การใช้AI ในแวดวงข้อมูลข่าวสาร ต้องมีการ Fact-checkingตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กันไปด้วย และ Fact-checking อย่างเดียวไม่พอ ต้องรณรงค์ให้ผู้คนในสังคมมีความรู้เท่าทัน หรือ Media, Information, and Digital Literacy ต้องรู้เท่าทันทุกอย่าง คือไม่ใช่ใช้แต่AI แต่ไม่รู้เรื่องเรื่องการรู้เท่าทันสื่อและดิจิตอล ไม่รู้เรื่องการตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นข้อมูลลวงหรือไม่ หา Digital Footprint ไม่ได้ แบบนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ สรุปคือ แวดวงสื่อมวลชนต้องปรับตัวขนานใหญ่ ต้องใช้AIให้เกิดประโยชน์ ใครไม่ใช้ ผมว่าอยู่ไม่ได้ และที่สำคัญต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบ
ความสำคัญของAI กับการใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานข่าว เป็นเรื่องที่คงไม่ต้องอธิบายให้มากความแล้วสำหรับยุคปัจจุบัน แต่เรื่องการใช้AI ในการทำงานของสื่อมวลชนในบริบทต่างๆ เป็นข้อมูลที่ยังต้องเติมเต็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับคนในวงการสื่อสารมวลชน

และสำหรับเรื่องนี้ "ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์-อดีตนักข่าว อดีตคนทำสื่อ"ให้สัมภาษณ์กับ"ทีมงานจุลสารราชดำเนิน"เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์-ให้ข้อมูลเรื่องการใช้AIในอุตสาหกรรมสื่อ-วงการสื่อมวลชนในต่างประเทศ ผ่านประสบการณ์จากที่เคยเดินทางไปดูการใช้งานAIในต่างประเทศ เช่น จีน-อินเดีย-เกาหลีใต้ โดยเฉพาะ"จีน-อินเดีย"ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าเรื่องเทคโนโลยีระดับหัวแถวของโลก ผสมกับทัศนะ-มุมมอง ต่อความสำคัญของAI กับวงการสื่อไทยในปัจจุบัน
"ดร.ธนกร-ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงบทบาทความสำคัญของAI ในสังคมปัจจุบันและวงการสื่อว่า AI มาพร้อมแพลตฟอร์มและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งการมาถึงของ AI จึงมีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมกัน ในฝั่งตะวันตก มีความกังวลเรื่องการใช้AI อย่างผิดวัตถุประสงค์ ขณะที่ฝั่งเอเซีย ก็คิดเหมือนกันว่า AI การนำมาใช้สร้างประโยชน์มากก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีโทษเช่นกัน
เวลาที่มีการพัฒนาAI สิ่งที่เขาต้องทำก็คือ การเข้าถึงAI ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ใช้ เช่น AI ที่ประชาชนควรจะเข้าถึง มันไม่ใช่ทุกเรื่อง ยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด การออกคำสั่งให้AI ทำหนังสั้นเพื่อล้อเลียนหรือบูลลี่คน -ไปเปิดข้อมูลส่วนบุคคลของคน หรือไปละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของคนอื่น ที่สร้างความเสียหาย หรือบางครั้งสั่งให้AI เขียนบทละคร ให้ไปลองทำคลิปสั้นวีดีโอ ที่เสี่ยงว่าจะไปละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา เพราะฉะนั้น การใช้ AI จะต้องมีการทำความรู้จักอย่างใกล้ชิด
"ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"กล่าวต่อไปว่า หากเราจะต้องเดินไปในโลกดิจิตอล โดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ ผมอยากจะมองอยู่ 2 ส่วน ก่อนที่จะกล่าวถึงการไปดูงานAI ในต่างประเทศ
..ส่วนแรกคือส่วนที่เป็นฝ่ายนโยบาย ฝ่ายที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน และกำกับดูแล ,การออกใบอนุญาต โดยในส่วนของการออกใบอนุญาตคนไทยอาจจะงง แต่ในต่างประเทศ จะมีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มทั้งหมดรวมถึงการกำกับเนื้อหาทางดิจิตอลด้วย ซึ่งเราต้องไม่ติดกรอบว่ากฎหมายเราล้าสมัยหรือไม่ล้าสมัย ถ้าล้าสมัยเราต้องหยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือกันว่าต้องแก้ไขอย่างไร
การส่งเสริมสนับสนุนAI สำคัญมากในระดับนโยบาย เช่น เราจะสร้าง AI ที่เอามาใช้ในการประมวลผลข้อมูลการวิเคราะห์อะไรอะไรต่างๆ จากBig data จำนวนมาก ซึ่งในเชิงการวิจัย ปัจจุบัน AI ทำได้ดีมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่ชอบดูดวง จะเห็นได้จากGemini และ ChatGPT ที่ทำนายออกมา ทำเอาคนที่เข้าไปขอให้ดูดวง เห็นข้อมูลที่ออกมาแล้วต่างอึ้ง เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ในภาคนโยบายจะต้องพัฒนาในเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไม่ใช่รอรับแต่แอปพลิเคชันสำเร็จรูปที่นำเข้ามา โดยเราไม่รู้จักดีพอ
วิธีการคือเราจำเป็นที่จะต้องพัฒนามันขึ้นมาเอง หรือสร้างการนำขอบเขตการมาประยุกต์ใช้ จุดนี้เป็นเรื่องสำคัญ บทบาทของฝ่ายนโยบายสำคัญมากกับเรื่อง AI ในเรื่องการมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาและการกำกับดูแล ที่จะต้องชัดว่าประเทศไทยจะมีทิศทางอย่างไร
ส่วนที่ 2 ในแง่ของอุตสาหกรรม ในส่วนของผู้พัฒนา อย่างในอุตสาหกรรมสื่อ เราใช้ AI ทำคอนเทนต์ ทำหนังสั้น ทำคลิป แปลภาษา ทำซับไตเติ้ล ที่ตอนนี้ทำได้ร่วม 30-40 ภาษา ไปอยู่ในประเทศไหนแทบจะไม่ต้องไปออกคำสั่งเลย เผยแพร่ลงไปในแพลตฟอร์มต่างๆ ระบบแปลให้เรียบร้อย ก็มีผิดบ้างถูกบ้าง แต่แม้อาจจะผิดสัก 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เหมือนเราฟังภาษาต่างประเทศ เรายังประติดประต่อเนื้อหาได้สมบูรณ์ครบถ้วน ก็มีการนำมาใช้งานในส่วนนี้เยอะมาก AI จึงจำเป็นสำหรับการใช้งานในส่วนโปรดักชั่น
จากอินเดียถึงประเทศไทย
รัฐบาลต้องมีมาตราการ
ส่งเสริมAI ที่ชัดเจน
"ดร.ธนกร-ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"ให้ข้อมูลจากการไปศึกษาดูงานAI ที่ต่างประเทศ โดยเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันในต่างประเทศ มีหลายประเทศ มีการส่งเสริมการพัฒนาAI เพื่อการพัฒนาประเทศ เช่นประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีสุดยอดของวิศวกรAI โดยประเทศอินเดีย ไม่ยอมแพ้ใครในการพัฒนาAI และนวัตกรรมใหม่ๆ อินเดียวันนี้มีแพลตฟอร์ม คล้าย Shopee -Lazada ที่นำร้านชำมาอยู่บนออนไลน์ จะซื้อถั่วงอก ตะไคร้ ผักคะน้า เข้าไปสั่งซื้อในแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งที่เขาสร้างขึ้นมา ที่เข้าไปแล้วจะมีข้อมูลบอกเลยว่าพร้อมส่งด้วยคุณภาพสินค้าสดถึงคุณภายใน 8 นาที เป็นต้น เป็นการใช้AI ในการแบ็คอัพข้อมูลงานหลังบ้านทั้งหมด และทำให้เกิดงานต่างๆ ตามมาเช่น โลจิสติกส์ -การขนส่ง -โดรนส่งของ
"ตอนที่ไปฟังเรื่องการใช้AIที่อินเดีย ที่ใช้ในการสนับสนุนงานด้านต่างๆ พอฟังแล้ว ทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า ทำไมประเทศอื่นเขาไปไกลมาก แล้วประเทศเราอยู่ตรงไหนในขั้นตอนการพัฒนา เพราะนอกจากผู้ใช้AI แล้วในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ที่อินเดียไปไกลมาก ของไทยเรา เมื่อรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย ดังนั้น รัฐบาลกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต้องคุยกันว่าเราจะส่งเสริมพัฒนาอย่างไร เพราะคนไทยต่อยอดเก่งอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าให้มีมาตรการในการส่งเสริมที่ชัดเจน"
ประสบการณ์ดูงานAI ที่จีน
สู่การจับมือ กสทช.
ผลักดันล่ามภาษามือเอไอ
"ดร.ธนกร"กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดผมไปดูงานที่จีน ผมคิดว่าสิ่งที่เราสามารถนำกลับมาพัฒนาได้มีอยู่ 2-3 เรื่องที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้า คือ หนึ่ง การใช้AI มาทำหนังสั้น ร่วมกับมนุษย์ ไม่ใช่ให้ AIทำทั้งหมด เราอาจจะเขียนบทหรือพล็อตเรื่อง แล้วAIไปเติมรายละเอียด AI จะช่วยในการสร้างฉาก การลำดับภาพ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กองทุนสื่อฯ อยากจะนำมาเป็นโมเดลต้นแบบที่ผู้ผลิตสื่อไทยจะได้นำมาประยุกต์ใช้ โดยที่ต่างประเทศ การนำAI มาใช้ในงาน production โดยเฉพาะการทำหนังสั้น กำลังฮิตมาก
เรื่องที่ 2 ที่เกี่ยวกับกองทุนพัฒนาสื่อฯ ในด้านการส่งเสริมการเข้าถึงของคนที่มีข้อจำกัดทางด้านการมองเห็นการได้ยินหรือคนพิการ
วันนี้ AI สามารถทำพวกล่ามภาษามือ ที่จีน ใช้ล่ามภาษามือ AI หมดเลย ซึ่งล่ามภาษามือ ระบบดั้งเดิม จะเห็นที่จะมีคนคอยแปลอยู่ที่มุมจอโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ในการฝึกคน-สร้างคนที่จะมาทำหน้าที่ล่ามภาษามือขึ้นมาแต่ละคน ที่สำคัญมีข้อจำกัด เพราะจะมีล่ามภาษามือในโทรทัศน์ได้สักกี่สถานี แม้ทีวีหลายช่องพยายามทำอยู่ แต่ก็ไม่ค่อยครอบคลุม ไม่ครบทุกช่อง วันนี้เรามี AI เราสามารถพัฒนา AI for language เป็นล่ามภาษามือ ซึ่งกองทุนฯ จะเข้าไปคุยกับสำนักงานกสทช. เพราะเป็นงานของกสทช.เช่นกันในการส่งเสริมการเข้าถึงสื่อฯ
ส่วนที่ 3 ซึ่งจีนพัฒนาแล้ว เป็นสิ่งที่ผมได้ไปดูที่ฉางซา (Changsha) โดยไปที่นิคมอุตสาหกรรมสื่อวิดีทัศน์วัฒนธรรมและความสร้างสรรค์หม่าหลานซาน ที่พบว่า มีการใช้AI ไปตรวจจับข้อมูลที่เป็นเนื้อหาไม่พึงประสงค์ ถ้าตามกฎหมายกสทช.ก็คือเรื่องการฝาฝืน พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 37 โดยเนื้อหาที่ไม่พึงประสงค์ ระบบAI จะมีการประมวลให้แล้วส่งผลการประมวลมาให้คน-เจ้าหน้าที่ทำการวิเคราะห์อีกรอบหนึ่ง เป็นลักษณะการช่วยคัดกรอง
เรื่องนี้มองว่ามีความจำเป็นมาก เพราะประเทศไทยเนื้อหาที่เผยแพร่ต่างๆ มีเนื้อหาเชิงลบจำนวนมาก มีการละเมิด-การบูลลี่- ใส่ร้ายป้ายสี การบิดเบือน ข่าวปลอม การตัดต่อภาพ การปลอมเสียง ซึ่งAI ทำได้หมด แต่เราต้องรู้เท่าทัน ต้องนำAI มาตรวจจับเนื้อหาเชิงลบเหล่านี้ไม่ใช่นำAI ไปทำเรื่องพวกนี้
ส่วนเรื่องที่ 4 ที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ฯ สนใจก็คือการนำ AI มาช่วยทำ Research เป็น Mini- Research เช่น ทำResearchว่าภาษาที่ไม่เหมาะสมที่ใช้ในโลกออนไลน์ในวันที่ทำResearchมีอะไรบ้าง และเปรียบเทียบกับวันก่อนหน้าการทำ Research ดีกรีมันเพิ่มขึ้นหรือลดลง แบบนี้เป็นต้น หรือให้ AI ไปSurvey ว่า บทสนทนาในแพลตฟอร์มต่างๆของคนแต่ละช่วงอายุ เขามีหัวข้อการสนทนาเรื่องอะไร ภาษาที่ใช้ Mood and Toneเป็นแบบไหน เรื่องเหล่านี้ AI ทำได้หมด
"การใช้ AI เราจำเป็นที่ต้องทำความรู้จัก ให้ความสำคัญ แล้วก็ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในบริบทของประเทศไทย"ดร.ธนกร ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ระบุ
เมื่อถามถึงประสบการณ์จากที่ได้ไปดูงานการใช้AI ในต่างประเทศเช่น ประเทศจีน อินเดีย มองว่าสำหรับวงการสื่อไทยเอง จะนำAIมาใช้ในงานสื่อมวลชนอะไรบ้าง "ดร.ธนกร "ถ่ายทอดประสบการณ์ในส่วนนี้ว่า ที่เห็นชัดเลยก็คือการช่วยหาข้อมูล รวมถึงงานด้านการผลิตเช่น ทำกราฟิกดีไซน์-พรีเซนเทชั่น-งานตัดต่อ -การช่วยเรื่องการลงเสียง รวมถึงการใช้AIเพื่อช่วยในเรื่องการตรวจงาน ของสื่อ เช่นช่วยดูองค์องค์ประกอบในชิ้นงานสื่อว่า มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ แต่ประโยชน์ของAIคือการจัดการหาข้อมูล แล้วใช้AI เป็นเพื่อนในการวิเคราะห์
..เช่นการทำงานข่าวเชิงสืบสืบสวนสอบสวน ที่กองบก.ตั้งประเด็น แล้วสามารถให้AI ร่วมตั้งประเด็นได้ บางทีสิ่งที่AI ส่งกลับออกมา ก็มีความแหลมคมจนเรานึกไม่ถึง หรือพลิกมาอีกมุมหนึ่งของข่าวเลย
แวดวงสื่อสารมวลชน ต้องยอมรับว่า วันนี้AI คือคลังข้อมูล แต่ก่อนนำเสนอ ก็ต้องมีการตรวจสอบหลายชั้น ต้องใช้AI หลายแบรนด์ เช่นใช้ทั้ง ChatGPT, Claude, Gemini แล้วนำผลสรุปมาพิจารณาอีกรอบหนึ่ง
ถามถึงว่าจากที่ได้ไปดูงานเรื่องAIในต่างประเทศ พอทราบหรือไม่ว่า พอมีการใช้AIกันมากขึ้นเรื่อยๆ มีการปลดพนักงานหรือเลิกจ้าง คนทำสื่อ นักข่าวอะไรหรือไม่ "ดร.ธนกร ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"ให้ข้อมูลว่า ที่ประเทศจีน AI ไม่ได้มาทำงานแทนคน แต่มาช่วยส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมสื่อ ที่มาทำงานแทนคน อาจจะมีในบางสาขาวิชาวิชาชีพ เช่น ในมินิมาร์ทที่พอเข้าไปในร้าน เมื่อสแกนยืนยันตัวตนเสร็จ ก็เข้าไปหยิบของในร้านแล้วเอาmachine มายิงบาร์โค้ด เสร็จแล้วก็รูดบัตร เครดิตหรือสแกนจ่าย หลายสาขาวิชาชีพที่AI เข้ามาทำงานแทนคน แต่วงการสื่อ อย่างการทำหนังสั้น AI ทำให้คนคิดหาประเด็นได้มากขึ้น ช่วยหาข้อมูล แต่คนที่จะมาวางพล็อตเรื่องยังต้องเป็นคน ไม่ใช่ใช้สมองAI หมด แต่อาจจะให้AI ช่วยคิดเช่นอยากจะวางพล็อตแบบหักมุม ขอให้AI ช่วยคิด แต่มันไม่มีทางเลย ที่งานproduction หรืองาน content -creativity ที่จะให้ AI มาคิดให้ทั้งหมด เพราะคนยังต้องช่วยคิดและป้อนคำถามให้AI เช่นเมื่อจะทำหนังสั้น ก็ต้องคิดแล้วว่าทำเสร็จแล้วจะจัดจำหน่ายอย่างไร จะใช้แพลตฟอร์มอะไร มนุษย์ต้องทำทั้งสิ้น
...จึงไม่ใช่ว่า AI จะทำให้คนตกงาน จะมีแค่ในงานบางอย่างเท่านั้น เพราะแม้AI จะช่วยงานด้านวิจัย แต่คนที่เป็นนักวิจัยจริงๆ พวกResearcher ไม่มีทางตกงาน เพราะ Researcher ต้องเป็นคนคุมประเด็นและคอยวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายเป็นคนรับผิดชอบโปรเจกต์
..ในอุตสาหกรรมสื่อ AI มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมมาก ที่สำคัญคือด้านที่เอามาใช้ประโยชน์ในการสร้างระบบนิเวศสื่อ ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เช่น เอามารับมือกับพวก fake news -misinformation เนื้อหาข่าวสารที่ไม่พึงประสงค์ ที่สำคัญคือทุกคนต้องรู้เท่าทันและต้องมีหน่วยสอดแนม-ตรวจสอบ ที่จะไม่อนุญาตให้ใครคนใดคนหนึ่งนำAI ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องแบบที่พวกมิจฉาชีพทำอยู่ เพราะมิจฉาชีพทุกวันนี้ก็มีการใช้AI เช่นใช้ปลอมเสียง

"ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"ให้มุมมองว่า จากที่AI มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการสื่อ ดังนั้น คนทำสื่อต้องเรียนรู้การใช้งาน ซึ่งการใช้งานก็มีทั้งยากและง่าย แต่ต่อไปมันจะง่ายขึ้น และต้องพยายามใช้หลาย ๆ แพลตฟอร์ม เพื่อถ่วงดุลกันในแง่ของความเที่ยงตรงของข้อมูล หรือความแม่นยำ แต่สำหรับการใช้งานAI ในงานด้านการผลิตหรืองานproduction ต้องมีคนสอนแล้ว ซึ่งหากคนทำสื่อที่มีอายุการเรียนรู้อาจจะช้าหน่อย แต่พวกรุ่นใหม่ๆ ทำเร็วมาก
..ที่ผ่านมา กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับสมาคมวิชาชีพสื่อฯ ร่วมกันจัดกิจกรรมเรื่องAI หลายครั้ง มีการเชิญspeaker จากต่างประเทศมาพูดถึงความก้าวหน้านวัตกรรม AI ว่าใช้อะไรกันบ้าง รวมถึงการจัดงานอีกหลายครั้ง โดยกองทุนสื่อฯ พยายามสร้างสภาพแวดล้อม สร้างบรรยากาศ ไม่ให้เราตกขบวนหรือตกเทรนด์ เพื่อให้รู้จัก AI หลายแง่มุม
ในปี 2569 เราจะทำโปรเจกต์หนังสั้น ซึ่งเป็นการทำร่วมกันระหว่างไทยกับต่างประเทศโดยใช้AI เข้ามาช่วย จะมีการเชิญคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญของจีนมาเป็นวิทยากรบรรยายให้กับคนที่อยากทำหนังสั้น โดยใช้ AI ในประเทศไทย ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปดูงานต่างประเทศ
"ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"ย้ำว่า ในปีนี้ 2569 กองทุนสื่อฯตั้งเป้าแผนงานไว้สี่โปรเจกต์ คือ 1.ทำล่ามภาษามือ ร่วมกับสำนักงาน กสทช.ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ที่ต้องใช้งบประมาณร่วมกัน 2.สนับสนุนให้นักวิจัยที่มาทำวิจัยในเรื่องของสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ใช้AI เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลและประเมินผล 3. ทำหนังสั้น 4.ทดลองสร้างแพลตฟอร์มกลางในการmonitoringข้อมูลข่าวสารเชิงลบ
ทั้งหมดคือสี่แผนงานที่จะเดินในปีนี้ และหากทำสำเร็จ ก็จะขยายไปสู่วงการอื่น เช่นพัฒนาให้ชาวบ้านใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ
สื่อไทยกับAI
ถ้าไม่ใช้ คุณก็ตกขบวน
"ดร.ธนกร-ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์"กล่าวทิ้งท้ายถึงภูมิทัศน์สื่อในปี2569 ที่AI มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการสื่อว่า AI เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การทำงานด้านสื่อสารมวลชน มองว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ แรงงานคนในวิชาชีพสื่อในระดับหนึ่งแน่นอน แต่ไม่ได้ทำแทนทั้งหมด ในวงการข่าว ต้องยอมรับว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ AI ก็ตาม แต่AI มาแน่ ถ้าคุณ ignore มันก็จะมาหลอกคุณ อาจเข้ามาดึงคุณลงไปทางไหนก็ได้ที่คุณจะไม่มีทางรู้ตัวเลย เพราะแม้คุณทำเป็นไม่สนใจมัน แต่จริงๆคุณหนีมันไม่พ้น มันมาแน่
"คนอื่นเขาเอามาใช้ในการหาข้อมูลในการเสิร์ชหาข้อมูล การทำอินโฟกราฟิก ถ้าคุณไม่ใช้ คุณก็ตกขบวน ใครใช้ก่อนคนนั้นได้เปรียบก่อน
อย่างไรก็ตาม การใช้AI ในแวดวงข้อมูลข่าวสาร ต้องมีการ Fact-checkingตรวจสอบข้อเท็จจริงควบคู่กันไปด้วย และ Fact-checking อย่างเดียวไม่พอ ต้องรณรงค์ให้ผู้คนในสังคมมีความรู้เท่าทัน หรือ Media, Information, and Digital Literacy ต้องรู้เท่าทันทุกอย่าง คือไม่ใช่ใช้แต่AI แต่ไม่รู้เรื่องเรื่องการรู้เท่าทันสื่อและดิจิตอล ไม่รู้เรื่องการตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นข้อมูลลวงหรือไม่ หา Digital Footprint ไม่ได้ แบบนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ
สรุปคือ แวดวงสื่อมวลชนต้องปรับตัวขนานใหญ่ ต้องใช้AIให้เกิดประโยชน์ ใครไม่ใช้ ผมว่าอยู่ไม่ได้ และที่สำคัญต้องใช้อย่างมีความรับผิดชอบ"
