อย่างทันท่วงที เป็นประโยชน์ต่อการตั้งประเด็น การวางแผนยุทธศาสตร์ข่าวของนิวยอร์คไทมส์ เช่น ปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่เปิดเผยข้อมูลคดีดังบางคดีอย่าง เจฟฟรีย์ เอปสไตน์ AI ของ Manosphere Report ตรวจพบสัญญาณความไม่พอใจจากฝั่งอนุรักษ์นิยมทันที ซึ่งเป็นสัญญาณแรกว่ากระแสการเมืองกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง ทำให้นักข่าวเข้าไปเจาะลึก วางแผนการทำข่าวได้ก่อนใคร

หรือเมื่อกองบก. เห็น "คีย์เวิร์ด" ที่ถูกพูดซ้ำๆ ในพอดแคสต์ฝ่ายขวา เช่น คำว่า "Debanking" (การถูกธนาคารปิดบัญชี) ถูกนำมาใช้ปั่นกระแสความโกรธแค้นต่อระบบทุนนิยม ก่อนที่นักการเมืองจะหยิบคำนี้ไปใช้หาเสียงจริงๆ หรือ ในการตรวจจับความสอดคล้องของวาทกรรมพบว่าพอดแคสต์หลายรายการที่ดูเหมือนไม่รู้จักกัน กลับใช้สคริปต์หรือคำพูดชุดเดียวกันในสัปดาห์เดียว นิวยอร์คไทมส์จึงเปิดโปงได้ว่านี่ไม่ใช่ความเห็นอิสระของประชาชน แต่เป็นแคมเปญจัดตั้งที่มีกลุ่มทุนเบื้องหลังจ้างอินฟลูเอนเซอร์พูดพร้อมกันเพื่อสร้างกระแสเทียม ประการสำคัญพบว่า ในเฟสบุ๊ค หรือ X ผู้คนจะระวังคำพูดเพราะกลัวโดนแบน แต่ในพอดแคสต์ พวกเขาจะพูดความจริงที่รุนแรงและดิบกว่าทำให้สามารถเขียนบทความเตือนสังคมถึง แนวโน้มการก่อเหตุความรุนแรงหรือการประท้วงที่กำลังก่อตัวขึ้นในกลุ่มลับได้
แน่นอนว่า นิวยอร์คไทมส์ ไม่ใช่ที่เดียวที่กระโดดมาเล่นเรื่อง AI อย่างเข้มข้น ปัจจุบันสำนักข่าวท้องถิ่นทั่วสหรัฐฯ ต่างก็เริ่มใช้ AI มาเป็นผู้ช่วยกันหมดแล้วในรูปแบบแตกต่างกันไปตั้งแต่การให้ AI ช่วยนั่งเฝ้าไลฟ์สดการประชุมสภาเมือง หรือคณะกรรมการโรงเรียน แล้วสรุปประเด็น ส่งมาให้ทางอีเมล์แทนที่จะให้นักข่าวเสียพลังไปนั่งฟังเองเหมือนแต่ก่อน เช่นเดียวกับ สื่อดังระดับโลกหลายสำนักต่างก็ใช้ AI ในงานข่าว สรุปข้อมูลเนื้อหา เทรนด์ ในติ๊กต๊อกหรือในยูทูป
กรณีของนิวยอร์กไทมส์ สะท้อนให้เห็นว่าหน้าที่ของสื่อยุคใหม่ไม่ใช่แค่การรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือ ความพยายามหาวิธี จับอารมณ์สังคมให้แม่นยำที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนและกระจัดกระจายอยู่ในสื่อทางเลือกและพื้นที่ปิดที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพอดแคสต์เฉพาะกลุ่ม หรือชุมชนออนไลน์ที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวซ่อนตัวอยู่ในสื่อบางประเภท เพื่อกำหนดวาระการนำเสนอของสื่อจนกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายและดึงความสนใจของสังคมกลับมาอยู่ในมือสื่อหลักอีกครั้ง
https://www.ire.org/2025/12/06/inside-the-new-york-timess-a-i-toolkit/
