การประชุมนักข่าวโลก แลกเปลี่ยนมุมมอง ความท้าทาย – โอกาสวงการสื่อ 

รายงานพิเศษ

วงการข่าวในปัจจุบันมีความแตกต่างไปจากอดีต วิธีการทำข่าวที่ไม่เหมือนกัน แพลตฟอร์มการทำข่าวที่ไม่เหมือนเดิม และพฤติกรรมผู้เสพข่าวที่เปลี่ยนไป คนที่ทำงานในวงการข่าวต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมผู้สื่อข่าวเกาหลี (Journalist Association of Korea : JAK) จัดการประชุมนักข่าวโลก (WJC 2026) ที่กรุงโซล ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 3 เมษายน ในหัวข้อ “ความท้าทายของประชาธิปไตยและวงการข่าว บทบาทของสื่อในสถานการณ์วิกฤต” และ “บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในห้องข่าว” โดยมีนักข่าวจาก 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงตัวแทนประเทศไทย 2 คน ร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อมวลชน 

การประชุมในช่วงเช้าเป็นหัวข้อ ความท้าทายของประชาธิปไตยและวงการข่าว บทบาทของสื่อในสถานการณ์วิกฤต โดยมีนักข่าวอาวุโส 4 คนจาก 4 ประเทศขึ้นกล่าวถึงความท้าทายของวงการสื่อในแง่มุมที่ไม่เหมือนกัน แดเนียล บาสตาร์ บรรณาธิการฝ่ายข่าวเอเชีย-แปซิฟิก ของสำนักข่าว Courrier International ประเทศฝรั่งเศส หยิบยกเรื่อง การริดรอนเสรีภาพสื่อจากน้ำมือของรัฐบาล ขึ้นมาพูดคุยเป็นประเด็นแรกของการประชุม เพราะในอดีตปัญหาการริดรอนเสรีภาพของสื่ออาจเกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ แต่ในปัจจุบันกลับพบเห็นปัญหานี้ในประเทศที่มองว่ามาจากโลกเสรี เช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ที่ตราหน้าสื่อว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” ขณะที่ดัชนีชี้วัดเสรีภาพสื่อ ระบุว่าเสรีภาพในการทำข่าวมีแนวโน้มที่จะลดลงในทุกภูมิภาคของโลก ไม่ว่าจะเป็น เอเชีย อเมริกา ยุโรป และแอฟริกา 

ความท้าทายต่อมาที่มีการพูดถึงในห้วงการประชุมคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในการรับข้อมูลข่าวสาร เฟลิกซ์ ลิลล์ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Redaktionsnetzwerk Deutschland ประเทศเยอรมนี กล่าวว่าสื่อแบบเดิมกำลังได้รับความนิยมน้อยลงเพราะผู้รับข่าวหันไปรับฟังข้อมูลจาก อินฟลูเอนเซอร์ มากขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบรายการ podcast ที่มียอดรับชมสูงกว่ารายการข่าวแบบเดิมเพราะชอบภาษาการเล่าข่าวที่เป็นกันเอง มีความเป็นทางการน้อยกว่ารายการข่าวในอดีต ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่รับข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น ทำให้สื่อแบบเดิมไม่ได้เป็นสื่อกระแสหลักอีกต่อไป อีกความท้าทายที่มองข้ามไม่ได้คือ ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้กับสื่อที่ลดลง โพลสำรวจความคิดเห็นในปีที่แล้วพบว่าชาวเยอรมันจำนวนมากขึ้นมองว่าสื่อโกหกประชาชน และมากถึง 42% มองว่าสื่อไม่น่าเชื่อถือ แต่กลุ่มคนเหล่านี้สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดที่มักพูดถึงทฤษฎีสมคบคิด

แม้วงการข่าวจะมีหลักการในการรายงานข้อมูลที่เป็นความจริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวปลอมกลับเผยแพร่ออกไปเร็วขึ้นจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย อีกทั้งยังมีความแนบเนียนขึ้นจากความก้าวล้ำของปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ น.ส.ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป หัวหน้าข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนึ่งในสองตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วมการประชุม WJC 2026 เน้นย้ำความสำคัญของการยกระดับการตรวจสอบข้อมูลที่นักข่าวได้รับมาอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพราะความน่าเชื่อถือมีความสำคัญมากกว่าความเร็วในการรายงานข่าว รวมถึงเพื่อเป็นการปกป้องประชาชนจากข้อมูลที่บิดเบือนที่อาจส่งผลให้ง่ายต่อการปลุกปั่นประชาชน น.ส.ภัทราพรยังย้ำเตือนถึงการทำข่าวของสื่อมวลชนที่ไม่ควรใช้ภาษาที่ปลุกกระแสชาตินิยมหรือสร้างความแตกแยกโดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ด้านคิม อึนจี หัวหน้าข่าวการเมืองของสำนักข่าว SisaIN ของเกาหลีใต้เล่าถึงบทบาทของนักข่าวเกาหลีใต้ในคืนวันที่ 3 ธันวาคมปี 2024 ที่นายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยไม่มีเหตุอันควรเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองของตัวเอง ทำให้เห็นว่าการทำงานของนักข่าวอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และการรายงานเกาะติดสถานการณ์แบบนาทีต่อนาที ส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้รับรู้ถึงการประกาศกฎอัยการศึกอย่างทันท่วงที ทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมารวมตัวด้านนอกรัฐสภาเพื่อคัดค้านกฎอัยการศึก เช่นเดียวกับนักการเมืองที่บุกเข้าไปในตัวอาคารเพื่อโหวตยกเลิกกฎอัยการศึกโดยมีนักข่าวรอรายงานความคืบหน้าอยู่ก่อนแล้ว จนทำให้เกาหลีใต้รอดพ้นจากวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษได้สำเร็จ 

การประชุม WJC 2026 ยังพูดถึงบทบาทของเอไอในการทำงานของนักข่าวในปัจจุบัน ด้วยพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของเอไอทำให้นักข่าวจำนวนไม่น้อยกังวลว่าเอไอจะเข้ามาแทนที่นักข่าว อีกทั้งเกิดความสงสัยว่าเอไอควรมีบทบาทในการทำข่าวมากน้อยแค่ไหน นักข่าวอาวุโสหลายคนที่เข้าร่วมการประชุมนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเอไอมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการรายงานข่าว เรนาตา คิม ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Newsweek Polska จากประเทศโปแลนด์ พูดถึงการใช้โปรแกรมเอไอชื่อว่า Sonix ในการแกะเสียงบทสัมภาษณ์จากเดิมที่ใช้เวลาแกะเสียงนานหลายชั่วโมงให้เหลือเพียงไม่กี่นาที อัน ฮยองจุน ประธานและซีอีโอของสถานีโทรทัศน์ MBC เกาหลีใต้เปิดเผยว่าใช้เอไอช่วยทำภาพกราฟฟิคท่อนเปิดรายการ ผู้บริหารของสำนักข่าวบางแห่งเล่าว่ามีการพัฒนาโมเดลเอไอของตัวเองขึ้นมาใช้งานภายในบริษัทเพื่อช่วยในการทำงานข่าว อาทิ แปลงเนื้อหาข้อมูลให้เป็นเสียงมนุษย์เพื่อใช้ในรายการข่าวที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ 

ถึงแม้เอไอจะมีศักยภาพสูง แต่เอไอก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเช่นกัน เช่น ความผิดพลาดทางข้อมูล พาเวล คาซิค นักข่าวสายวิทยาศาสตร์จากสำนักข่าว Seznam Zpravy เล่าว่าเคยใช้เอไอในการหาข้อมูลแต่พบว่าข้อมูลที่เอไอเสนอขึ้นมากลับมาจากแหล่งที่มาที่ไม่มีอยู่จริง เฟลิกซ์ ลิลล์ นักข่าวชาวเยอรมันเคยขอให้เอไอหาข้อมูลเกี่ยวกับนักกีฬาชื่อดังชาวลาวเพื่อขอสัมภาษณ์ แต่แท้จริงแล้วนักกีฬาคนนั้นไม่มีตัวตนจริง ทำให้เห็นจุดอ่อนของเอไอคือการสืบค้นข้อมูลที่ยังไม่มีความแม่นยำ โดยเฉพาะข้อมูลใหม่เพราะเอไอต้องใช้ข้อมูลที่มีอยู่ก่อนหน้าในการเรียนรู้ 

อีกข้อจำกัดของเอไอคือ การไปรายงานข่าวในพื้นที่จริง เพราะเอไอเป็นเพียงเทคโนโลยีหนึ่งในอินเตอร์เน็ต ดังนั้นภารกิจนี้ยังคงต้องใช้นักข่าวที่เป็นมนุษย์เดินทางไปลงพื้นที่เพื่อเขียนถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก สถานการณ์จริงในสนามรบ นักข่าวส่วนใหญ่ที่พูดคุยด้วยในห้วงการประชุมต่างบอกว่าจะไม่ใช้เอไอในส่วนงานที่มีความสำคัญหรือความรับผิดชอบสูง เพราะยังไม่ไว้ใจเอไอแบบเต็มร้อย คล้ายกับเครื่องมือผ่าตัดที่แม้จะสามารถผ่าตัดคนไข้ได้แม่นยำกว่ามือหมอแต่ไม่มีใครกล้าใช้งานเครื่องนี้เพื่อผ่าตัดคนไข้จริงๆ เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นจะไม่รู้ว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ สุดท้ายมนุษย์ยังคงไว้ใจสิ่งที่ออกมาจากการควบคุมและความรับผิดชอบของมนุษย์ด้วยกันเอง แม้มนุษย์เองก็มีความผิดพลาดเช่นกัน 

สรุปได้ว่าเอไออาจยังไม่เข้ามาแทนที่นักข่าวอย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ จากข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงความเชื่อมั่นที่ยังไม่มากแม้จะมีความชาญฉลาดมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เอไอยังคงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยนักข่าวในการทำงานในบางภาคส่วน เช่น การแกะเทปสัมภาษณ์หรือการทำกราฟฟิคเพื่อใช้เป็นภาพประกอบข่าว แม้เอไอจะมีความชาญฉลาดมากแต่มนุษย์ก็ต้องฉลาดกว่าเอไอเพื่อรู้ทันจุดบกพร่องของข้อมูลและต้องเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการเลือกใช้ข้อมูลหรือเลือกใช้งานในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานให้ดีขึ้น

ในห้วงการประชุม WJC 2026 นอกจากการสัมมนาในห้องประชุมแล้ว คณะสมาคมผู้สื่อข่าวเกาหลียังพาคณะไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ในเกาหลีใต้ เช่น การลงพื้นที่ไปชมเขตปลอดทหาร หรือ DMZ ที่พรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ที่เมืองพาจู จังหวัดคย็องกี เพื่อชมดินแดนของเกาหลีเหนือ รวมถึงทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสงครามเกาหลีที่แบ่งคาบสมุทรเกาหลีให้แยกออกเป็น 2 ประเทศ สะท้อนบาดแผลของสงคราม คณะยังเดินทางต่อไปยังเมืองซูวอน เพื่อชม Samsung Innovation Museum พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติความเป็นมาของบริษัทซัมซุงตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจนกลายมาเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นนำเช่นทุกวันนี้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือรุ่นแรกที่ซัมซุงผลิตไปจนถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด และเยี่ยมชม ยงอิน แดจังกึม พาร์ค สถานที่ถ่ายทำซีรีย์เกาหลีชื่อดัง แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง ที่ปลุกกระแสซีรีย์เกาหลีในไทยในช่วงปี 2003 – 2004 ทำให้เห็นถึงความจริงจังและความละเอียดในการถ่ายทำ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีเป็นที่นิยมทั่วโลกในทุกวันนี้

อีกหนึ่งสถานที่ที่คณะ WJC 2026 เดินทางไปชมคือ เมืองอินชอน ที่ได้รับการจัดให้เป็นเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งแรกของเกาหลีใต้ หรือที่เรียกว่า IFEZ โดยมี 3 เขตได้แก่ ซองโด ยองจง และชองนา ถูกพัฒนาให้เป็นฮับการพัฒนาที่มีจุดเด่นต่างกัน เช่น ซองโดที่จัดให้เป็นฮับของอุตสาหกรรมชีวภาพและการศึกษาเพราะมีโรงเรียนชั้นนำตั้งอยู่จำนวนมาก เขตยองจงถูกจัดให้เป็นฮับด้านโลจิสติกเพราะเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน รวมถึงจะเป็นฮับด้านการท่องเที่ยวเพราะเป็นที่ตั้งของคาสิโน ขณะที่เขตชองนาถูกวางให้เป็นฮับด้านเศรษฐกิจ ทริปของคณะ WJC ไปจบที่เมืองซีฮึง ที่เกาหลีใต้ตั้งเป้าหมายให้เป็นฮับของชีวกรรมการแพทย์ ทำให้เห็นถึงแผนการพัฒนาเมืองรองของเกาหลีใต้ที่ต้องการให้อินชอนเป็นที่รู้จักมากกว่าการเป็น “ประตูสู่เกาหลี” ให้เป็นปลายทางของการลงทุนทั้งจากในและนอกประเทศ 

การเข้าร่วมการประชุม WJC 2026 ในครั้งนี้เป็นโอกาสให้นักข่าวจากทั่วทุกมุมโลกมาแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนมุมมองต่อวงการสื่อที่มีทั้งโอกาสและความท้าทายในช่วงเวลาที่สิ่งต่างๆ ในโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังเป็นการสำรวจแผนการพัฒนาเมืองรองของเกาหลีใต้และเจาะลึกเบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ การประชุมของนักข่าวอาจไม่ได้ช่วยให้ความท้าทายต่างๆ หายไปในพริบตา แต่แนวคิดต่างๆ ที่ได้กลับไปอาจเป็นกุญแจที่นักข่าวแต่ละคนจะนำไปปรับใช้ในการทำงานด้วยทัศนคติใหม่ๆ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานข่าวดีขึ้นไม่มากก็น้อย