รายงานพิเศษโดย ทีมข่าวจุลสารดำเนิน
...............................................
แหล่งข่าวที่อยู่กระทรวงต่างๆ คุมงบประมาณ มีงบประชาสัมพันธ์ งบจัดอีเวนต์ จัดสัมมนา หากสื่อไม่แยกหน้าที่ระหว่างการทำข่าวกับการหาเงินเข้าองค์กรหรือแม้แต่เข้าตัวเอง ข่าวมันก็จะไม่เป็นข่าว ข่าวตรวจสอบก็จะหายไป ตัวนักข่าว จะมาตรวจสอบคนที่ให้เงินที่ทำให้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงองค์กรต้นสังกัดหรือไม่ ก็ไม่ เพราะฉะนั้นถึงจะมีการทำข่าวตรวจสอบ แต่อาจถูกเบรกก็ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ มันเป็นยุคตกต่ำของการทำข่าวแบบตรวจสอบ
"กระทรวงเกษตรและสหกรณ์"ในเชิงการเมือง ถูกยกให้เป็นกระทรวงเกรดเอ ที่เวลาตั้งรัฐบาลหรือปรับคณะรัฐมนตรี พรรคการเมืองใดจะมาคุมกระทรวงเกษตรฯหรือบิ๊กการเมืองคนไหนจะมาเป็นรมว.เกษตรฯ ก็มักจะเป็นที่สนใจของแวดวงการเมืองและข่าวการเมืองมาตลอด
เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข่าวสารจากกระทรวงเกษตรฯ ตกเป็นที่สนใจของหลายฝ่าย จากกรณี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนนายราเชน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการก่อนกำหนด ทำให้ข่าวดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและแวดวงเกษตรฯ
ที่ผ่านมา"ทีมข่าวจุลสารราชดำเนิน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย"ทำรายงานพิเศษ เกี่ยวกับการทำข่าวของ"นักข่าว-สื่อมวลชน"หลายสายเช่น ทำเนียบรัฐบาล-รัฐสภา-กระทรวงมหาดไทย-นักข่าวสายทหาร-กรุงเทพมหานคร-กระทรวงสาธารณสุข-กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

มารอบนี้ แวะเวียนไปแถวๆ ถนนราชดำเนินใน ที่ตั้งของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพูดคุยกับนักข่าวสายเกษตรฯ กันบ้าง โดยคนที่เราชวนคุยด้วยก็คือ "สมพิศ ศรีนาค-ผู้สื่อข่าวจากสื่อค่ายอีจัน ที่รับผิดชอบการทำข่าวเกษตรฯ ให้กับเพจ จันลั่นทุ่ง"
ส่วนว่า สมพิศ คือใคร เอาแบบสั้นๆ ก็คือ เป็นนักข่าวประสบการณ์สูง มีประสบการงานข่าวด้านเศรษฐกิจ-เกษตรฯ รวมแล้วกว่า 20 ปี เคยทำข่าวเศรษฐกิจทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง ตลาดหุ้น ฯลฯ โดยก่อนหน้านี้ประจำกระทรวงเกษตรฯอยู่หลายปี รวมถึงการเป็นนักข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล จึงทำให้นักข่าวหลายคนทั้งที่เป็นนักข่าวภาคสนามและประจำกองบรรณาธิการย่อมรู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะเป็นนักข่าวมาหลายสำนัก อยู่ในแวดวงมาหลายปี
ก่อนจะไปคุยกันเรื่องการทำข่าวก.เกษตรฯ-ข่าวเกษตร "สมพิศ"เล่าประวัติตัวเองสั้นๆว่า เรียนจบคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยจบเอกหนังสือพิมพ์ ซึ่งช่วงที่จบมาเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีผลกระทบกับวงการสื่อมากพอสมควร ทำให้เรียนจบมาก็ยังหางานทำยากอยู่แต่สุดท้ายไปได้งานสื่อที่แรกเลยคือ เป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจของรายการวิทยุข่าว คลื่นFM.101 ในเครือวัฏจักร ก็วิ่งทำข่าวเศรษฐกิจหลายหน่วยงาน รวมถึงทำข่าวเศรษฐกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ทำอยู่ประมาณครึ่งปี หลังจากนั้นก็เป็นนักข่าวเศรษฐกิจอีกหลายแห่งเช่นที่ หนังสือพิมพ์แนวหน้า ทำอยู่ประมาณสองปี แล้วก็ไปอยู่ช่อง 3แต่อยู่ได้ไม่นาน พอดีทางรุ่นพี่นักข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาลที่อยู่ไทยรัฐ เขาชวนไปอยู่ไทยรัฐโต๊ะข่าวเศรษฐกิจ เพราะขาดนักข่าวประจำกระทรวงเกษตรฯเลยออกจากช่อง 3 ไปอยู่ไทยรัฐทำให้ได้มาเป็นนักข่าวประจำกระทรวงเกษตรฯ ผมอยู่ที่ไทยรัฐประมาณ 16 ปี ก็พักไปได้สักระยะ ตอนนี้มาอยู่ที่ สำนักข่าวอีจัน ในส่วนของ"เพจ จันลั่นทุ่ง"
"สมพิศ"เล่าว่าสมัยทำข่าวอยู่ก.เกษตรฯ ช่วงนั้นเป็นยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้น แกนนำพรรคไทยรักไทยหลายคนสลับกันมาเป็นรัฐมนตรีที่กระทรวงเกษตรฯ ทั้งรัฐมนตรีว่าการฯและรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ส่วนเนวิน ชิดชอบ ยุคนั้นเป็นรมช.เกษตรฯ
ช่วงดังกล่าว ข่าวกระทรวงเกษตรฯเยอะมากมีข่าวหลายแนว เช่นช่วงที่ไปอยู่ เกิดโรคระบาด ไข้หวัดนกในสัตว์ปีกช่วงปี 2546 ก็ติดตามทำข่าวการแพร่ระบาดในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะมีการแบ่งโซนเป็นสีต่างๆ เช่น สีแดง - สีเหลือง - สีเขียว ตอนนั้นรัฐบาลมีการจัดกิจกรรมกินไก่โชว์ ทักษิณ ก็ไปกินโชว์ที่สนามหลวง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นักข่าวสายกระทรวงเกษตรฯ ก็จะเฝ้าติดตามทำข่าว-หาข้อมูลที่กรมปศุสัตว์เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวในช่วงไข้หวัดนกระบาดเช่น ตอนนี้มีพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สีแดง สถานการณ์แพร่ระบาดขยายไปพื้นที่ใดบ้าง นักข่าวจะรายงานความเคลื่อนไหวอัพเดทสถานการณ์แต่ละวัน นอกจากนี้ช่วงนั้นกระทรวงเกษตรฯก็มีข่าวสำคัญอีกหลายข่าวเช่น การตรวจสอบการทุจริตกล้ายาง 1 ล้านไร่ 90 ล้านต้น งบ 1,440 ล้านบาท เป็นต้น
สื่อให้ความสำคัญ
ข่าวก.เกษตรฯลดลงมาก
"สมพิศ"เล่าเรื่องการทำข่าวที่กระทรวงเกษตรฯต่อไปว่า ทำข่าวอยู่ที่ก.เกษตรฯประมาณหกปี จากนั้น ก็ไปเป็นนักข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐ ประจำทำเนียบรัฐบาลอีกหลายปี แล้วก็ออกมาจากไทยรัฐได้สักระยะ จนมาอยู่เพจอีจัน ลั่นทุ่ง ที่รับผิดชอบการผลิตคอนเทนต์ให้เนื้อหาเข้ากับลักษณะของเพจที่เน้นเรื่องเกี่ยวกับเกษตรฯ ทำมาได้ประมาณสามเดือนกว่าเพราะเข้ามาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งโดยสายงานปัจจุบันเลยทำให้ได้กลับเข้ามาที่กระทรวงเกษตรฯ อีกครั้ง
..ก่อนหน้านี้ ตอนที่ไม่ได้ทำข่าวอยู่กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้ยินมานานแล้ว เพราะถึงเราจะไปอยู่ทำเนียบรัฐบาล แต่ว่าพวกพี่ ๆ นักข่าวที่เขาอยู่เคยทำข่าวด้วยกันที่กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เจอได้คุยกันตลอด ในโอกาสต่าง ๆเช่นช่วงปีใหม่ หรือมีงานเลี้ยงอะไรต่างๆ ที่กระทรวงเกษตรฯ พวกนักข่าวกระทรวงเกษตรฯ แต่ละยุคที่รู้จักกัน ก็จะกลับไปเจอ ไปนั่งคุยกันที่กระทรวงเกษตรฯ
ที่พบได้อย่างหนึ่งว่า ช่วงหลัง สำนักข่าว -สื่อต่างๆ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกระทรวงเกษตรฯ ไม่มีการส่งนักข่าวมาประจำกระทรวงเกษตรฯ โดยที่มีอยู่ปัจจุบัน ที่เป็นนักข่าวประจำเลย ก็มีน้อยมาก บางช่วงมีแค่ 2-3 คน ที่มาประจำ เว้นแต่หากมีข่าวอะไรของกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นข่าวกระแส สำนักข่าวต่างๆ ถึงส่งนักข่าวมาทำข่าวที่ก.เกษตรฯ ซึ่งผิดกับสมัยก่อนมาก
..ตอนที่ผมทำข่าวกระทรวงเกษตรฯ แรก ๆ ตอนนั้นจะมีนักข่าวหลายสำนัก มาประจำที่กระทรวงเกษตรฯเลย ทั้งนักข่าวทีวี นักข่าวหนังสือพิมพ์ มีส่งมาครบทุกฉบับ มีหลายสำนัก ไม่เหมือนยุคปัจจุบัน เราเลยรู้สึกว่าการให้ความสำคัญกับกระทรวงเกษตรฯ ของสำนักข่าวต่างๆ ลดน้อยลงไปมากทำให้ข่าวเกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ ไม่ค่อยมีอะไรออกมา ยิ่งข่าวเชิงตรวจสอบในกระทรวงเกษตรฯ ก็มีค่อนข้างน้อย

"สมพิศ"ให้ความเห็นว่า สำหรับการที่สำนักข่าวต่างๆ ให้ความสำคัญกับข่าวกระทรวงเกษตรฯลดน้อยลง น่าจะเกิดจากนโยบายขององค์กรสื่อ เพราะว่าที่ผ่านมา ที่มีนักข่าวมาทำข่าวกระทรวงเกษตรฯยุคที่มีกันเยอะกว่าปัจจุบัน พบว่า จะเหมือนมีสองสายปนกัน คือมันไม่ใช่เศรษฐกิจเสียทีเดียว เพราะบางสื่อ ก็ส่งนักข่าวสายการเมืองมาทำข่าวที่กระทรวงเกษตรฯเลยทำให้ประเด็นมันก็จะไม่ค่อยเหมือนกัน
และอีกอย่างหนึ่ง ข่าวกระทรวงเกษตรฯ หากนักข่าวส่งไปหน้าเศรษฐกิจ หากตัวนักข่าว ปั้นประเด็นไม่เป็น มันกลายเป็นเกษตรจ๋าไป ถ้าสื่ออย่างหนังสือพิมพ์ ฉบับใด ไม่มีหน้าเกษตรฯ ส่งข่าวไปมันก็ลงไม่ได้ มันก็เลยทำให้ ตัวสื่อสำนักต่างๆ ก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกระทรวงเกษตรฯ แต่อย่างสมัยผมอยู่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทางไทยรัฐมีข่าวเกษตรอยู่ในหน้าเศรษฐกิจ แล้วก็ยังมีหน้าเกษตรเฉพาะอีกด้วย ทำให้เวลาเราทำข่าวแล้วส่งไปจะค่อนข้างมีอิมแพค เพราะไทยรัฐชาวบ้านก็จะอ่านเยอะ ก็จะสนุกตรงนี้
แต่ว่าตอนกลับไปที่กระทรวงเกษตรฯ รอบปัจจุบันตอนนี้ มันกลายเป็นว่าของไทยรัฐเองก็ยังไม่มีนักข่าวมาประจำที่กระทรวงเกษตรฯ แล้วนักข่าวที่ประจำอยู่ ก็เหลือแค่ไม่กี่คน มันเลยรู้สึกว่า มันไม่เข้มข้น ไม่ได้ทำข่าวเหมือนที่เคยเป็นมา ที่สมัยก่อนจะมีการทำข่าวตรวจสอบ มีการไปหาเอกสารต่างๆ มีการตรวจสอบนโยบายต่างๆ ที่ออกมาของกระทรวงเกษตรฯ ที่พอมีนโยบายอะไรออกมา นักข่าวก็จะทำข่าวตรวจสอบว่า นโยบายที่ออกมามีผลกระทบอย่างไรกับภาคส่วนต่างๆ เช่น เกษตรกร
ข่าวตรวจสอบกระทรวงเกษตรฯ
ลดน้อยลง-หายไปไหน?
"สมพิศ"ยกตัวอย่างการทำข่าวเชิงตรวจสอบของนักข่าวกระทรวงเกษตรฯสมัยก่อนว่า อย่างในยุครัฐบาลทักษิณ ตอนสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรมว.เกษตรฯ แล้วมีการจะทำโครงการโคล้านตัว เราก็มีการไปไล่เช็กหมดเลยว่า โครงการดังกล่าวทำแล้วจะคุ้มหรือไม่ ช่องทางมันจะเป็นยังไง ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ที่สื่อรู้จัก เขาก็จะเล่าให้ฟังหมด เช่น โคพลาสติก ที่ออสเตรเลียมันเป็นโคที่เขาคัดทิ้ง มันเป็นโคที่ไม่มีลูก โคที่ออกลูกมาแล้วแท้งเลยคัดทิ้งออกมา ที่หากไปเอามาเลี้ยง ยังไง มันก็ไม่ออกลูก เลยเรียกโคพลาสติก แต่ สมศักดิ์ เวลานั้นจะมาทำโครงการแบบนี้ ก็มีการค้าน นโยบายโคล้านตัว จนสุดท้ายไปจบที่ว่าตั้งมาเป็นบริษัทร่วมทุนพิเศษอะไรสักอย่าง แล้วต่อมามีปัญหา แต่ตอนนั้นไม่ได้ทำเยอะทำแค่เป็นโมเดลต้นแบบ ตัวอย่างแบบนี้ มันก็ทำให้การทำข่าวกระทรวงเกษตรฯ มันมีความสนุกในการทำข่าว
..แต่พอมาดูข่าวช่วงหลังๆ เราก็มารู้สึกว่า เฮ้ย มันมีบางเรื่องเช่น ปัญหาหมูเถื่อน ที่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตรฯ และอีกหลายเรื่อง ซึ่งข่าวแทนที่มันควรจะได้ออกมาจากกระทรวงเกษตรฯ แต่พบว่า ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้่กัน จนต่อมาเกิดผลกระทบกับผู้บริโภค ซึ่งมันมีข่าวของกระทรวงเกษตรฯอีกหลายเรื่องที่ควรมีการนำเสนอ
อย่างผมเข้ามาที่อีจัน ฯ พอดีมีเรื่องนมโรงเรียน ผมก็ตั้งคำถามว่า ที่ปลัดกระทรวงเกษตรฯบอกว่าจะมีชุดไปตรวจนับโค มีมากน้อยแค่ไหน เพราะมันเกิดปัญหาว่าเหมือนคุณภาพนมมันไม่ได้ ผมก็ถามว่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้ตรวจคุณภาพก่อนหรือที่จะนำนมไปให้เด็กนักเรียน เพราะถึงไปนับโค มันก็ไม่ใช่จะมาบอกได้ว่านมมีคุณภาพหรือนมมันไม่ได้คุณภาพ เพราะเอานมผงมาผสม แล้วจะไปนับจำนวนโคทำไม ทำไมเราไม่ตรวจที่นมไปเลยจะได้รู้ เพื่อที่ก่อนที่เด็กจะได้กินนม เขาควรได้รับการประกันว่าได้กินนมคุณภาพจริง ๆ
ตอนนั้น ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ก็ยังเหวอๆ ว่ามันตรวจได้ด้วยหรือ แต่ผมหาข้อมูลแล้วว่า มันสามารถตรวจสอบได้ เช่นส่งให้ สถาบันอาหาร ตรวจสอบได้ กรมปศุสัตว์ ก็เคยส่งไปตรวจ ผมเลยนำไปนำเสนอเล่าเป็นเรื่อง นิทานอีจัน โดยตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้ เด็กกินอะไรเข้าไปกันแน่มีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร ซึ่งเป็นงานผมชิ้นแรกๆ ตอนที่มาอยู่อีจันฯ นำเสนอแบบเล่าเรื่อง มีภาพประกอบ นำข้อมูลที่หามาได้นำมาสังเคราะห์ ที่หลังนำเสนอออกไปพบว่า คนให้ความสนใจมากพอสมควร ยอดคนเข้ามาติดตามดูเป็นล้าน มันก็สะท้อนว่า เรื่องที่กระทบกับคนส่วนมาก เขาจะให้ความสำคัญ

เมื่อเราถามถึงว่า ข่าวกระทรวงเกษตรฯ ข่าวเกษตรฯ มีความสำคัญอย่างไรกับคนไทย เกษตรกรไทย "สมพิศ-ที่คร่ำหวอดกับการทำข่าวกระทรวงเกษตรฯมานาน"ตอบประเด็นนี้ โดยย้อนเล่าเกร็ดการทำข่าวกระทรวงเกษตรฯให้ฟังประกอบว่า ที่จริง ตอนที่ผมเข้ามาทำข่าวที่กระทรวงเกษตรครั้งแรก ผมรู้สึกแบบ เฮ้ย แม่งโคตรดี หมายถึงว่า เราคิดอยู่ตลอดมาว่า พ่อแม่เราก็เป็นชาวนา เราโตมากับเกษตรกรทำสวนทำไร่ ทำให้เราจะรู้ดีเลยว่าในพื้นที่เป็นยังไง พอเรามาทำข่าวในเชิงนโยบาย เราจะมองผ่านเหมือนคนที่มองเห็นว่าถ้าระดับข้างบนแล้วลงไประดับล่าง มันไปถึงแบบไหน จริง ๆ คนระดับล่างเขาแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากบางนโยบายที่ทำออกมาเลย แล้วมันก็จะหายไปเรื่อย ๆ เหมือนแท่งไอติมที่มีคนเคยเปรียบเทียบว่า เรื่องนโยบายต่างๆ ที่ทำออกมา พอไปถึงชาวบ้านจริงๆก็เหลือแต่ไม้ เพราะไอติมโดนดูดไปหมดแล้ว
เมื่อมาเป็นนักข่าวกระทรวงเกษตรฯ ทำให้ผมเห็นได้ว่า กระทรวงเกษตรฯมีความสำคัญมาก เพราะเป็นกระทรวงใหญ่ที่ต้องทำงานอยู่กับชาวบ้าน อยู่กับเกษตรกรจำนวนมาก ถ้านโยบายที่ออกมามันผิดเพี้ยนหรือว่าการใช้งบประมาณมันไปไม่ถึงชาวบ้านจริง ๆ เอางบไปใช้อย่างอื่นหมด การเกษตรของประเทศมันก็ไม่เดินไปข้างหน้า
อย่างหากพูดถึงการทุจริตที่กระทรวงเกษตรฯ เรื่องง่ายๆ ที่เป็นเบสิคเลย เรื่องของกรมชลประทาน ที่จะได้งบประมาณรายจ่ายประจำปีแต่ละปีเยอะที่สุดของกระทรวงเกษตรฯ ปีหนึ่งๆ ก็เป็นหมื่นล้านบาท งบที่นำไปใช้ส่วนใหญ่เป็นงบซ่อมแซม งบบำรุงรักษา อย่างการขุดอะไรต่างๆ เพื่อให้มีที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น แต่ถามว่าตอนไปขุด มีการขุดตอนไหน หน้าแล้งก็ไม่ไปขุด ไปขุดตอนหน้าฝนที่มีน้ำแล้วใครจะไปรู้ ใครจะไปวัดได้ หรือการตั้งงบ เอาไปทาสีก็ทาแล้วทาอีก ซ่อมแล้วซ่อมกันอีก เหมือนกับจะใช้งบให้มันหมดไปเพราะว่าถ้าไม่ใช้ให้หมด ปีต่อไปจะถูกปรับลดงบประมาณ แต่ถามว่าเอาไปใช้อะไร ทุกปีก็ทำกันแบบนี้ ช่องทางก็จะเดิม ๆ รวมไปถึงอีกหลายกรมก็จะมีเรื่องแบบนี้เข้ามา
และสำหรับข่าวกระทรวงเกษตรฯในช่วงก่อนหน้านี้ ที่ทำให้ กระทรวงเกษตรฯ กลับมาอยู่ในพื้นที่ข่าวที่หลายคนให้ความสนใจก็คือ ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานระหว่างสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯกับ นายราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงฯ
นักข่าวต้องรักษา
ระยะห่างกับแหล่งข่าว
เราจึงถามว่า ข่าวเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงเกษตรฯ นักข่าวสายกระทรวงฯให้น้ำหนักการทำข่าวมากน้อยแค่ไหน"สมพิศ"เล่าว่า เรื่องแต่งตั้งโยกย้าย นักข่าวสายกระทรวงเกษตรฯ ก็จะมีการตรวจสอบเช็กข่าวกันในช่วงแต่งตั้งโยกย้าย โดยเฉพาะนักข่าวสายเกษตรฯที่เป็นแนวสายการเมือง จะให้ความสนใจประเด็นนี้ แต่ถ้าเป็นสายเศรษฐกิจ จะมองว่าไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ก็ตามเหมือนกัน ซึ่งวิธีการเช็กก็มีทั้งเช็กฝ่ายการเมือง แหล่งข่าวสายพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของรัฐมนตรีที่อยู่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเช็กทิศทางข่าวว่า คนที่มีอาจได้ตำแหน่งเขาสนิทกับใครในฝ่ายการเมืองหรือไม่ แนวโน้มจะส่งใครมารับตำแหน่งสำคัญต่างๆ แต่ปัจจุบันผมว่ามันมีการปล่อยข่าวกัน ผ่านข้าราชการระดับสูงแล้วตัวข้าราชการระดับสูงก็มีความเชื่อมโยงกับ สำนักข่าวบางแห่ง คือมันมีเรื่องของที่เรียกว่า ผลประโยชน์ร่วมกัน
สมมุติว่าบางคนปล่อยข่าวให้บางแห่ง แล้วสื่อนำไปลงเป็นสื่อแรกๆ คนก็มองว่า โผแม่น มันก็ดันยอดการติดตามข่าวในโซเชียลมีเดียให้สูงขึ้นไป แต่ถ้าคนที่ให้ข่าวคนนั้น ทำอะไรไม่ดี รับงานอะไรต่างๆ รับเงินทอน สื่อที่ได้ข่าวจากแหล่งข่าวคนนั้น ก็ไม่อยากตรวจสอบคนนั้น เพราะเป็นพวกเดียวกัน ตรงนี้ ก็เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งทำให้เรื่องของการตรวจสอบมันน้อยลง จากการที่ผมได้กลับมาสัมผัสที่กระทรวงเกษตรฯในรอบนี้
ถามย้ำว่า หากเปรียบเทียบแล้ว การทำข่าวเกษตรฯ ในยุคปัจจุบัน แตกต่างจากข่าวกระทรวงเกษตรในยุคอดีต โดยเฉพาะข่าวแนวตรวจสอบนโยบายหรือข่าวตรวจสอบการทุจริตมากน้อยแค่ไหน "สมพิศ"ไม่ใช้เวลาคิดนาน เขาตอบกลับทันทีว่า "มาก แตกต่างกันมาก"ซึ่งมันก็เหมือนกับอีกหลายกระทรวง เพราะว่าถ้าสื่อเลี้ยงตัวเองไม่ได้ โฆษณาไม่เข้า สิ่งเดียวที่จะต้องปรับตัวกันก็คือการหาเงินโดยอาศัยคอนเนกชัน แหล่งข่าวที่อยู่กระทรวงต่างๆ คุมงบประมาณ มีงบประชาสัมพันธ์งบจัดอีเวนต์ จัดสัมมนา หากสื่อไม่แยกหน้าที่ระหว่างการทำข่าวกับการหาเงินเข้าองค์กรหรือแม้แต่เข้าตัวเอง ข่าวมันก็จะไม่เป็นข่าว ข่าวตรวจสอบก็จะหายไป ตัวนักข่าว จะมาตรวจสอบคนที่ให้เงินที่ทำให้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงองค์กรต้นสังกัดหรือไม่ ก็ไม่
"เพราะฉะนั้นถึงจะมีการทำข่าวตรวจสอบ แต่อาจถูกเบรกก็ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ มันเป็นยุคตกต่ำของการทำข่าวแบบตรวจสอบ"
..และอีกอย่างหนึ่งคือ ธรรมชาติของข่าวสมัยนี้คนไม่ชอบอ่านอะไรยาว ๆ ไม่ชอบตามเรื่องไหนแบบต้องตามนานๆ เพราะชอบไวรัล ชอบกระแสเป็นหลัก ก็ยิงข่าวยิงคลิปไปก็จบ แต่การทำข่าวสืบสวนสอบสวนมันต้องอาศัยเวลาและความต่อเนื่อง จะนำเสนอแบบเป็นซีรีส์หรือว่าทำอะไรก็แล้วแต่ ที่ต้องใช้สมาธิในการทำ ต้องใช้เวลา ใช้พลังงานเยอะ บางที บางคนอาจกำลังทำข่าวเชิงตรวจสอบอยู่ แต่ต้นสังกัดโทรมาตามแล้ว บอกทำไมข่าวนี้ยังไม่ส่งมาอีก ตามไม่ทันสังกัดอื่นแล้ว ตอนนี้กระแสเรื่องนี้กำลังมา เรื่องนี้ทำให้ดันยอดวิวขึ้นสูง แต่ข่าวตรวจสอบต่างๆ มันไม่ดันยอดวิว แล้วยังต้องอาศัยเวลาในการทำอีก นอกเสียจากว่าทำแล้วบูมขึ้นมาจริง ๆ
ขณะเดียวกัน ระยะหลังพวกองค์กรต่างๆ เช่นองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบ ก็ไม่ค่อยดำเนินการอะไร มันก็ทำให้ นักข่าวก็ไม่รู้ว่าจุดจบของข่าวของตัวเองที่ทำจะไปจบตรงไหน หากหน่วยงานภาครัฐไม่ทำงานของตัวเองให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม คนมันก็เสียแรงเปล่าที่จะทำ และด้วยตัวข่าวแนวนี้ มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้เป็นไวรัลได้ง่าย แล้วยังมาเจอกระบวนการแบบนี้ มันทำให้คนทุจริตได้ใจและคิดว่าทันทำยังไงก็ได้ เสียเงินให้นักข่าว เสียเงินให้สื่อ แล้วก็ไปหากินกับงบประมาณประเทศ
เราถามถึงว่าต้องการส่งเสียงสะท้อนไปถึงสำนักข่าว-สื่อต่าง ๆว่าควรให้ความสำคัญกับข่าวกระทรวงเกษตรฯ มากขึ้นหรือไม่ ควรให้พื้นที่กับข่าวเชิงตรวจสอบในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ มากขึ้นหรือไม่"สมพิศ"ให้ทัศนะว่าจากประสบการณ์การทำงานข่าวที่ผ่านมา นายทุนก็คือนายทุน ที่ต้องคิดถึงเรื่องกำไร-ขาดทุน เป็นหลัก อะไรที่สร้างเงินสร้างทองได้ ทำรายได้เข้าองค์กรได้ก็จะยึดตรงนั้นเป็นหลัก อะไรที่ไม่มีประโยชน์ก็ตัดออกไปเพื่อลดรายจ่าย แล้วก็เพิ่มรายได้ผ่านการสร้างคอนเนกชัน จึงไม่คาดหวังว่าผู้บริหารสื่อจะมาคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม เพราะถ้าเขาคิดมันก็คงไม่มาถึงจุดนี้ ถึงวันนี้ได้
..แต่อยากให้ตัวนักข่าวรักษาช่องว่าง ระหว่างตัวเองกับแหล่งข่าว การจะหาเงินเข้าองค์กรต้นสังกัด ก็ต้องเป็นเรื่องขององค์กร ก็ไปบอกเซลล์-ฝ่ายการตลาดมาจัดการกันเอง ไม่ใช่ให้นักข่าวเป็นคนเดินเรื่องหรือว่าใช้ความสนิทสนมกับแหล่งข่าว หรือบางคนก็เปิดบริษัทของตัวเองโดยรับงานไปทำ แบบนี้มันไม่โอเค แต่ถ้าเรายังมีช่องว่าง ยังมีความคิดที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม นักข่าวก็ต้องยอมที่จะไม่รวย แต่อาจจะอยู่ได้
ถามปิดท้ายว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารประเทศอย่างเป็นทางการมาได้เดือนเศษ ในส่วนของข่าวกระทรวงเกษตรยุคปัจจุบันมองดูแล้วเป็นอย่างไรโดยเฉพาะกับรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯในยุคนี้ "สมพิศ"ให้ความเห็นว่า เท่าที่เห็นก็ยังไม่พ้นวังวน และวิธีคิดแบบเดิม ๆ สำหรับบางคน แต่ว่าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาบริหารกระทรวงฯ จากที่ผมได้เข้าไปนั่งคุยด้วย ประเภทรัฐมนตรีป้ายแดง พบว่าความคิดในเชิงการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์พอสมควร แล้วก็อยากทำมีไฟ มีแพชชั่น ที่อยากจะทำให้มันเกิดผลขึ้นมา อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเป็นคนเดิม ๆ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มคนเดิม ๆ เช่นที่ปรึกษา พบว่ายังมีวิธีคิดแบบเดิม ๆ ที่จะต้องหาโครงการเข้ามา
"ความคิดเห็นส่วนตัวของผม มองว่าตรงนี้มันจะเป็นจุดที่จะวัดกันว่าแล้วนักข่าวจะมีการตรวจสอบหรือไม่ เพราะหากเป็นพันธมิตรกัน เกี๊ยะเซียะกันหมด มันก็จะแย่จะหนักกว่าเดิม เพราะสถานการณ์มันแย่อยู่แล้ว เพราะหากเราไม่เปลี่ยนแปลงความคิด แล้วไหลไปตามกระแส คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือคนระดับล่าง"
