โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร
.................................................
สำหรับการใช้งาน AI สำหรับ"นักข่าวภาคสนาม-กองบรรณาธิการ"มีการใช้ AI เพื่อสนับสนุนการทำงานข่าว การหาข้อมูล และการนำเสนออย่างไร เราได้สัมภาษณ์"ธงชัย ชลศิริพงษ์ บรรณาธิการบริหาร (Editor-in-Chief) ของ Brand Inside"ที่เป็นเว็บข่าวธุรกิจ-สำนักข่าวที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจชื่อดัง โดย ธงชัย นอกจากทำงานเป็นนักข่าวภาคสนามแล้ว หน้าที่หลักของการเป็นบรรณาธิการบริหาร Brand Inside คือดูแลเนื้อหาด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี
ก่อนจะเล่าถึงการใช้ AI ในการทำงานข่าว "ธงชัย"เล่าเส้นทางการเข้ามาทำงานสื่อมวลชนให้ฟังโดยสรุปว่า เริ่มต้นการเป็นนักข่าว โดยเข้ามาทำงานเป็นนักข่าวที่"มติชนทีวี"ที่เป็นทีวีออนไลน์ ในช่วงหลังรัฐประหาร ปี 2557 ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี เป็นนักข่าวสายเฉพาะกิจ ซึ่งบางสำนักก็จะเรียกว่าโต๊ะจเรหรือโต๊ะข่าวทั่วไป หน้าที่ความรับผิดชอบหลักๆ คือทำรายงานพิเศษหรือสกู๊ปข่าว โดยเริ่มต้นด้วยการถูกฝึกให้ทำข่าววงเสวนาต่างๆ เพื่อจับประเด็นข่าว เพราะช่วงนั้นมีการจัดเสวนาตามสถานที่ต่างๆ เยอะ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาเช่นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่วงเสวนาก็จะมีความหลากหลาย ทั้งเรื่องการเมือง-สังคม รวมถึงข่าวอื่น ๆเช่น ข่าวเกษตร รวมถึงข่าวบันเทิง
..ทำข่าวอยู่ที่มติชนทีวีออนไลน์อยู่สองปี จนช่วงปี พ.ศ. 2560 ก็ออกจากมติชนทีวีออนไลน์ไปอยู่ที่ Brand Inside ซึ่งก็คือที่ทำอยู่ในปัจจุบัน โดยที่ Brand Inside ก็ทำข่าวเศรษฐกิจ-ข่าวธุรกิจ โดยช่วงแรก งานหลักๆที่ทำคือ"ตัดต่อวีดีโอ"จนที่สำนักานเห็นว่าเขียนหนังสือได้ เลยให้เขียน-ทำข่าว เป็นกองบก. จากนั้นทำไปอีกสักพักก็มาเป็นพิธีกรทำรายการของBrand Inside ก็ทำอยู่ประมาณห้าปี ก็ลาออกไปอยู่ที่ workpointTODAY ไปสร้างสิ่งใหม่ ชื่อว่า TODAYBizview เป็นเพจธุรกิจที่ตั้งขึ้นมาใหม่ โดยเข้าไปทำสักพักที่ก็สำเร็จดี จนเรารู้สึกว่าอยากไปทำอย่างอื่น ซึ่งพอดีว่าที่ Brand Inside เรียกตัวกลับ แต่ภาพที่ใหญ่กว่านั้นคือ การกลับมารอบนี้พอดีว่าBrand Insideไปอยู่ใต้บริบทบริษัท LINE MAN Wongnai (แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี) ซึ่งช่วงนั้นมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เขาเลยชวนกลับมาที่Brand Inside ก็เลยกลับมาทำที่Brand Insideอีกครั้ง ซึ่งถึงปัจจุบันก็ทำมาร่วมสองปี

"ธงชัย-บรรณาธิการบริหาร Brand Inside"เล่าถึงการใช้งานAI ในการทำงานข่าวของตัวเองและกองบก. Brand Inside ว่า เนื่องจากBrand Inside อยู่ภายใต้ LINE MAN Wongnai ทางสำนักงานจึงเป็นบริษัทในรูปแบบ tech โดยพื้นฐาน ทำให้Brand inside จึงตื่นตื่นเรื่องAIมาก โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา 2568 ตั้งแต่กลางปีเป็นต้นมา ก็คือเข้มข้นมากว่าที่สำนักงานต้องมีการโครงการที่เอาAIเข้ามาใช้ในทุกส่วน แต่ในส่วนของงานด้านมีเดีย จุดประสงค์หลักคือเพื่อเพิ่ม Productivity ทำให้การทำงานของBrand inside เสร็จไวขึ้น
...AI ที่เอามาใช้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งเลยคือ google ที่เรียกว่า Google AI Studio โดยที่นำมาใช้แล้วทำให้การทำงานใช้เวลาลดน้อยลงมากก็คือ นำมาใช้ในการถอดเทป เช่น บทสัมภาษณ์ต่างๆ จากนั้นพอถอดเทปเสร็จ เราก็นำมาตรวจทาน หรือedit อีกรอบหนึ่ง ซึ่งทำให้จากเดิมที่เราต้องใช้เวลาถอดเทปเช่นสองชั่วโมง ก็เหลือแค่ห้านาที ซึ่งจากการใช้งาน ก็เห็นว่าเวิร์คดี เพราะมันเก่งจริงๆ ลดเวลาการทำงานเราได้มาก โดยมีตัวเลขจากหลังบ้านของเราว่าสามารถลดเวลาการทำงานไปได้ร่วมๆ หนึ่งในสามจากที่เคยทำปกติในงานลักษณะเดียวกัน
..อันที่สองที่ใช้ ChatGPT ที่เป็นเหมือนผู้ช่วยวิจัย เป็น Assistant คือหาข้อมูลมาให้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเชื่อทั้งหมด เพราะบางทีก็เห็นอยู่ว่าข้อมูลอาจมั่วอยู่ แต่ถ้าไม่ใช้เลย ก็จะไม่ดี เพราะหากไม่ใช้ ก็จะทำให้เราต้องกลับไปทำงานเหมือนยุคก่อน คือต้องนั่งหาข้อมูลด้วยตัวเองไปเลย แต่ถ้าเราให้ไปหาโดยมีการออกคำสั่ง Prompt มันดีๆ ก็ช่วยเราได้เยอะ ยกตัวอย่างเช่น จะทำประเด็นเรื่อง"การเปิดกาสิโน"ก็Promptไปว่าขอข้อมูลเรื่องการเปิดกาสิโนในประเทศอื่นๆ หรือว่าให้หาข้อมูลประเทศที่ให้มีการเปิดกาสิโนแล้วประสบความสำเร็จว่ามีอะไรบ้าง และขอ Reference เพื่อใช้อ้างอิง ก็ทำให้เราได้ข้อมูลเยอะ แต่เมื่อได้ข้อมูลเยอะ ในส่วนของกองบก. Brand inside เราก็มีหลักที่คุยกันไว้ว่าเมื่อได้ข้อมูลอะไรมาแล้ว อย่าเชื่อแต่ChatGPT เราก็จะเอาชุดคำถามเดียวกัน ไปถาม Gemini และ Claude รวมถึง Perplexity AI คือจะถามประมาณ 3-4 แหล่ง แต่หลัก ๆ ก็จะอยู่ที่ ChatGPT กับ Gemini เพื่อเช็คข้อมูลว่าตรงกันหรือไม่ หากพบว่าข้อมูลตรงกันก็ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น แล้วเราก็ย้อนกลับไปดูในส่วนของ Reference อีกรอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรง และที่ลึกไปกว่านั้นก็คือ เราเอาไปใช้ในงานที่เกินงานข่าวไปนิดนึงคือเป็นงานถาม-ตอบทั่วไป ก็คือเอาไปใช้ในงานขายด้วย
และอีกตัวหนึ่งที่ใช้คือ NotebookLM ที่สร้างAI เป็นระบบปิดของเราเอง เพราะถ้าเราใช้ ChatGPT กับ Gemini จะเป็น AI สาธารณะ ที่นำข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ต แต่ถ้าNotebookLM มันจะเป็นข้อมูลที่เราสร้างให้มัน มีได้ เพราะฉะนั้นมันจะไม่เกิดอาการหลอน และด้วยการที่ Brand inside อยู่ภายใต้ LINE MAN Wongnai เลยมีทีมtech จึงมีทีม n8n ที่เป็นเหมือนตัวเชื่อมแพลตฟอร์มระหว่าง NotebookLM กับตัวฐานข้อมูลที่เรามี ที่ก็คือ"สร้างAI ระบบปิดของตัวเอง"ที่มันก็จะทำให้บางอาชีพอาจจะหายไปเลยก็ได้ เช่น เราอาจจะไม่ต้องการเซลล์มากเท่าเดิมแล้ว เราจะต้องการเซลล์เก่ง ๆ สัก 1-2 คนก็เพียงพอแล้ว และที่เหลือถ้ามีคำถามลึก ๆ เราตั้งAI ตัวนี้ให้มันเก่งๆ ไว้ เพื่อคอยช่วยตอบคำถามให้กับลูกค้าได้ มันจะเป็นการลดคนแบบนั้น ที่อาจดูใจร้ายนิดนึง แต่สุดท้ายโลกมันไปทางนี้มันก็เลยต้องฝึกให้คนใช้AI เป็น

“บรรณาธิการบริหาร Brand Inside “บอกต่อไปว่า สำหรับในส่วนของการนำAI มาใช้ในเรื่องการผลิตคลิปวีดีโอ ของ Brand Inside พบว่า การนำมาใช้ในขั้นตอนการตัดต่อ AIช่วยได้เยอะ วิธีการก็คือเอาง่ายที่สุดคือการสัมภาษณ์ ที่เมื่อมีการตั้งกล้องมากกว่า 1 ตัว คือตั้งกล้องประมาณ 2-3 ตัว ซึ่งแต่ก่อน เวลาตัดต่อวีดีโอ ต้องมาคอยดูแล้วคัทว่า จะเอาสิ่งที่คนนี้พูด ก็ต้องตัดสลับไปที่กล้องตัวนี้ แต่เมื่อเรานำคลิปทั้งหมดเข้าAI ที่เราใช้ก็คือ Adobe เราเอาเข้าโปรแกรม Adobe Premiere Pro ซึ่งAI จะแยกเสียงได้เลยว่าคนนี้พูด กล้องต้องเป็นมุมไหน มันลดเวลาการทำงาน เช่นสัมภาษณ์มาหนึ่งชั่วโมง Adobe Premiere Pro จะซอยคลิปให้เราได้หมดเลย โดยมีความถูกต้องมากกว่า95 เปอร์เซ็นต์ และบางคลิปความถูกต้องคือ100เปอร์เซ็นต์
คุณจะมีตัวตนในวงการ มันต้องมีคาแรคเตอร์ ต้องมีรสนิยม ต้องมีเทสต์อะไรบางอย่าง ซึ่งสื่อแต่ละสำนักจะมีตรงนี้ไม่เหมือนกัน ผมคิดว่าสิ่งที่ AI มันไม่มี และมีไม่ได้ก็คือเรื่องของ"รสนิยม"ที่ต้องสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ จากอะไรต่างๆ
สำหรับในส่วนของออฟฟิศ Brand Inside มีการสนับสนุนให้พนักงานทุกคนใช้ AI ในการทำงานทุกส่วน เช่น พนักงานทุกคนจะมี gemini pro ใช้เป็นพื้นฐาน เพราะว่าเราใช้Google Workspace ซึ่ง ecosystem ของ Google Workspace ก็จะมี เช่น Google Drive ที่มีอีเมล์อยู่แล้ว ก็มีการจ่ายเงินเพิ่มให้ทุกคนใช้gemini pro
เมื่อถามถึงAI กับการทำงานข่าวของนักข่าว-กองบก.มีความสำคัญอย่างไร "ธงชัย-บรรณาธิการบริหาร Brand inside ที่ยังคงทำงานข่าวในภาคสนามอย่างต่อเนื่อง"ให้ความเห็นว่า ถึงตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องของกระแสแล้ว เพราะAI เป็นของจริง มันมาที่หน้าบ้านเราจริง ๆแล้ว ถึงตอนนี้ มีแค่หนทางเดียวคือต้องเรียนรู้มัน แล้วใช้มันโดยที่เราต้องเป็นนายมัน อย่าใช้มันโดยทำให้เรากลายเป็นเพียงแค่ทาสรับใช้ของ AI
...ที่บอกว่าเป็นทาสรับใช้ หมายถึงยกตัวอย่าง ได้บทความหรือหัวข้อประเด็นข่าวอะไรมา แล้วไปสั่งให้AI มันเขียนบทความมาให้เลย ถ้าแบบนี้คือเราเป็นทาสAI เพราะว่าหนึ่งมันอาจมั่วได้ และสอง ที่คิดว่าสำคัญมาก คือมันจะทำให้เราเป็นคนไร้รสนิยม คือเรามองว่า การแข่งขันในวงการสื่อตอนนี้ นอกจากเราต้องแข่งกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ที่ก็ไปสัมพันธ์กับเรื่อง Big tech หรือบริษัท tech ขนาดใหญ่ อันนั้นเป็นเรื่องที่หนึ่งแต่เรื่องที่สองคือ คุณจะมีตัวตนในวงการ มันต้องมีคาแรคเตอร์ มันต้องมีรสนิยม มันต้องมีเทสต์อะไรบางอย่าง ซึ่งสื่อแต่ละสำนักจะมีตรงนี้ไม่เหมือนกัน ซึ่งผมคิดว่าสิ่งที่ AI มันไม่มี และมีไม่ได้ก็คือเรื่องของ"รสนิยม"ที่มันต้องสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ จากอะไรต่างๆ ซึ่งสื่อ ต้องยึดพื้นที่รสนิยมนี้เอาไว้ให้ได้ แต่เราต้องใช้มันเพื่อทำให้เราทำงานง่ายขึ้นแต่อย่ามั่ว
"เรื่องของ test หรือรสนิยม สำหรับสื่อ เป็นสิ่งสำคัญมาก AI มันสร้างกันไม่ได้"
เช่นยกตัวอย่าง หากเราไป prompt โดยให้ AI เขียนบทความวิเคราะห์การเลือกตั้งให้ด้วยว่า พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน พรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง มันก็ตอบได้ แต่คำตอบที่ได้ เราก็จะเห็นอยู่แล้วว่า โอ้โห หากสื่อไปเชื่อมันทั้งหมด ก็ตายเลย แต่ถามว่า prompt แบบนี้ไปถามเพื่อดูได้ไหม ก็คิดว่าน่าลอง อย่าไปกลัวมัน แต่ถ้าเรามีประสบการณ์พอ เราก็จะรู้ มันจะมีรสนิยมบางอย่าง เช่น ใส่เนื้อหาแล้ว prompt ไปว่า ให้นำข้อมูลดังกล่าว ไปทำให้ออกมาเป็นบทความในสไตล์ของพลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผสมกับ วีรพร นิติประภา ซึ่งพอออกมาแล้ว เราก็จะได้กลิ่นบางอย่างที่AI สร้างมา แต่ไม่ต้องเชื่อมัน เราอาจทดลองมันได้ แล้วเราจะเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ก็สนุกดี

ถามถึงว่า เวลาอ่านบทความที่แปลมาจากต่างประเทศ หรือข่าวบางอย่าง บทวิเคราะห์ อ่านแล้วรู้ทันทีเลยหรือไม่ว่าเขียนโดยAI "ธงชัย-Brand Inside"กล่าวตอบว่า คิดว่าหลายคนที่อยู่ในวงการดูออก อย่างภาพที่ทำโดยAI แม้ช่วงหลังจะเนียนขึ้นมาก แต่ก็จะดูออกอยู่ดี แต่ถ้าเอาเฉพาะเรื่องงานเขียนมันก็ดูออก แต่ประเด็นสำคัญคือดูออก แต่เรารับได้ คือข่าวบางอัน หรือถ้าเป็นรายงานพื้นฐาน สำนักข่าวต่างประเทศเอง ก็ให้AI รายงานด้วยแบบพื้นฐานด้วยประโยคไม่กี่ประโยค ซึ่งเราก็อ่านดูก็รู้ว่ามันแข็ง ๆ แต่มันก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านั้น แต่สำหรับต่อจากนี้ เทรนด์ก็คือ ใครที่ใช้AI ทั้งหมดจะโดนต่อต้านแล้ว เพราะคนเริ่มเบื่อ เช่น อ่านจากเฟซบุ๊กแล้วมีการสรุปมายาวๆ อ่านดูแล้ว มันไม่เหมือนคนเขียน อ่านแล้วก็รู้สึกบางอย่าง ซึ่งคิดว่า งานลักษณะแบบนี้จะเริ่มถูกแอนตี้แล้ว คือไม่ใช่แค่คนออกมาด่าอย่างเดียว แต่มันรำคาญด้วย คือคนจะเริ่มรู้สึกแล้วว่า อยากให้งานออกมาแบบมีความเป็นมนุษย์ ซึ่งคิดว่าจุดสมดุลคือ ใช้AI มาเป็นงานหลังบ้าน แต่งานหน้าบ้าน เอาเป็นมนุษย์เถอะ
ถามย้ำว่า คือมองว่า หากเป็นงานข่าว งานเขียน ในเชิงให้ความเห็น แสดงทัศนะ ควรต้องเขียนโดยคนที่แสดงทัศนะ ไม่ใช่ให้AI มาเขียน "ธงชัย"กล่าวตอบรับว่า "ใช่ๆถูกต้องเลย"คืออาจจะใช้บ้างในแง่ของการหาข้อมูลแต่หากจะใช้AI เพื่อเอามันมาเขียนเลย หากเป็นแบบนี้ มันอันตราย และจริงๆ มันก็จะอันตรายไปถึงรุ่นถัด ๆ ไปด้วย เพราะว่ามนุษย์มันสื่อสารกันด้วยความคิดก็คือภาษา ซึ่งหากเราฝึกให้ใช้ AI กันตั้งแต่การเขียนพื้นฐานมันก็เหมือนกับทำลายตัวตนเราไปเลย
เมื่อถามมุมมองถึงภาพรวมของวงการสื่อ ว่าหากองค์กรสื่อทุกแห่งใช้AIกันมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีผลต่อการจ้างงานหรือไม่ จะทำให้การจ้างคนทำงานสื่อลดน้อยลง โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ ที่หลังจากนี้จะเข้ามาทำงานสื่อ เป็นนักข่าวได้ยากขึ้นหรือไม่ "ธงชัย บรรณาธิการบริหาร Brand inside"ให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า คิดว่ามีแน่นอน การเข้าวงการสื่อ จะยากขึ้นหรือไม่ ก็คงยากขึ้น แต่คำตอบของภาพรวมๆก็คือ เราน่าจะไม่ต้องการนักข่าวหรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากเท่ายุคก่อนหน้านี้แล้ว คิดว่า คนทำงานในส่วนนี้จะเหลือน้อยลงโดยอัตราส่วน เพราะว่าต่อไป สำนักข่าวหรือกองบก.ข่าว แต่ละแห่งอาจจะเหลือแค่ห้าคนโดยเฉพาะกองบก.สมัยใหม่ แล้วคุมตามโต๊ะข่าวต่างๆ แล้วก็อาจมีอีกสักคนมาคอยsubport แล้วก็ใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เรียกAI มาช่วยทำงาน ต่อไปมันจะเป็นภาพนั้นจริงๆ ผู้ชนะในวงการนี้มันก็จะมีแค่ไม่กี่คน ต่อไป จะใช้คนน้อยลง เพราะตอนนี้เราก็เห็นแล้วจากผลของการดิสรัปชั่นของสื่อทีวี จากเดิม เราจะเห็นรถโอบีถ่ายทอดสดของสื่อทีวี เวลาถ่ายรายการสดใช้ 8 คน แต่ปัจจุบันเหลือ 2 คน ก็ทำได้ บางที่ใช้คนเดียว ก็คิดว่า ภาพการทำงานในยุคAI ก็ออกมาแบบนี้

ถามตอนท้ายว่า คนทำสื่อ-นักข่าว ควรใช้AI ในการช่วยทำงานอย่างไร โดยที่ไม่ให้เสียตัวตน เสียจิตวิญญาณของนักข่าวและกองบก.ข่าว "ธงชัย -Brand Inside"ให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า อันดับแรกเลยคือ สื่อต้องใช้ AI เข้ามาช่วยในการทำงาน แต่ต้องใช้มันให้เป็น เพราะว่ามันเป็นการการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี มันไม่ใช่แค่เครื่องมือด้วยซ้ำ บางคนก็เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่าเหมือนเปลี่ยนจากการใช้โทรศัพท์มือถือมาเป็นโทรศัพท์แบบไม่มีจอ
เพราะฉะนั้น คิดว่า AI ต้องนำมาใช้ในงานหลังบ้านก่อน ส่วนงานหน้าบ้านยังมองว่ามันยังไม่เวิร์ค เพราะหากเราเข้าใจคำว่างานข่าวคอนเทนต์จริง ๆ หากเราดูอย่างเช่น ก็เคยมีสื่อสำนักหนึ่งที่ทดลองใช้ผู้ประกาศข่าวเป็นAI ซึ่งเห็นแล้วคิดว่ามันไม่เวิร์คเพราะว่ามนุษย์มันอยู่กับสิ่งที่มันเทียมหรือว่าสิ่งประดิษฐ์มาเยอะแล้ว คนก็อยากฟังการอ่านข่าวจากคน และผมมองว่าบางทีคนเชื่อข้อมูลจากคนบางคนมากกว่าตัวสำนักข่าวเองด้วยซ้ำ เช่น เห็นหน้าคนนี้แล้วเราไว้ใจได้ เราอยากฟังข่าวจากคนๆนี้ ไม่ใช่เอา AI อะไรมาก็ไม่รู้ ซึ่งมันจะไม่อิน มันจะไม่trust เพราะเรื่องของข่าวสาร เป็นเรื่องที่ต้องมีความไว้ใจกัน อย่างได้ยินเสียงคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา มาคนฟังได้ยินก็รู้แล้วว่าฟังเขาพูดได้
"คิดว่าเอา AI ไปใช้หลังบ้านดีกว่า ใช้ให้เยอะ ๆ แล้วไม่ต้องโชว์ด้วย พวกที่เน้นโชว์ แต่ไม่ใช้ในงานสื่อหลังบ้าน อาจจะไม่รอด การใช้งานหลังบ้านคือการหาข้อมูล เอาไปเพิ่ม productivity เพื่อสนับสนุนให้ทำงานได้ง่ายขึ้น แบบนี้จะสำคัญและต้องรีบทำกัน และต้องมีการเก็บข้อมูลด้วย เพราะสื่อบางแห่งคิดว่าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลในองค์กรตัวเองอย่างดีพอ"
"ส่วนว่าจะใช้AI อย่างไรให้เหมาะสม คิดว่า พอใช้ AI ในงานหลังบ้านแล้ว ก็ต้องหาจุดสมดุลให้เหมาะสมว่าจะใช้ AI อย่างไรไม่ให้ เสียจิตวิญญาณ เพราะAIมันไม่มีหัวใจ และไม่มีหัวใจไม่พอ ยังไม่มี agenda คือมันไม่มีเป้าหมายของมัน AI ก็ถูกให้ทำเท่าที่มันถูกสั่งแต่การทำงานของสื่อแต่ละแห่งจะมีเป้าหมายการทำงาน เช่น อยากโปรโมทสินค้าแบนด์ไทย หรือเป้าหมายอยากให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อยากให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่AI ไม่มีเป้าหมายแบบนี้ ใช้ AI ได้ แต่เป้าหมายเราเป็นคนเซ็ต ไม่ควรทิ้งตรงนั้น(จิตวิญญาณ) เพราะบางคนก็มักง่ายเกิน อะไรก็ prompt แล้วก็เอามาใช้เลย ซึ่งคนเขาก็ดูออก แล้วหากทำแบบนี้ต่อไป ก็จะเสื่อมไว แล้วก็จะหายไป"บรรณาธิการบริหาร Brand Inside กล่าวปิดท้าย
