ผ่าสมรภูมิสื่อยุคปัญญาประดิษฐ์ : เมื่อ “ข้อมูลลวง” ล้างโลก ยุทธวิธี “Reborn” ทวงคืนอำนาจ “สุนัขเฝ้าบ้าน”

รายงานพิเศษ

.....................................................

ภูมิทัศน์สื่อที่กำลังถูกพลิกโฉมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและคลื่นความเปลี่ยนแปลงของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI  เมื่อโลกแห่งการสื่อสารกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ วิกฤตศรัทธาต่อข้อเท็จจริงและสภาวะข้อมูลล้นเกิน จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องเผชิญ

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการวารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (TMF Journal Conference 2025) ระดับชาติ ครั้งที่ 4 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568/2569  เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านสื่อสร้างสรรค์ : การวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือ เพื่อการสื่อสารอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งในปีนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่ยกระดับสู่การเป็นเวทีระดับนานาชาติ  โดยมีผลงานวิจัยผ่านการคัดเลือกนำเสนอรวม 47 ฉบับ ครอบคลุมประเทศในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนถึงบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนิเทศศาสตร์ระดับภูมิภาค

ดร.ธนกร ศรีสุกใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในฐานะประธานในพิธีเปิด กล่าวว่าประเด็นหลักของการประชุมครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงความท้าทายด้านจริยธรรม ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือของข้อมูลในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน  “การจัดงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของกองทุนพัฒนาสื่อฯ ในการขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ด้านสื่อที่ปลอดภัย สร้างสรรค์ และรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศสื่อคุณภาพสูงที่จะช่วยพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ในการผลักดันองค์ความรู้เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์”  ดร.ธนกร กล่าวเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์  

 นอกจากการนำเสนอบทความวิจัยแล้ว อีก 1 ในไฮไลต์สำคัญของงานนี้ คือเวทีเสวนาในหัวข้อ “สื่อสร้างสรรค์กับความรับผิดชอบใหม่ในยุคปัญญาประดิษฐ์” ที่รวบรวม 3 ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านสื่อสารมวลชน ได้แก่ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย และอดีต กสทช. , นายระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณีประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ มาร่วมชำแหละบาดแผลและหาทางรอดของสื่อมวลชนไทย 

ปฐมบทแห่งความโกลาหล : วิกฤต “Information Armageddon” 

และจุดยืนของสุนัขเฝ้าบ้าน

ในยุค AI ที่เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เมื่อทุกคนต่างสามารถสถาปนาตนเองเป็น "คอนเทนต์ครีเอเตอร์" ได้ จนเกิดคำถามแห่งยุคสมัยว่า "แล้ววันนี้...สื่อมวลชนยังจำเป็นอยู่อีกหรือไม่ ?"  นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย และ อดีต กสทช. ได้อรรถาธิบายถึงสภาวะที่น่ากังวลนี้ว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับเนื้อหาขยะ หรือ "AI Slop" ที่เนียนจนแยกไม่ออกระหว่างข่าวสารเชิงวารสารศาสตร์กับการปั่นกระแสเพื่อหวังผล  อินเทอร์เน็ตที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่แห่งอิสรภาพ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วันนี้กลายเป็นดินแดนแห่งความหดหู่ ที่เต็มไปด้วยข้อมูลท็อกซิก จนคนเริ่มมีภาวะ "News Avoidance" หรือการหลีกเลี่ยงข่าวสาร 

โดยเธอหยิบยกคำเตือนจากเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่าง 'มาเรีย เรสซ่า' มาตอกย้ำความรุนแรงของสถานการณ์นี้

“หากสังคมปล่อยปละละเลย ไม่ทำอะไร เราจะเดินไปสู่จุดที่เรียกว่า Information Armageddon หรือยุคสิ้นสุดของข้อเท็จจริง ที่ประชาชนเบื่อหน่ายและหวาดระแวงจนไม่กล้าเชื่อถือข้อมูลใดๆ อีกต่อไป...ตรงนี้ถือเป็น "จุดตาย" ที่สื่อหลักต้องเร่งสร้าง Information Integrity หรือระบบนิเวศแห่งความน่าเชื่อถือขึ้นมาสู้” นางสาวสุภิญญา ชี้ให้เห็นถึงปลายทางที่รออยู่

เมื่อโลกข่าวสารปัจจุบันไม่ได้สู้กันด้วยความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสู้กับสภาวะ "อวสานของข้อเท็จจริง" หรือ Information Armageddon ที่ข้อมูลลวงเนียนจนแยกไม่ออก ดังนั้นทางออกเรื่องนี้จึงต้องร่วมกัน ทั้งสื่อและพลเมือง โดยพลเมืองต้องเป็น Active Citizenไม่ใช่แค่รู้เท่าทัน แต่ต้องช่วยกันเป็น Fact-checker และกด Report ข้อมูลลวง ขณะที่สื่อเอง ก็ต้องทำหน้าที่เป็น Watchdog หรือ สุนัขเฝ้าบ้าน ที่มีจุดยืนในการตรวจสอบอำนาจและอธิบายบริบท ให้ชัดเจนกว่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วไป

“ความแตกต่างระหว่างสื่อกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ คือ Content creator นั่งอยู่ที่บ้านหาข้อมูลใน AI แต่สถาบันสื่อคุณมีสิทธิเอาไมโครโฟนไปจ่อปากนักการเมืองและผู้มีอำนาจ... ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับบัตร Press Freedom เข้าไปสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาลได้ ดังนั้นสื่อต้องทำหน้าที่ของ Watchdog หรือ สุนัขเฝ้าบ้าน ตรวจสอบอำนาจและอธิบายบริบท (Contextualize) ให้ชัดเจนกว่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วไป"  นางสาวสุภิญญา กล่าว 

ดาบสองคมของ AI : เร็วขึ้น แต่ก็เสี่ยงขึ้น

สมรภูมิข่าวเชิงสืบสวน (Investigative Journalism) ที่ถือเป็นงานปราบเซียนของวงการสื่อนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้สะท้อนภาพการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เทคโนโลยี AI ไม่ได้มาเพื่อทำลายล้าง แต่มาเพื่อย่นระยะเวลาการทำงานที่จำเจ หากแต่ทว่านั่นคือการมาพร้อมกับความเสี่ยงอันใหญ่หลวง

“การทำข่าวเชิงสืบสวนจากอดีตที่ต้องใช้เวลาลงพื้นที่เก็บข้อมูลถึง 7 วัน แต่ปัจจุบัน AI สามารถหาข้อมูลทั้งหมดได้ภายใน 3 วัน ทำให้เหลือเวลาในการสร้างสรรค์งานมากขึ้น แต่ก็แลกกับความเสี่ยงว่าข้อมูลที่ AI กวาดมาให้นั้น จริงหรือลวง? นักข่าวจึงต้องรับภาระหนักขึ้นในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนั้นทักษะที่นักข่าวแห่งอนาคตต้องมี จึงไม่ใช่แค่การใช้ AI ให้เป็น แต่จะต้องมีทักษะในการตรวจสอบข้อมูลจาก AI ให้รัดกุมด้วย" นายชวรงค์ สะท้อน

ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ  ย้ำหัวใจสำคัญว่า ไม่ว่า AI จะฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด แต่สื่อต้องใช้ AI แบบรู้เท่าทัน โดยกฎเหล็กที่ห้ามละเมิดคือ "Human in the loop"

“มนุษย์ต้องเข้าไปควบคุมและตรวจสอบทุกขั้นตอนของการใช้ AI (Human in the loop) เพื่อรักษาความเป็นวิชาชีพและความน่าเชื่อถือเอาไว้ มิเช่นนั้น สื่อมวลชนก็จะถูกกลืนหายไปในทะเลเดียวกับข้อมูลลวงบนโซเชียลมีเดีย"  

โดยทั้งสองผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน มองอย่างสอดคล้องกันว่า แม้ AI จะเก่งกาจเพียงใด แต่ มนุษย์ต้องเข้าไปอยู่ในทุกขั้นตอนของการใช้ AI  เพื่อคงไว้ซึ่งหน้าที่ "สุนัขเฝ้าบ้าน"รักษาความน่าเชื่อถือของสื่อหลัก ที่ต้องตรวจสอบอำนาจและยืนหยัดบนฐานของข้อเท็จจริง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วไป หรือปัญญาประดิษฐ์ ไม่อาจทำหน้าที่แทนสถาบันสื่อได้อย่างสมบูรณ์

ทฤษฎี Media Blackbox : กำแพง 6 ด้านที่บีบอัดสื่อ

และทางรอดใหม่ของสื่อ คือ  Reborn

ขณะที่ในมิติของคนทำธุรกิจสื่อ ที่ถูก AI คุกคามจนสั่นคลอนไปถึงโครงสร้างคนทำงาน นายระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ฉายให้เห็นภาพชัดเจนว่าระบบ AI News Room ที่เขาทดลองพัฒนาขึ้นนั้น สามารถผลิตข่าวเสร็จภายใน 5 นาที ตัดต่อเป็นวิดีโอได้ทันที และการันตียอดวิวหลักล้าน โดยใช้คนเพียงคนเดียวทำงานที่เคยต้องใช้ถึง 10 คน

ซึ่งเมื่อถอยออกมามองในภาพกว้างระดับโครงสร้าง ลงลึกสู่สมรภูมิการเอาตัวรอดทางธุรกิจ  เขาได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนสัจธรรมความโหดร้ายของวงการสื่อ ผ่านทฤษฎี "Media Blackbox"  เปรียบสื่อเหมือนถูกขังในกล่องดำ ที่ถูกกำแพง 6 ด้าน กำลังบีบอัดเข้าหาตัวตลอดเวลา ได้แก่ 1. เศรษฐกิจที่ผันผวน จากการที่เม็ดเงินโฆษณาโทรทัศน์ร่วงลงอย่างชัดเจน และไหลไปสู่ออนไลน์แบรนด์ 2. แพลตฟอร์มที่แย่งความสนใจ และเป็นผู้เลือกส่งเนื้อหาให้ผู้ใช้ 3. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงแต่ความเสี่ยงสูงขึ้น 4. User Behavior พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เชื่ออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าสื่อหลัก 5. Creator หรือ Influencer ที่เน้นสร้างเนื้อหาตามอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม และ 6. การขาดกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์มข้ามชาติ  

เส้นแบ่งสุดท้าย :  “ความเป็นมนุษย์” และ “จริยธรรม”

นายระวี ยังวิเคราะห์อย่างแหลมคมว่า การที่สื่อจะอยู่รอดในยุคที่เศรษฐกิจกำลังฝืดเคืองและคนยอมจ่ายเงินซื้อเฉพาะปัจจัย 4 นั้น การปรับตัวของสื่อด้วยการแค่เพิ่มทักษะ หรือ Reskill อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะวันนี้ “อุตสาหกรรมสื่อ” ไม่มีเวลาเพียงพออีกต่อไปสำหรับการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป

เมื่อสื่อถูกบีบอัดจากทุกทาง ทางรอดของสื่อที่สามารถทำได้ คือ ยุทธศาสตร์การ "เกิดใหม่"หรือ Reborn ต้องฉีกกรอบความเป็นสื่อมวลชนแบบเดิมๆ คือ การเลิกทำสื่อเพื่อมวลชน (No Mass anymore) แต่ต้องหันมาเป็นสื่อเฉพาะทาง (Specialist Media) ที่มีเป้าหมายชัดเจน

โดยสื่อต้องกล้าที่จะสลัดคราบเดิมทิ้งไป และสร้างคุณค่าที่ AI เลียนแบบไม่ได้  ที่สำคัญการ "Reborn" หรือเกิดใหม่ของสื่อ ต้องอยู่ในร่างที่เฉียบคมกว่าเดิม 

"ผมพูดเรื่องนี้มา 7-8 ปีแล้ว... คุณต้อง Reborn เลย แค่ Reskill ไม่รอดแล้ว ถ้าน้ำเต็มแก้ว ต้องเทออก แล้วเรียนเรื่อง AI ใหม่... เพราะเรื่อง AI สอนเมื่อวาน วันนี้เปลี่ยนใหม่แล้ว มันเปลี่ยนตลอดเวลา....

วันนี้สื่อต้องเลิกคิดถึงคนดู 71 ล้านคน แต่ต้องทำเนื้อหาแบบ Targeting เจาะจงกลุ่มเป้าหมายชัดเจน  และต้องสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง  สำคัญที่สุดคือต้องใส่ความเข้าอกเข้าใจในความเป็นมนุษย์ลงไปในการเล่าเรื่อง เพราะ AI ทำแทนได้หมด แต่ AI ทำเรื่อง Humanize (ความเป็นมนุษย์) ไม่ได้"  นายระวี ชี้ทางรอดของสื่อ 

สอดคล้องกับ นางสาวสุภิญญา ที่มองว่า สิ่งที่จะทำให้สื่อมวลชนเป็นแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และแตกต่างจากครีเอเตอร์อย่างเบ็ดเสร็จ คือความสามารถในการ "Contextualize" หรือการนำข้อเท็จจริงมาคลี่คลายและอธิบายบริบทให้คนในสังคมเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และท้ายที่สุดต้องยึดมั่นในกรอบ "จริยธรรม"  

“ในยุคปัญญาประดิษฐ์ ความเป็นมนุษย์ (Humanization) และ จริยธรรม (Ethical Standard) คือจุดตัดที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้สื่อมวลชนแตกต่างจาก AI และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วไป โดยเฉพาะการธำรงบทบาท "สุนัขเฝ้าบ้าน" (Watchdog) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ปราศจากความลำเอียง”  นางสาวสุภิญญา กล่าว

ขณะที่นายชวรงค์ ในฐานะประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์กรสื่อกำลังถูกท้าทายหนักขึ้นเมื่อคอนเทนต์ครีเอเตอร์เริ่มตั้งสมาคมและสร้างมาตรฐานของตนเอง ทางสภาการสื่อมวลชนฯ จึงต้องเร่งตั้ง "AI Monitoring Team" เพื่อติดตามผลกระทบและกำหนดแนวทางปฏิบัติของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในแวดวงสื่อโดยเฉพาะ เช่น การระบุให้ชัดเจนหากเนื้อหาใดผลิตโดย AI  เพื่อธำรงไว้ซึ่งมาตรฐานวิชาชีพ 

"แน่นอนเราต้องใช้ AI แบบรู้เท่าทัน แล้วมนุษย์ต้องเข้าไปอยู่ในทุกขั้นตอนของการใช้ AI ตอนนี้สภากำลังตั้ง AI Monitoring Team เพื่อดูว่า AI จะมี impact กับสื่อยังไง เพื่อรักษาความเป็นวิชาชีพและความน่าเชื่อถือของสื่อหลัก"  นายชวรงค์ กล่าว

ทางออกระดับมหภาค : จับมือต่อรอง "แพลตฟอร์มข้ามชาติ"

แม้สื่อจะปรับตัวจนถึงขีดสุด แต่หากโครงสร้างใหญ่ยังอยุติธรรม สื่อมวลชนก็ไม่อาจอยู่รอด 

นายระวี ชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหาว่า ปัจจุบันเราไม่มีกฎหมายกำกับดูแล (Regulation) ที่เข้มแข็ง ดังนั้นเมื่อโลกทั้งใบถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ของแพลตฟอร์มอย่าง Google หรือ Facebook จึงทำให้สื่อและครีเอเตอร์ต้องทำคอนเทนต์เพื่อเอาใจอัลกอริทึม มากกว่าคุณภาพที่แท้จริง

ขณะที่นางสาวสุภิญญา เสนอทางออกว่า ลำพังการดิ้นรนของสื่อแต่ละสำนักอาจไม่เพียงพอ สื่อมวลชนไทยจำต้องมัดรวมกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับ "แพลตฟอร์มระดับโลก" (Global Platform) บีบให้แพลตฟอร์มเหล่านี้แสดงความรับผิดชอบ และดึงเม็ดเงินส่วนแบ่งรายได้ กลับมาอุดหนุนสื่อสร้างสรรค์ในประเทศ 

สอดรับกับข้อมูลของนายชวรงค์ที่เพิ่งไปร่วมหารือในวงการสื่ออาเซียน และพบว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังตื่นตัวอย่างหนักในเรื่องนี้ โดยสมาพันธ์สื่อมวลชนอาเซียนกำลังจับมือกันเพื่อผลักดัน Level Playing Field หรือการสร้างความเท่าเทียมในสมรภูมินี้ให้จงได้  

“เพราะทุกคนมีปัญหากับแพลตฟอร์มหมด จึงมีความจำเป็นระดับโครงสร้างที่สื่อในภูมิภาคอาเซียนต้องรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับแพลตฟอร์มระดับโลก ให้เกิดความสมดุลและการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

ยกตัวอย่างอินโดนีเซีย ตอนนี้เขาก็มีการออกคำสั่งประธานาธิบดีให้แพลตฟอร์มมาคุยกับสำนักข่าวเพื่อแบ่งส่วนแบ่งให้มันเป็นธรรมมากขึ้น...ส่วนมาเลเซียใช้กระบวนการทางทรัพย์สินทางปัญญาเข้าสู้... ขณะที่บ้านเราก็กำลังศึกษาในเรื่องนี้และมองว่าเราเองก็ต้องมีกฎหมายเรื่องนี้เหมือนกัน" ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าว 


            บทสรุปจากเวทีเสวนาครั้งนี้ ตอกย้ำชัดว่าแม้อุตสาหกรรมสื่อในวันนี้จะกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง แต่ตราบใดที่คนทำสื่อยังกล้าที่จะ “เกิดใหม่” ลุกขึ้นรวมตัวกันต่อรองกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ และหยัดยืนบนจริยธรรมที่หล่อหลอมด้วยความเป็นมนุษย์...ตราบนั้นสื่อมวลชนจะยังคงเป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน" และ “ตะเกียงส่องสว่าง” ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดในโลกสามารถทดแทนได้อย่างแท้จริง