โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร
...............................................
จากที่ปัจจุบันหลายองค์กรสื่อ มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุนการทำงานข่าวในด้านต่างๆ ซึ่งหนึ่งในสำนักข่าวที่นำAI มาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานข่าวอย่างจริงจังและทำเป็นระบบ นั่นก็คือ สำนักข่าว The Standard
และเพื่อให้ได้ข้อมูลดังกล่าว เพื่อจะได้เป็นโมเดลสำหรับองค์กรสื่ออีกบางแห่ง ที่กำลังปรับตัว-ปรับการทำงานให้เข้ากับยุคAI เราจึงสัมภาษณ์ "ธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard"

โดย "ธนกร-บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard"ให้ความเห็นและข้อมูลที่น่าสนใจว่า เทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในวงการสื่อมวลชน เป็นเรื่องที่วงการสื่อหนีไม่พ้น โดยก่อนหน้านี้ ก็มีการพูดคุยกันมานานแล้วว่าเมื่อ AI เข้ามา จะทำให้เกิดการดิสรัปชัน ซึ่งไม่ใช่แค่วงการสื่อมวลชน แต่มีผลกับหลายวงการ โดยปัจจุบันคิดว่าทุกคนคุ้นชินกับAI กันหมดแล้วว่า AI คือเครื่องมือที่เข้ามาช่วยทำให้การทำงานของเรามันง่ายขึ้นสำหรับวงการข่าว
...เช่นสมัยก่อน เราอาจต้องเสียเวลาไปกับการนั่งถอดเทป(บทสัมภาษณ์)หรือเสียเวลาไปกับการหาข้อมูลจากหลายแหล่ง เสียเวลาไปกับการจัดการบางอย่างที่ใช้เวลานาน แล้วสุดท้ายทำให้เราไม่สามารถไปทำงานข่าวเชิงลึกได้ AI ก็เข้ามาเป็นเครื่องมือที่มาช่วยทำให้เราทำงานง่ายขึ้น และเป็นเครื่องมือที่ดีด้วย แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่ AI เป็นเครื่องมือการทำงานเช่นการรวบรวมข้อมูล-การช่วยถอดเทป เมื่อใช้AIแล้ว ผลที่ออกมามีความถูกต้องแม่นยำแค่ไหน ซึ่งช่วงแรกๆ ก็เหมือนยังมี question อยู่ แต่ระยะหลัง เท่าที่เห็นก็มีการปรับปรุงให้ออกมาดีขึ้น ซึ่งสุดท้าย ผมคิดว่ามันก็ยังอยู่ที่นักข่าว ก็คือมนุษย์ก็ต้องเป็นด่านสุดท้าย ในการที่จะตรวจสอบความถูกต้อง
สำหรับการปรับตัวในช่วงที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำงานของสื่อมวลชน ทางสำนักข่าว THE STANDARD เริ่มปรับตัวอย่างไรบ้าง ทาง"ธนกร-บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard"เล่าให้ฟังว่า THE STANDARD มีการนำระบบ AI เข้ามาใช้งานหลายปีแล้ว ตั้งแต่ที่ AI เริ่มเข้ามาช่วงแรกๆ เราก็เรียนรู้กันว่า AI เมื่อเข้ามาแล้วมีประโยชน์ หรือมีจุดแข็ง มีจุดอ่อนอย่างไร ที่จะช่วยเสริมทำให้การทำงานในฐานะการเป็นสำนักข่าว มีเครื่องมือที่จะนำมาใช้งานได้มากขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา THE STANDARD มีการปรับองค์กรให้เป็นทิศทางที่เหมือนกับตอบสนองต่อโจทย์นี้มากขึ้น ผมยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อน เมื่อเราทำข่าวเสร็จออกมาหรือเขียนบทความออกมาหนึ่งเรื่อง กระบวนการต่อไป ต้องมีการพิสูจน์อักษร มีทีมงานมาช่วยตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งเรื่องการพิสูจน์อักษร ระบบ AI ช่วยงานเราในส่วนนี้ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ทางTHE STANDARD ได้มีการพัฒนาเครื่องมือตัวเองขึ้นมา โดยใช้ AI สร้างตัวโปรแกรมที่ใช้ในการพิสูจน์อักษร เป็นโปรแกรมส่วนกลางสำหรับออฟฟิศ (สำนักข่าว THE STANDARD) ส่วนที่หลายคนอาจสงสัยว่าเมื่อเป็นแบบนี้ แล้วคนที่เคยทำงานพิสูจน์อักษรจะไปทำงานส่วนใด ซึ่งคนทำงานแต่ละคนก็จะมีศักยภาพของตัวเองในบทบาทอื่น โดยตอนที่เราใช้ระบบAI มาช่วยในการพิสูจน์อักษร เราก็ไม่ได้ทำแบบทำทันที เปลี่ยนแปลงทันที แต่ค่อยๆ พัฒนา-เรียนรู้ แล้วก็สื่อสารกับคนในองค์กรด้วยว่า AI ที่เข้ามา ไม่ได้ทำให้คุณตกงาน หรือจะมาทำให้งานที่คุณเคยทำด้อยค่าลงไป แต่จริง ๆ AI คือเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำงาน โดยหากพูดในเชิงบิสซิเนสทำให้ลดค่าใช้จ่าย แต่ว่ามันก็มีเส้นของมันที่เราจะต้องประเมินว่าจะใช้งานมากน้อยแค่ไหน
THE STANDARD เริ่มด้วยการนำAI เข้ามาใช้ในการพิสูจน์อักษร ที่เราพัฒนาขึ้นมาจากคน ใช้ความเห็นผ่านกระบวนการเช่นการทำ workshop จากแผนกต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายปรู๊ฟก็มาช่วยให้ความเห็นว่าการที่จะทรานส์ฟอร์มไปสู่การใช้ AI ในการตรวจปรู๊ฟ ที่จะมีสิ่งที่คนอาจเรียกว่า ไบเบิลขององค์กรในการตรวจสอบการสะกดว่าคำใดเป็นคำผิดหรือคำที่ถูกต้อง เรื่องการเขียนโครงสร้างประโยค หรือโครงสร้างการเขียนข่าว ก็ต้องทำข้อมูลให้มันชัดเจนให้มันนิ่ง และตัวนักข่าวเอง ก็จะมีบทบาทในการสะท้อนว่าความเร็วความแม่นยำเป็นแบบไหน ก็พัฒนาตัวนี้ขึ้นมาจนกระทั่งเป็น AI ขององค์กรสำหรับช่วยในการพิสูจน์อักษร อันเป็นเทคโนโลยีที่สามารถทำเองได้ ผ่านการGenerlate หรือโคลนออกมา โดยใช้มาตรฐานขององค์กร
ระหว่างการดำเนินการ จะมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดู ซึ่งกระบวนการในการประกอบร่างกว่าจะมาเป็นเวอร์ชั่นที่เสถียรแล้ว ก็ต้องใช้เวลา มีล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูก ที่กว่าระบบจะเสถียรก็ใช้เวลามาเรื่อยๆ ก็เป็นปีอยู่เหมือนกัน อันนี้เป็นแค่เครื่องมือเดียวที่ผมยกตัวอย่างการนำAI มาใช้ในงานข่าว ที่ทำให้การพิสูจน์อักษรสะดวกมากขึ้น
นอกจากนี้ ก็มีการนำAI มาใช้ในงานเชิงproduction เรื่องงานอาร์ต การทำวีดีโอ งานเกี่ยวกับซาวด์ และการทำข้อมูลบางอย่างที่เราต้องการให้เข้ามาเสริมเนื้อหาให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งเราก็ใช้AI เกือบเต็มระบบในการทำงานคู่ขนานกันไปกับการทำคอนเทนต์
เมื่อใช้AI กับการพิสูจน์อักษรเกือบทั้งระบบ ทำให้มีการเลย์ออฟพนักงานฝ่ายพิสูจน์อักษรหรือไม่?
THE STANDARD ไม่ได้มีการเลย์ออฟแต่อย่างใด แต่ใช้วิธีการเทิร์นคนจากแผนกพิสูจน์อักษรไปทำงานแผนกอื่น โดยคนที่เทิร์นก็ต้องมีการ Upskill- Reskill ต้องผ่านการทดสอบสกิลด้วย เช่น สมมุติผมเป็นพนักงานพิสูจน์อักษร แต่ผมมีความสนใจเรื่องมาร์เก็ตติ้ง สนใจอยากเป็นนักข่าว ก็หมายความว่า ก็ต้องไปเริ่มต้นกับแผนกใหม่ แบบ วัน-โอ-วัน ก็คือก็ต้องลองมาคุย ว่ามีสกิลตรงนี้ไหม ทำได้หรือไม่ จากนั้นส่งไปทดสอบ-ทดลองการทำงาน โดยมีระยะเวลาทดลองงาน ถ้าโอเคเรียบร้อยก็ไปต่อได้ คือไม่ได้หมายความว่า ออฟฟิศจะ จะหักหาญอะไรเขาเลย ไม่ใช่บอกว่า ตอนนี้มีความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเข้ามาแล้ว คนต้องหายไปจากงานในส่วนนี้ จนกลายเป็นองค์กรที่มีแต่เครื่องมือ แต่ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ เราก็คำนึงถึงเรื่องนี้เหมือนกัน
ส่วนเรื่องการ Upskill- ReskillหลังAI เข้ามาเป็นเรื่องที่ต้องทำทั้งองค์กร เพื่อให้แต่ละแผนกมีความเข้าใจถึงการใช้AI เป็นเครื่องมือในการทำงานโดยเฉพาะการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์กับงานข่าว และมาตรฐานทางจริยธรรมของการใช้งานAI ควรจะมีมาตราฐานอย่างไร
องค์กรข่าว กับการสนับสนุน
พนักงานเรียนรู้-ใช้งาน AI
"ธนกร-บรรณาธิการข่าวไทย THE STANDARD" กล่าวถึงการสนับสนุนให้ฝ่ายข่าว-พนักงานขององค์กรเรียนรู้และใช้งาน AI ว่า ทางสำนักข่าว THE STANDARD มีการให้ Account สำหรับแต่ละแผนกเพื่อให้ทุกแผนกใช้งาน AI โดยมีการซัพพอร์ตจ่ายเงินให้สำหรับการใช้งานAIพรีเมียม เพื่อให้นำไปใช้งานเช่น การใช้หาข้อมูล ซึ่งแม้ทำให้ออฟฟิศมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำให้ไปลดต้นทุนอย่างอื่น ซึ่งcost ของผม ไม่ได้หมายถึงเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของเวลา เรื่องของสปีดการทำงานที่ทำให้ทำงานได้ไวขึ้น ตอบโจทย์มากขึ้น

อย่างการประชุม ก็จะมีAI ที่เมื่อประชุมเสร็จ ก็จะถอดเทปการประชุมออกมาได้ทันที แล้วก็ส่งเข้าอีเมล์ของพนักงานที่เข้าร่วมประชุม ทำให้อ่านผลการประชุมหรือบันทึกการประชุมคร่าว ๆ ได้ทันที จากที่สมัยก่อนต้องมานั่งจดกัน ผมว่า AI มันก็ช่วยในหลากหลายมิติ ทั้งงานข่าว งานออฟฟิศ งานโปรดักชั่น หรือว่าแม้แต่ช่วยในการประเมินสถานการณ์ คาดการณ์อะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งเครื่องมือAI ก็ทำให้เห็นได้ชัดว่า ช่วยลดเวลาการทำงาน-ลดขั้นตอน ตอบโจทย์ต่อการทำงานที่ไวขึ้น และมีประสิทธิภาพด้วย อย่างไรก็ตาม ด่านสุดท้ายก็คือนักข่าวที่จะต้องปตรวจสอบความถูกต้อง
เมื่อใช้AI เข้ามาช่วยในงานหลายอย่าง ในส่วนของสำนักข่าว THE STANDARD ระยะหลังมีการจ้างพนักงานใหม่เข้ามาหรือไม่ อัตราการจ้างงานพนักงานใหม่ลดลงหรือไม่?
ในส่วนของการรับพนักงานใหม่ยังมีอยู่ เพราะว่าออฟฟิศมีการขยายงาน ผมคิดว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นจาก AI มันทำให้เราต้องพัฒนาแผนกที่เกี่ยวข้องกับตัวเครื่องมือนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะเข้ามาจัดการดูแลและพัฒนาระบบ ซึ่งที่ THE STANDARD มีแผนกที่เรียกว่าแผนกดิจิทัล ดูแลเรื่องเกี่ยวกับออนไลน์ทั้งหมด มีโครงสร้างการทำงาน ทั้งการดูแลงานด้านโซเชียลมีเดีย การดูแลงานหน้าบ้าน-หลังบ้าน การพัฒนาเนื้อหา แพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้มันตอบโจทย์ต่อการทำงานในเชิงแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะว่า แพลตฟอร์มมันก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นเรื่อง การเข้าถึง -การเปิดการมองเห็น พูดง่ายๆว่า วันนี้เราทำคอนเทนต์ให้ถูกใจคนดูคนอ่าน มันก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายเราอยู่แล้ว แต่วันนี้การทำคอนเทนต์ให้ถูกใจอัลกอริทึมหรือถูกใจเอไอ เพื่อให้เอไอจับแล้วปล่อยเอนเกจให้เรา ทำให้คนมองเห็นชัดขึ้น หรือว่าเข้ากับแพลตฟอร์มเอไอหรือไม่ ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ด้วยเหมือนกัน
บทบาทกองบรรณาธิการ
กับการทำงานยุค AI
จากที่ใช้AI เข้ามาช่วยทำงาน มีผลบวกและผลลบอย่างไรหรือไม่?
คิดว่ามันมีทั้งบวกทั้งลบ โดยผลดี อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นคือทำให้กองบรรณาธิการมีเครื่องมือที่จะช่วยให้การทำงานมันแข็งแรงขึ้น ในแง่ของการทำงาานเช่น การทำโปรดักชั่นหรือการช่วยหาข้อมูล ช่วยในการร่นเวลาการทำงาน แล้วก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้ อย่างช่วยคืนสมดุลชีวิตให้ work life balance ทำให้ไม่ต้องเสียเวลากับงานบางอย่างเช่น สมัยก่อน เวลาจะหาข้อมูลข่าวในอดีต ก็ต้องมาคอยรื้อข่าวค้นหาข่าวกัน แต่จริง ๆ วิธีการแบบนั้นก็ไม่ใช่วิธีการที่เราคิดว่าจะต้องเปลี่ยนแปลง แต่หมายความว่ามันช่วยร่นเวลาได้ในแง่หนึ่ง แต่ในเชิงลึกเราหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เราก็มีเวลาไปอยู่ตรงนั้นมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องเอาเวลาไปเทตรงนั้นหมด
สุดท้ายแล้ว บทบาทของกองบก.หรือบทบาทในฐานะบรรณาธิการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมว่าแต่เดิมเดิมพวกเราก็จะดูเรื่องคุณภาพเนื้อหา ความถูกต้องแม่นยำ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ยังต้องคงความมีคุณภาพตรงนั้นไว้อยู่เหมือนเดิม แต่ว่าโจทย์สำคัญที่มันเพิ่มขึ้นมาก็คือว่าต่อไปนี้ บก.หรือผู้บริหารองค์กรสื่อ ต้องดูอีกว่าเทคโนโลยีที่เข้ามา ที่มีหลายตัว มันเหมาะสมกับการทำงานของเรามากน้อยแค่ไหน ใช้ตัวไหนที่มันจะตอบโจทย์องค์กร ใช้ตัวไหนที่มันเป็นcost ที่คุ้มกับการการลงทุน ตรงนี้ก็คือข้อดีของการเข้ามาของ AI ในฐานะเครื่องมือ

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ต้องดูให้ดีด้วยว่าเครื่องมือเหล่านี้ เข้ามาแล้ว มันทำให้เสียความเป็นสำนักข่าวที่ต้องมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะโจทย์นี้เราก็จะถูกตั้งคำถามตลอดว่า ทำไมสำนักข่าวใช้เอไอเจเนอเรทภาพ ไม่ไปถ่ายเองหรือทุกวันนี้ เราก็จะเห็นแพทเทิร์นของข้อความที่ถูก prompt เข้าไปในAIแล้วเขียนออกมา มันจะมีความแข็งกระด้าง และเราคาดเดาได้ว่าเป็นงานที่ให้AI เขียนให้
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือมันต้องมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น เพราะเราทำงานอยู่ในวงการนี้ เราอ่านแล้วเราก็ดูออกว่าภาษาแบบนี้ ไม่น่าใช่มนุษย์เขียนร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าละทิ้งความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในชิ้นงานเหล่านั้น หรือในการทำงาน สุดท้ายแล้ว AI มันแทนเราไม่ได้ในเรื่องพวกนี้ เพราะAI มันมีความรู้สึก มันไม่รู้ถูกรู้ผิด มันรู้แต่ว่ามันจะทำตามคำสั่งที่เราจะ prompt เข้าไปยังไง เพราะฉะนั้นบทบาทของนักข่าวอีกส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนไปหรือบทบาทของ กองบก.ที่เปลี่ยนไป ก็คือการตั้งคำถามให้เป็น การต้องรู้จักวิเคราะห์มากขึ้น
เมื่อก่อนเรารายงานข่าว ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร หรือหลัก 5 w 1 h ที่เป็นการรายงานว่าใครทำที่ไหนอย่างไร เกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็จะบอกกันว่านักข่าวโดยพื้นฐานมันต้องไม่ emotional ไม่ใส่ opinion.ให้รายงานจากข้อเท็จจริงใช่ไหม แต่ผมคิดว่าพอบทบาทหรือว่าเครื่องมือหลายอย่างเข้ามา มันช่วยเราในแง่ของการที่ทำให้มันลดขั้นตอน ทำให้มันง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน จากบทบาทของคนที่เป็นแค่คนเล่าเรื่องว่า มันเกิดอะไรขึ้น แต่ต่อไปผมคิดว่าเราต้องมีบทบาทในฐานะคนที่ต้องอธิบายความหมายของเหตุการณ์นั้นมากขึ้นด้วย
สมมุติรายงานว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร โอเค รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่ไหน แต่ความหมายของผมก็คือว่า คุณต้องอธิบายได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร คืออาจจะบอกว่า คนโดนระเบิดแล้วเสียชีวิตใช่ไหม แต่ต่อไปนี้ อีกบทบาทหนึ่ง เราอาจจะต้องบอกว่ามันเกิดระเบิดขึ้นได้ยังไงเพื่ออธิบายเหตุการณ์ตรงนั้นให้มันลึกขึ้น โดยอาศัยเครื่องมือเหล่านี้เข้าไปช่วย
ผมคิดว่าตรงนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งบทบาทหนึ่งที่เป็นบทบาทสำคัญในเชิงของของการที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานอย่างเดียว แต่บทบาทของความท้าทายก็คือว่า ความเป็นสื่อมวลชน ความเป็นมนุษย์ที่จะทำหน้าที่ให้มันตอบโจทย์ แล้วก็มีความลึกมากขึ้น หรือว่ามองเห็นความต่างมากขึ้นว่าเรื่องนั้นต่อไปจะเป็นยังไง
เพราะว่าบริบทที่พูดกันว่าทุกคนเป็นสื่อได้ ซึ่งสื่อในความหมายอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง สื่อวิชาชีพ สื่อทั่วไป หรืออะไรต่างๆ แต่สุดท้ายทุกคนก็ใช้เครื่องมือนี้เหมือนกัน ทุกคนก็มองเห็นโอกาสจากAIเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นหากใช้AIในทางที่ถูกก็จะเป็นอาวุธที่ส่งเสริมให้สังคมเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารหรือสังคมที่บวกไปอีกแบบหนึ่ง แต่ก็มีคนที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ ไปในทางที่ผิดในทางที่ชั่วร้าย ทำdeepfake ทำข้อมูลแบบ fakenews เพราะฉะนั้น มันก็เป็นดาบสองคม คือมีทั้งมุมบวกและมุมลบที่จะใช้งาน มันเป็นเหมือนอาวุธเหมือนกัน เป็นอาวุธแบบใหม่ในโลกดิจิทัล คือหากใช้งานในทางที่ถูก ก็มีประโยชน์ แต่หากใช้ไปในทางที่ผิด มันก็กลายเป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร
พายุAI ในวงการสื่อ
กับการปรับตัว
จะสร้างกำแพงหรือกังหัน
ที่ผ่านมาก็มีเสียงสะท้อนว่าสื่อ-นักข่าว เวลาเขียนบทความหรือทำงานเขียนต่างๆ ออกมา อ่านแล้วเหมือนกับใช้AI ทำทั้งหมด?
หากจะตอบคำถามเรื่องนี้ผมว่าองค์กรต้องเป็นคนเป็นคนตอบด้วยว่าคุณออกแบบองค์กรแบบไหน ถูกไหม คุณมีมาตรฐานการทำงานกับเครื่องมือAI อย่างไร และมีการกำกับดูแลหรือกำกับคุณภาพของเนื้อหาอย่างไร เพราะหากมีการเผยแพร่ออกมา แล้วเราก็มองเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่นำเสนอ ใช้AI 100% เลย ดูก็รู้ว่าไม่มีการ approvedหรือว่ากำกับอะไรเลย หากออกมาลักษณะแบบนี้ ต้องถามกลับไปที่องค์กรเหมือนกัน เพราะนักข่าวก็อาจจะมองว่าเป็น normก็ได้ เพราะองค์กรให้ใช้ แล้วการเขียนก็รวดเร็วเป็นข่าวได้อะไรแบบนี้
คำตอบจึงมี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ตัวนักข่าวเอง หรือตัวผู้ใช้งานเอง คุณก็ต้อง concern เหมือนกัน คุณต้องตั้งคำถามกับตัวคุณเองว่าจะทำงานแบบนี้ ด้วยคุณภาพแบบนี้ จะใช้เครื่องมือโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงประสิทธิภาพหรือศักยภาพของตัวเองที่จะอยู่ในชิ้นงานนั้นด้วยหรือเปล่า
ความหมายของผมก็คือ ได้ข่าวมาก็โยนเข้าAI ทำเสร็จออกมาก็จบ ในขณะที่บางคนอาจจะใช้เครื่องมือนี้ด้วยมาตรฐานที่องค์กรมีให้ว่าให้ใช้ ในฐานะเป็นผู้ช่วย ปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติมได้ รีเช็คมาแล้วก็ต้องมาเขียน มีวิธีการทำงานด้วยตัวของคุณเองในความเป็นนักข่าวที่มันควรจะเป็น ควรจะเป็นแบบไหน จึงอยู่ที่ 2 ส่วนที่ผมบอก คือตัวนักข่าวและตัวองค์กรว่าคุณจะมีมาตรฐานในการทำงานขององค์กรที่จะกำกับเรื่องนี้อย่างไร

แต่ผมคิดว่า ทุกคนใช้หมดแล้วเป็นเรื่องปกติมาก ที่หากพูดตรงๆก็คือมันมาแล้วเราหนีมันไม่พ้น เราไม่มีทางหนีพ้นเลย ยกตัวอย่าง ก่อนหน้านี้ วันหนึ่งที่พวกเรายังทำกระดาษ(สื่อ) กันยู่ แล้วออนไลน์เริ่มมา เราก็พูดกันว่ากระดาษไม่มีวันที่จะตายไปจากโลกนี้ได้ สุดท้ายวันนี้มันก็ไม่ตายนะ แต่มันน้อยลง มันก็เป็นความคลาสสิก ยังเป็นอะไรบางอย่างที่ยังมีกลุ่มคนที่ยังต้องการมันอยู่ แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับตรง ๆ ว่าวันนี้มันเป็นโลกไร้พรมแดน เป็นโลกที่แค่พริบตาเดียว ก็มีแอปพลิเคชันใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่รู้แอปฯ มันมีเครื่องมือไม่รู้กี่เครื่องมือที่เข้ามาแบบทำให้เราทำงานง่ายขึ้น เข้าออฟฟิศสมัยก่อนอาจจะต้องนั่งเซ็นชื่อกันเข้ามาทำงานกันกี่โมง แต่ปัจจุบันสแกนม่านตาระบบอะไรพวกนี้ ซึ่งก็ใช้กันมานานแล้ว
ผมว่ามันก็เหมือนกัน วงการสื่อก็ถูก disrupt มาโดยตลอด ไม่ใช่แค่เรื่องการเปลี่ยนtraditional media มาเป็น new media จากสื่อกระดาษ มาเป็นวิทยุโทรทัศน์ และสู่สื่อออนไลน์ วันนี้มันหนักขึ้นไปกว่านั้นอีก โลกออนไลน์สมัยก่อน เรายังต้องลงมือคิดทำด้วยตัวเองแต่วันนี้โลกออนไลน์ที่เรากำลังเห็นอยู่ มันดันอยู่ดี ๆ มีคนออกแบบสมองมาให้เลย อยากได้อะไรก็บอก AI เมื่อก่อนเราคิดว่าเราแค่ Google Searchแล้ว Google ก็บอกเราว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน แล้วเราก็ยังต้องเอาlink จากเว็บต่างๆ มาประติดประต่อประกอบกัน กลายเป็นรายงานหนึ่งชิ้น แต่ปัจจุบัน เราแค่ prompt Ai ว่า เราอยากรู้เรื่องนี้ย้อนหลัง 10 ปีข้อมูลก็ออกมามากมาย แต่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ ตัวมนุษย์ยังต้องตรวจสอบ
สิ่งที่ผมต้องการสื่อสารคือ เราหนีมันไม่พ้น เมื่อเราหนีพายุนี้ไม่พ้น ก็มีอยู่ 2 อย่าง คือ เราจะสร้างกำแพงหรือเราจะสร้างกังหัน กำแพงก็เหมือนกับ เราก็ปิดกั้นเลย ไม่เอา ไม่สนใจ AI มันยาก ขี้เกียจเรียนรู้ มันแทนมนุษย์ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากเราเป็นกังหัน เมื่อสายลมมันมา แล้วเราจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันยังไง เราจะใช้พลังของ AI อย่างไรที่จะทำให้เครื่องมือนี้ ทำให้วงการข่าวของเรายังคงความเป็นวิชาชีพ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นกงล้อ เป็นพลังหมุนที่พัฒนาทั้งตัวเราและตัวองค์กรไปด้วยกัน
มองอนาคตกองบก.และสื่อ หลังการเข้ามาของ AI ในช่วงต่อจากนี้เช่นสองปีต่อจากนี้อย่างไร?
ผมคิดว่า ไม่ถึงกับต้องสองปีข้างหน้า แต่ต้องเดี๋ยวนี้เลย ใครไม่เรียนรู้ก็จะไม่ทัน เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไว ผมใช้คำว่า Lifelong Learning แล้วกัน เหมือนคำที่เราชอบใช้กันทั่วไปว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน อาชีพสื่อเรามันมี dynamic เราเป็นคนที่เก่งต่อการปรับตัวและเก่งต่อการรับการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เพราะอย่างปี 2025 เราเจอเหตุการณ์มหาโหดหลายเรื่องในมุมข่าว เช่น เปลี่ยนตัวนายกฯ เกิดน้ำท่วม เกิดตึกสตง.ถล่ม
สิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันที่หากเป็นคนอื่นก็คงแบบไม่ต้องสนใจมันหรอกเพราะว่าเขาก็มีชีวิตที่มีเป้าหมายจะทำอะไร และเพื่ออะไร แต่พอเรามีเป้าหมายเพื่อการทำงานข่าว เราก็ต้องรับให้ได้กับความเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน คือมันเปลี่ยนแปลงจนบางทีเราก็เหนื่อยเหมือนกัน ที่พอทำข่าวน้ำท่วมหาดใหญ่เสร็จ ไทยกัมเขมรก็รบกันอีก แล้วอีกไม่กี่วัน นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ยุบสภาฯ นี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เราพร้อมที่จะรับมือกับมัน ผมก็คิดว่าอันเดียวกันเหมือนกัน การเรียนรู้คู่ขนานไปกับเทคโนโลยี การใช้งานเครื่องมือต่าง ๆ แอปพลิเคชัน -ความรู้ที่มันเป็นเรื่องสกิลที่เราต้องพัฒนาไปพร้อมกัน

มันเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าไม่ต้องรอกี่ปี แต่เราต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้เลย แล้วผมคิดว่าสกิล ที่เมื่อก่อนเราบอกกันว่า ทุกคนควรจะเป็นสเปเชียลลิสต์ด้านใดด้านหนึ่ง ผมคิดว่าสิ่งนั้นก็ถูกต้อง คืออาจจะต้องรู้ลึก แต่คนเป็นนักข่าวยุคปัจจุบัน ผมคิดว่าต้องรู้กว้างด้วย คือต้องมองเห็นเลยว่า อะไรอยู่ตรงไหน ความเปลี่ยนแปลงมันเริ่มมาแล้ว ตอนนี้เขากำลังคุยกันเรื่องอะไร เรื่องความยั่งยืนกำลังมา หรือบางที่ก็คุยกันเรื่องอวกาศแล้ว แม้ว่าประเทศไทยอาจจะยังมองเห็นดวงจันทร์ไม่ได้ ไปเหยียบดวงจันทร์ไม่ได้ แต่ว่าก็ไม่ได้หมายถึงว่าในช่วงชีวิตหนึ่งเราจะไปไม่ถึง ก็เหมือนกันกับเรื่องเทคโนโลยี เหมือนเรื่อง AI ที่เราต้องเริ่มเรียนรู้มัน ต้องเริ่มเข้าใจมัน เพราะถ้าไม่เข้าใจวันนี้ เรียนรู้ช้า ถ้าไปรอความเปลี่ยนแปลงมาถึง เราจะกลายเป็นคนที่ช้าแล้วไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลง"
เราถามย้ำปิดท้ายการสัมภาษณ์ว่า ถ้าเช่นนั้น เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อในยุค AI ยังเป็นสิ่งสำคัญอยู่หรือไม่ "บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard"ตอบแบบเน้นย้ำว่า
"เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้คือรากฐานของการเป็นนักข่าวที่มีคุณภาพ เป็นคนที่ยืนหยัดในวงการสื่อได้ สื่อรุ่นพี่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเรามา คนที่ทำงานด้านสื่อมวลชนที่เราเห็นเป็นตัวอย่าง การทำงานเชิงตรวจสอบ การต่อสู้ต่างๆ เรื่องของจรรยาบรรณ สิ่งที่เป็นรากของความเป็นต้นทุนของการเป็นสื่อ ผมว่าจำเป็นต้องรักษาไว้เป็นอย่างเป็น มันคือพาร์ทที่ยาก แต่มันจะแข็งแรงและทนทานที่สุด ก็คือ พาร์ทการรักษาความเป็นมนุษย์ รักษาความเป็นสื่อมวลชนในตัวตนของเรา"
