เส้นทางทศวรรษ ร่างกม.Anti-SLAPP วัดใจรัฐบาลใหม่ผลักดัน

ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวฯ

---------------------------------

รัฐบาลอนุทินเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในสัปดาห์หน้า (9-10 เม.ย.) จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้สัญญาประชาคมจะผลักดันร่างพรบ.ป้องกันฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP ) ให้บังคับใช้สำเร็จ หลังจากสถานการณ์การฟ้องหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหายจำนวนมากที่มีต่อภาคประชาสังคม ผู้ตรวจสอบนโยบายสาธารณะ สื่อ มีแนวโน้มเข้มข้นช่วงหลายปีมานี้ ขณะที่การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ มีความเป็นมาร่วมสิบปี 

ข้อมูลจากภาคประชาสังคม ระบุว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีคดีที่เข้าข่ายการฟ้องปิดปากในข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงผ่านกฎหมายต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการตรวจสอบสูงถึงกว่า 500 กว่าคดีถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในอาเซียน โดยภาคประชาชน นักกิจกรรม ครองสัดส่วนถูกฟ้องสูงเกือบถึงครึ่ง 

ที่น่าสนใจ คือ การฟ้องปิดปากนี้ มีการเรียกค่าเสียหายมหาศาลเกินจริงควบคู่ไปด้วย เช่น กรณีนายสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องหมิ่นประมาทน.ส.รักชนก ศรีนอกและนายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน เรียกค่าเสียหายสูงถึงคนละ 50 ล้านบาท รวม 100 ล้านบาท จากการเปิดโปงความไม่โปร่งใสในโครงการลงทุนตึกสำนักงานประกันสังคมมูลค่า 7,000 ล้านบาท (ตึก SKYY9) กรณีอดีต สว.อุปกิต ปาจรียางกูร ฟ้องรังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน เป็นคดีหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท จากการที่โรมให้สัมภาษณ์ว่า เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง หรือ การฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการอิสระ และ สส.ฝ่ายค้าน ที่ตรวจสอบทุนพลังงานและนโยบายสาธารณะพร้อมเรียกค่าเสียหายหลายร้อยล้าน

ปฐมบทก่อนถูกผลักดันเป็นกฎหมาย

มหากาพย์คดี SLAPP เริ่มต้นเมื่อ10 กว่าปีที่ผ่านมา บริษัทเหมืองแร่ทองคำ จ.เลย ฟ้องภาคประชาสังคม ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านโครงการที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ช่วงปี 2556  บริษัทได้ใช้ยุทธศาสตร์ฟ้องคดีจำนวนมากกับชาวบ้าน เยาวชนที่เขียนป้ายประท้วง  รวมถึง สื่อมวลชนที่รายงานข่าวรวมกว่า 20 คดีทั้งแพ่งและอาญาเรียกค่าเสียหาย 320 ล้านบาท ถึงแม้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2559-2560 เพราะเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและแสดงความเห็นโดยสุจริต แต่กว่าจะใช้เวลาตัดสิน ก็เป็นภาระทางจิตใจของชาวบ้านที่ต่อสู้ยืดเยื้ออยู่หลายปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการฟ้องปิดปาก

อีกคดี ช่วงไล่เรี่ยกัน บริษัททำกิจการฟาร์มไก่ จ.ลพบุรี ได้ยื่นฟ้องอดีตแรงงานข้ามชาติ นักสิทธิมนุษยชน และผู้ที่โพสต์หรือแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานจากกรณีนี้เมื่อปี 2559 รวมเกือบ 40 คดี ทั้งอาญาและแพ่ง เรียกค่าเสียหายคดีละหลักแสนถึงหลักล้านบาทรวมหลายสิบล้านบาท ทำผู้ถูกฟ้องต้องเผชิญภาระคดีระยะยาว แม้ในช่วงปี 2561–2563 หลายคดีศาลจะมีแนวโน้มยกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ลักษณะการฟ้องจำนวนมากกระจายหลายปีก็ถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อกดดันและจำกัดเสรีภาพของภาคประชาสังคม เป็นที่มาของการริเริ่มผลักดัน กม.ป้องกันฟ้องปิดปากอย่างจริงจัง 

แต่ใช่ว่า การฟ้องปิดปากเพิ่งเริ่มในปี 2556  ก่อนหน้านี้ หลังรธน.ฉบับปี 2540 บังคับใช้ซึ่งได้รองรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน สื่อมวลชนหลายประการ ก็เริ่มมีการฟ้องร้องจากกลุ่มทุน บริษัทขนาดใหญ่ ต่อภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหว ตรวจสอบโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ในช่วงปี 2540-2562   รวมประมาณ 200 คดี ส่วนใหญ่เป็นคดีสิ่งแวดล้อม รวมถึง ความชอบธรรมของรัฐบาล 

ทว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ ปรากฏการณ์ฟ้องปิดปาก ไม่ได้จำกัดมุ่งที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือแรงงาน แต่ได้ขยายมาถึงผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบและออกมาเรียกร้องสิทธิถึงปัญหาสินค้าบริการเพื่อเตือนภัยโดยสุจริต ส่วนใหญ่เป็นคดีโพสต์ออนไลน์ แต่กลับถูกผู้ประกอบธุรกิจฟ้องกลับเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท

ในส่วนคดีหมิ่นประมาทที่สื่อมวลชนถูกฟ้อง ช่วงหลังเริ่มมีการเรียกค่าเสียหายเกินจริงหลักสิบล้านขึ้นไปหลายคดี มีทั้งเป็นข่าวและไม่เป็นข่าว โดยหลักถือเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาจะใช้กระบวนการยุติธรรมในการปกป้องชื่อเสียง สื่อเองก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ต่อสู้คดีในชั้นศาล แต่ประเด็นสำคัญที่ศาลให้น้ำหนัก คือ การรายงานข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ บุคคลสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าบุคคลทั่วไป  การรายงานที่สมดุลให้โอกาสฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง หากสื่อยึดหลักการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด ศาลมักมีแนวโน้มพิจารณายกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ข่าวโดยสุจริต  

กลไกที่มีอยู่ ยังไม่เข้มแข็งพอ

สำหรับ ร่างพรบ. ป้องกันฟ้องปิดปาก ชื่อเต็มคือ ร่างพรบ. ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน มีเส้นทางในไทยร่วมทศวรรษดังกล่าวที่มาเพราะเห็นว่ากลไกที่มีอยู่ยังไม่คุ้มครองการทำหน้าที่ตรวจสอบจากภาคประชาสังคม  เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีที่ไม่สุจริตเพื่อไม่ให้คดีรกศาล ดังปรากฏในมาตรา 161/1 อนุญาตให้ศาลยกฟ้องคดีความหากปรากฎความต่อศาลว่า โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อกลั่นแกล้ง  และ 165/2 ในขั้นไต่สวนมูลฟ้อง อนุญาตให้จำเลยแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงเพื่อแสดงให้เห็นว่า คดีไม่มีมูล  แต่ในทางปฏิบัติถูกมองว่า ศาลยังคงรับฟ้องคดีไว้ก่อนเกือบทั้งหมด และมักคุ้มครองสิทธิในการฟ้องร้องมากกว่าคัดกรองการฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น

การผลักดันอย่างจริงจังเกิดขึ้นจนถูกระบุในแผนปฏิรูปประเทศด้านปราบทุจริต ตามรัฐธรรมนูญ 2560  ที่กำหนดให้ต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูลสาธารณะไม่ให้ถูกฟ้องกลั่นแกล้ง และยังอยู่ในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน  ระยะที่ 2  (2566 – 2570) กำหนดเป้าหมายให้คุ้มครอง “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน" รวมถึงสื่อมวลชน จากการถูกฟ้องคดีโดยไม่สุจริตจากภาคธุรกิจหรือผู้มีอิทธิพล

จากแผนปฏิรูปประเทศด้านปราบทุจริตครั้งนั้น ทำให้ต่อมาในปี 2565 ครม.อนุมัติหลักการ “ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการฟ้องปิดปากในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ” นำมาสู่การออก พรป.ป.ป.ช. ฉบับแก้ไขและบังคับใช้เมื่อปี 2568  

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ แม้จะนำหลักการ Anti-SLAPP เข้ามาเขียนไว้ แต่ก็ถูกมองว่า ยังไม่ครอบคลุมถึงนักกิจกรรม ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ที่ตรวจสอบประเด็นสาธารณะ  เพราะกฎหมาย ป.ป.ช.คุ้มครองเฉพาะผู้ชี้เบาะแสคดีทุจริตในคดี ป.ป.ช. เป็นหลัก  ทำให้นักวิชาการ ภาคประชาชน ภาครัฐ ได้ออกแบบกฎหมาย “ร่างพ.ร.บ. ป้องกันฟ้องปิดปาก Anti-SLAPP” ที่มีการพูดถึงในปัจจุบัน โดยเน้นหลักการป้องบุคคลที่ถูกฟ้องคดี หากใช้สิทธิโดยสุจริตใน 4 เรื่อง ได้แก่ เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อรัฐ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ เรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ

กระทรวงยุติธรรม/กสม. ระดมความเห็น

ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ. Anti-SLAPP มีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพหลัก อยู่ในขั้นตอนรับฟังความเห็น และ ปรับปรุงร่างร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)  และภาคประชาสังคม  ล่าสุด ได้เปิดเวทีรับฟังความเห็นอีกครั้งเมื่อ ก.พ. 2569  ที่ผ่านมา เห็นควรให้ปรับปรุง นิยามให้ครอบคลุม “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ไว้ในร่างกฎหมายและขยายความคำว่า “ประโยชน์สาธารณะ” ให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การตรวจสอบการทุจริตและการประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน รวมถึง เสนอให้ปรับใช้ถ้อยคำว่า "ขัดขวางหรือยับยั้ง" แทนคำว่า "ระงับ"  ให้สะท้อนเจตนารมณ์ของการฟ้องกลั่นแกล้งได้ตรงจุดยิ่งขึ้น

ตามขั้นตอนเมื่อ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ยกร่างพรบ. Anti-SLAPP เสร็จสิ้นแล้วจะนำเสนอเข้าสู่ ครม. เพื่อนำเสนอต่อสภาให้ออกเป็นกฎหมาย คาดว่า หากรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญก็สามารถนำเข้าสู่สภาได้ภายในปีนี้

ในต่างประเทศเอง ได้พัฒนากฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก และมีผลบังคับใช้จริง เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา มีกฎหมายในระดับรัฐที่เปิดโอกาสให้ศาลสามารถยกฟ้องคดีได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากเห็นว่าคดีมีลักษณะเป็นการคุกคามการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ  หรือ ในสหภาพยุโรป ก็ได้พัฒนากฎหมายในลักษณะเดียวกัน  เน้นการคุ้มครองนักข่าว นักสิทธิมนุษยชน และประชาชนจากการถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริต

การมีกฎหมาย Anti-SLAPP เป็นการสร้างมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมที่คุ้มครองการมีส่วนร่วมของพลเมืองและการตรวจสอบความโปร่งใส  รัฐบาลอนุทินมีเสถียรภาพในรัฐสภาสูง รวมถึงใกล้ชิดองค์กรอิสระต่างๆ การมีกลไกป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขตจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การลดทอนการตรวจสอบ วิจารณ์นโยบายสาธารณะจากภาคประชาสังคมในอนาคต และในเมื่อนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า จะเป็นรัฐบาลที่ดี คาดหวังได้ เพราะได้รับเสียงมาท่วมท้น ก็ยิ่งต้องสนับสนุนร่างพรบ.ฉบับนี้ และผลักดันให้บังคับใช้โดยเร็ว  

สำหรับสื่อ การนำร่างกฎหมาย Anti-SLAPP มาใช้คุ้มครองด้วยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ความคุ้มครองดังกล่าวต้องผูกพันกับความรับผิดชอบต่อสังคม กล่าวคือ สื่อจะได้รับการปกป้องก็ต่อเมื่อการรายงานเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้านและจรรยาบรรณวิชาชีพ เนื่องจากสื่อกำลังเผชิญปัญหาความเชื่อมั่นจากสังคมที่มองว่า เน้นเรตติ้ง ยอดไลค์ ผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าความถูกต้อง หากสื่อไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อถือจากประชาชนได้ กฎหมายนี้อาจถูกมองว่าเป็นการปกป้องสื่อให้ไม่ได้รับการตรวจสอบ อยู่เหนือความรับผิดชอบตามกฎหมาย  ดังนั้น สื่อต้องยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เคียงข้างประชาชนอย่างเข้มแข็ง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเสรีภาพที่ได้รับนั้น เป็นไปเพื่อการปกป้องผลประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง

--

อ้างอิง  - https://hrla.or.th/wp-content/uploads/2019/06/20190811-pdf.pdf  

https://cfj.org/wp-content/uploads/2024/09/TH-Thailand-SLAPPs-Report-September-2024-Final.pdf

https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-176