อนาคตโต๊ะข่าวต่างประเทศ  ในวันที่ AI ไล่ล่า  “ไม่พัฒนาฝีมือ…ก็เสร็จAI”                      

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร 

.................................................................

            การที่สื่อหลายสำนักนำ AI มาใช้ในองค์กรเพื่อสนับสนุนการทำงานข่าว โดยพบว่ามีการนำมาใช้กับการ”แปลข่าว-เรียบเรียงข่าวต่างประเทศ”ทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กีฬาและอื่นๆ ทำให้น่าสนใจว่า จะมีผลกระทบตามมากับโต๊ะข่าวต่างประเทศ ขององค์กรสื่อ-สำนักข่าว ตามมามากน้อยเพียงใด แล้วคนที่ทำงานในส่วนโต๊ะข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ต้องแปลข่าวต่างประเทศมาเป็นข่าวภาษาไทย มองเรื่องนี้อย่างไรและจะต้องมีการปรับตัว ปรับการทำงาน ในยุคต่อจากนี้อย่างไร เมื่อ AI กำลังเข้ามามีบทบาทงานในส่วนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ 

            "วีรพจน์ อินทรพันธ์ หัวหน้าข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ซึ่งมีประสบการณ์กับงานข่าวต่างประเทศมายาวนาน โดยนับถึงปัจจุบันทำงานที่โต๊ะข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาร่วม 17 ปี หลังเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกภาษารัสเซีย แต่ว่าก่อนจะมาอยู่ที่นสพ.ไทยรัฐ ตอนช่วงฝึกงานก่อนจบการศึกษาแม้จะเรียนด้านภาษา แต่มีความสนใจงานสื่อมวลชน-งานข่าว จึงไปฝึกงานที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยฝึกงานข่าวเศรษฐกิจด้านสายการตลาด ส่วนสาเหตุที่แม้เรียนด้านภาษา แต่ชอบการทำงานข่าว-หนังสือพิมพ์ เพราะมีความชอบเรื่องงานข่าว ชอบการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อนำมาเขียนข่าว-รายงานพิเศษ 

..สำหรับการเข้ามาทำงานที่โต๊ะข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผมก็ใช้วิธีเดินเข้ามาที่กองบรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเลยพร้อมเอกสารประวัติการทำงาน-การศึกษา เพื่อสมัครงานที่โต๊ะข่าวต่างประเทศ โดยที่ไม่ได้มีการโทรศัพท์ติดต่อนัดหมายล่วงหน้าหรือเขียนใบสมัครอะไรก่อนจะเดินเข้ามาทั้งสิ้น

ตอนนั้น หัวหน้าข่าวต่างประเทศนสพ.ไทยรัฐ คือพี่บวร โทศรีแก้ว พอเห็นผมเข้ามาสมัครงานแบบนี้ เขาก็ชอบบอกผมลุยดี เพราะการทำงานข่าว ก็ต้องมีการเข้าชาร์จเพื่อหาข่าวหาแหล่งข่าว ตอนไปสมัครงาน พอบอกว่าขอมาสมัครงานโต๊ะข่าวต่างประเทศ  ก็ได้นั่งคุยกันแล้วพี่บวร เขาก็ให้โอกาส ได้เข้ามาทำงานที่โต๊ะต่างประเทศไทยรัฐ จนถึงปัจจุบันร่วม 17 ปี

            ..การอยู่โต๊ะข่าวต่างประเทศที่ไทยรัฐ ไม่ใช่แค่แปลข่าวต่างประเทศ แต่ยังมีหน้าที่หลักคือต้องออกไปทำข่าวข้างนอกด้วย โดยทางหัวหน้าข่าว-บก.ข่าว เขาเห็นว่าผมได้เรื่องภาษาต่างประเทศก็จะส่งไปทำข่าวเกี่ยวกับงานของโต๊ะข่าวต่างประเทศ ส่งไปตามหมายงานต่างๆเช่น งานของสถานทูต่างประเทศในประเทศไทยหรืองานข่าวที่มีการนัดกับแหล่งข่าวสถานทูตต่างๆในประเทศไทย รวมถึงหมายไปต่างประเทศ ผมก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนขึ้นมาเป็นหัวหน้าข่าวต่างประเทศไทยรัฐ เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา นับถึงตอนนี้ก็ประมาณ5 ปี สำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบหลักๆ คือจะดูข่าวเกี่ยวกับต่างประเทศทั้งหมด เช่นข่าวความเคลื่อนไหวการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ  

ไม่ใช้AIในการทำงานข่าว

เอไอช่วยงานอะไรไม่ได้ 

            หลังรู้เส้นทางการทำงานข่าวที่โต๊ะข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ไทยรัฐข้างต้นแล้ว เราถามเข้าประเด็นเลยว่า "โต๊ะข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ"ใช้ AI เข้ามาช่วยหรือสนับสนุนการทำงานมากน้อยแค่ไหน” คำตอบที่ได้จาก"วีรพจน์ หัวหน้าข่าวต่างประเทศ นสพ.ไทยรัฐ"คือ ไม่ได้ใช้ในด้านงานข่าวเลย โดยเฉพาะไม่มีการนำ AI มาแปลข่าวต่างประเทศ ที่ใช้ก็เป็นแค่เรื่องการให้AI ช่วยตรวจปรู๊ฟพิสูจน์อักษร ตรวจดูการเขียนว่าสะกดถูกต้องหรือไม่ 

            "ผมไม่ใช้ AI ในการทำงานข่าวเลย คือในส่วนของเซกชั่นออนไลน์ จะใช้AI แปลข่าว เพราะว่าด้วยความเป็นออนไลน์ ปริมาณข่าวในการอัปข่าวขึ้นเว็บไซด์ นำเสนอผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งยุคปัจจุบันเป็นยุค KPI ด้วย โดยที่ก็ขึ้นอยู่กับทิศทางของแต่ละองค์กรด้วยในการวัดปริมาณข่าว การวัดยอดวิวข่าว แต่ของผม การทำงานจะมีความแตกต่างกัน เพราะงานที่รับผิดชอบคืองานหนังสือพิมพ์ ซึ่งแม้งานเสร็จออกมาแล้ว จะถูกนำไปนำเสนอออนไลน์อีกครั้ง แต่ว่าหลักๆ มันก็คือหนังสือพิมพ์อยู่ ซึ่งตัวผมเอง ก็มองว่าการทำข่าวการเสนอข่าวยุคปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือ ข่าวมันต้องสร้างต้องมีความแตกต่าง” 

            "วีรพจน์ หัวหน้าข่าวต่างประเทศ นสพ.ไทยรัฐ"กล่าวต่อไปว่า "สำหรับ AI ผมมองว่ามันช่วยอะไรผมไม่ได้ มันช่วยอะไรผมไม่ได้เลย"

            และกล่าวขยายความไว้ว่า ....  อย่างปัจจุบัน ตอนนี้จะมีปัญหาเวลาในวงข่าวต่างประเทศภาคสนาม เวลาออกงานข่าวต่างประเทศภาคสนาม จะเห็นน้องนักข่าวต่างประเทศรุ่นใหม่ๆ จะเน้นใช้AIในการหาข้อมูล แต่ต้องมาพูดกันก่อนว่า ระบบของ AI มันคือปริมาณ AI จะดูข้อมูลในอินเทอร์เน็ตทั้งหมดว่ามีปริมาณมากแค่ไหน และอะไรที่มีปริมาณมากที่สุด อันนั้นคือความจริง ความถูกต้อง

 ยกตัวอย่าง 100 ล้านเสิร์ชข้อมูล ซึ่งแบบว่า 90 ล้านมีแต่คนบอกว่า สมมุติบอกว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนแบบนี้ AI ก็จะเอาตามนั้น ซึ่งความจริงบางเรื่อง อย่างที่เป็นส่วนน้อยคือ 10 เปอร์เซ็นต์ อาจจะถูก แต่ว่าส่วนใหญ่ในออนไลน์ ไปเชื่อกันตรง 90 เปอร์เซ็นต์ AI ก็จะวัดข้อมูลเชิงปริมาณตรงนั้น มันยังไม่มีความฉลาดพอที่จะตรวจสอบได้ เพราะว่า AI คือการดูข้อมูลทั้งหมดอย่างGoogle Geminiมันคือทุกอย่างที่อยู่ในวงสภาพแวดล้อมของเขา ข้อมูลทั้งหมดที่มีการใช้เสิร์ชหา คนกำลังสนใจอะไร ข้อมูลเหล่านี้ มันจะเก็บข้อมูลไปประมวลพัฒนามันให้ฉลาดขึ้น ซึ่งตอนนี้มันยังอยู่ในจุด ๆ ที่มันยังไม่ฉลาดพอ เพราะมันดูยังมันยังวิเคราะห์แยกแยะแยะไม่ได้ มันจะประมวลผลจากสิ่งที่มีอยู่ในเว็บทั้งหมด

            เมื่อถามย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีการใช้ AI ในการทำงาน การแปลข่าวต่างประเทศเลยหรือ "วีรพจน์"ยืนยันกลับมาว่า "ไม่ใช้เลย  ผมไม่ใช้ ผมเป็นฝ่ายที่ไม่ใช้AI เลย" และให้เหตุผลอธิบายเพิ่มเติมว่า ...เพราะว่าอย่างการใช้ AI พวกสำนักข่าวออนไลน์อะไรต่างๆ ฝ่ายโต๊ะข่าวต่างประเทศ ผมจะเห็นเลยว่ามันคือการแปลตรงตัวโดยใช้ AI ซึ่งเนื้อหาที่ออกมา เท่าที่อ่านเขาจะเขียนเหมือนไม่ได้เป็นคนไทย ซึ่งตัวผมเอง ถูกสอนมาโดยนักข่าว-สื่อยุคทองรุ่นพี่ๆว่า "เราต้องอ่านข่าวต่างประเทศ แล้วเราเอามาประมวล เขียน-เรียบเรียงออกมาเป็นภาษาไทย และต้องเป็นภาษาภาษาข่าว"

            อย่างสำนักข่าวต่างประเทศเช่น สำนักข่าวเอพี สำนักข่าวเอเอฟี สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่เป็นสามสำนักข่าวกระแสหลัก ทั้งสามสำนักข่าวจะมีวิธีเขียนแบบของเขา เช่น เขียนออกมาเป็นพารากราฟ มีการโปรยประเด็นข่าว มีการสรุปข่าวนั้นๆ และมีการย้อนอดีตที่มาที่ไปของข่าวว่าก่อนหน้านี้แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้นแพทเทิร์นเขาจะเป็นอย่างงี้ แต่ของเราไม่ใช่ เราเขียนข่าวภาษาไทย พอเราอ่านข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศถ้าเราจะนำมาใช้ เราต้องอ่านจนตกผลึกแล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ให้เป็นข่าวภาษาไทย  ก็เหมือนกับเวลาจะเขียนหรือเรียบเรียงข่าวการเมือง ขาวเศรษฐกิจ ข่าวอาชญากรรม ที่คนเขียนข่าวที่ส่งกันเข้ามาแล้วเรียบเรียงออกมาให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ แต่หากจะเอาข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศมาใช้ โดยใช้ AI แปลและเรียบเรียง จริงอยู่ว่ามันทุ่นแรงการแปลได้ แต่พอใช้ AI พอเอาข่าวนั้นส่งไปให้เข้าระบบ AI แล้วแปลออกมา มันก็จะแปลออกมาตามต้นฉบับข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศเลยเช่น แปลออกมาตามที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน แปลแบบออกมาเป็นพารากราฟ ต่อพารากราฟ คนอ่านนำไปอ่านเอง แต่ของเรา

ใช้AIแปลข่าวต่างประเทศ

ปริมาณต้องแลกมาด้วยคุณภาพ  

            เมื่อถามถึงว่า ข่าวต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง ที่ใช้AI แปลพบว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นข่าวจากเว็บไซด์ สื่อออนไลน์ เพราะต้องการความเร็ว เน้นปริมาณ "วีรพจน์"กล่าวตอบรับว่า "ใช่ ใช้ปริมาณ แต่ส่วนตัว ผมก็มองว่า ปริมาณแต่มันก็ต้องแลกมาด้วยคุณภาพด้วย"..คือเท่าที่เห็น พอแปลออกมาแล้วนำมาใช้ ภาษามันจะแข็งๆ มันไม่น่าอ่าน อ่านไปบางทีมันแบบว่า ได้อะไรจากข่าวอย่างนี้ คือมันค่อนข้างโรบอท ยิ่งหากให้AI แปลแล้วเอามาใช้แบบตรงๆ เลยทั้งหมด ซึ่งนักข่าวที่อยู่โต๊ะข่าวต่างประเทศเอง ควรคิดด้วยว่าประโยคที่แหล่งข่าวเช่น หากเป็นคนตะวันตกพูด ประโยคนั้น หากแปลเป็นภาษาไทยจริงๆ แล้ว มันควรจะเป็นคำพูดลักษณะใด เพราะต้องดูอารมณ์ของแหล่งข่าวตอนที่เขาพูดด้วย แสดงออกด้วย

 เหมือนอย่าง เวลาเราอ่านข่าวการเมืองไทย ที่สื่อมวลชนตั้งคำถามกับแหล่งข่าว แล้วคำถามนั้น แหล่งข่าวมีสีหน้าหลังฟังคำถามดังกล่าวอย่างไร เช่น ฟังแล้วชักสีหน้า หรือฟังแล้วนิ่งเงียบก่อนจะตอบคำถามสื่อ ที่พอเราอ่านเราก็จะรู้ว่า เรื่องที่สื่อถาม นักการเมืองมีอารมณ์บางอย่างอยู่ แต่หากจะเอาตาม AI มันจะไม่ได้อารมณ์ของข่าว เช่น สื่อสหรัฐฯ ถามคำถามแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ออกอาการบางอย่างเช่นมีอาการหงุดหงิด ซึ่ง AI มันจะไม่ได้ตรงนี้เลย มันจะแปลออกมาตรง ๆ โดยบางทีประโยคดังกล่าวเป็นการประชดประชันเสียดสี แต่AI มันก็แปลออกมาตรงตัวตามประโยคตามดิชันนารี แปลออกมาตรงตัว กลายเป็นคำที่แปลออกมาแล้ว กลายเป็นคำพูดแบบนุ่มนิ่มหรือซอฟต์ไปเลยหรือไม่ก็คำแบบลักษณะเป็นทางการไปเลย ซึ่งความจริงถ้าไปดูคลิปวิดีโอเพิ่มหรือดูอะไรเพิ่มถึงเหตุการณ์ตอนให้สัมภาษณ์ จะรู้เลยว่ามันไม่ใช่

            ถามถึงว่าเท่าที่เห็น ข่าวต่างประเทศ ที่มีการใช้AIแปลออกมา มีการแปลผิดหรือข้อมูลคลาดเคลื่อนเยอะหรือไม่ "วีรพจน์-หัวหน้าข่าวต่างประเทศไทยรัฐ"ตอบว่า "ก็ยังถือว่าผิดพลาดไม่เยอะ เพราะก็มีการตรวจกรองอยู่ “เพราะหากมีนักข่าวมาช่วยกรองอีกที มันก็จะหลุดยาก เท่าที่เห็น ที่มีการปล่อยไก่ไป จะเป็นลักษณะน้องนักข่าวโต๊ะข่าวต่างประเทศที่เพิ่งมาทำงาน ไม่มีความรู้ภูมิหลังของข่าว แล้วก็ใช้เอไอในการช่วยเขียน แล้วก็มันก็ปล่อยหลุดไป โดยวันดังกล่าวอาจไม่มีคนกรองให้อีกที แล้วก็รีบอัพข่าว เพราะช่วงหลังเราก็จะพบว่า หลายสำนักให้กองบก.แต่ละส่วนอัพข่าวกันเอง ก็อาจทำให้ไม่มีคนมาช่วยดูกรองให้"

             "วีรพจน์-หัวหน้าข่าวต่างประเทศไทยรัฐ" ยังกล่าวถึงการสนับสนุนการใช้ AI ขององค์กรคือนสพ.ไทยรัฐ หลังเราถามว่าผู้บริหารไทยรัฐมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้AI ในการทำงานของโต๊ะข่าวต่างประเทศหรือไม่ โดยให้ข้อมูลว่า ก็ยังไม่มีการพูดกันชัดขนาดนั้น แต่ก็มีอยู่วันหนึ่ง ก็มีการบอกว่า มีเอไอตัวนี้จะลองใช้ดูไหม ก็แค่นั้น อย่างเรื่องพิสูจน์อักษรที่เขาเริ่มใช้กันตอนนี้ เขาก็ถามเหมือนกันว่าเราจะใช้หรือไม่ ซึ่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีโต๊ะพิสูจน์อักษรหรือปรู้ฟอยู่แล้ว แต่ว่า ในส่วนการพิสูจน์อักษร ผมก็ใช้นะเอไอ เพราะบางคอลัมน์ที่ยาวๆ เราตรวจทานแล้วแต่บางทีอาจจะหลุดตาไปก็จะมีใช้เอไอที่เป็นขององค์กรที่เขาจ่ายเงินในส่วนนี้แต่ก็จะมี account ให้กับฝ่ายข่าวให้ไว้ ผมก็จะใช้แต่ไม่เคยใช้ในการแปลข่าว เขียนข่าวต่างประเทศเพราะผมคิดว่านักข่าวเราต้องเก่ง 

ระบบAI ยังไม่ตอบโจทย์การหาข้อมูลเชิงลึก

            ถามต่อไปว่า การไม่ใช่AI เลยในการทำงานแบบนี้ ไม่กลัวตกรุ่น ตกขบวนหรือ เพราะใครๆก็ใช้AI ช่วยทำงานกันหมด "วีรพจน์-หัวหน้าข่าวต่างประเทศไทยรัฐ"ตอบชัดๆว่า มันต้องมองในมุมของข่าว เพราะว่าอย่างงานข่าวต่างประเทศหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ผมรับผิดชอบ มันต้องสร้างความแตกต่างในเรื่องการนำเสนอข่าว เหมือนอย่างตอนหลังก็จะได้เห็นหลายสำนักข่าว ก็ทำได้ดีในแง่ของการนำเสนอที่มีมุมเสนอที่ฉีก มีความน่าตื่นเต้นดี อย่างหากทุกแห่งกำลังเล่นข่าวเชิงปรากฏการณ์เช่น ใครด่ากับใคร  แต่เราเล่นเชิงลึกว่า ทำไมคนต้องมาทะเลาะกันในเรื่องนี้ เบื้องลึกเบื้องหลังมันมีอะไรอยู่ สิ่งเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่นักข่าวอย่างเรา ต้องหากันเอง ต้องศึกษาวิจัยสอบถามพูดคุยทำการบ้าน  ซึ่งเอไอไม่สามารถช่วยได้เลยในเรื่องนี้ 

เกิดผลกระทบแน่นอน 

หากเราไม่พัฒนาตัวเอง

เมื่อถามถึงอนาคตของโต๊ะข่าวต่างประเทศของสื่อและสำนักข่าวต่างๆ ที่มีการมองว่า จะได้รับผลกระทบจากเอไอเพราะบางสำนักอาจลดการจ้างคนลงเพราะใช้เอไอแปลข่าวที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายน้อยกว่าจ้างคนมาทำงานโต๊ะข่าวต่างประเทศ"วีรพจน์"มองประเด็นนี้ว่าอย่างน่าคิดว่า "จะเกิดผลกระทบแน่นอน หากเราไม่พัฒนาตัวเอง เพราะผมมองว่านักข่าว คนทำข่าวต้องมีการพัฒนาตัวเอง” เพราะผมเข้าวงการสื่อมา ด้วยความคิดที่ดีว่าพี่ๆ นักข่าวเก่งกัน แล้วผมก็ได้เห็นตัวอย่าง ได้เห็นความเขี้ยวในการทำงานข่าวของแต่ละคนในการมองประเด็นข่าว  ต่างประเทศก็เหมือนกัน นักข่าวต่างประเทศก็มีการมองประเด็นข่าวต่างๆ

และช่วงหลังเท่าที่เห็น คนก็เริ่มเบื่อคอนเทนต์ที่ใช้เสียงเอไอเล่าหรือรายงานข่าวเพราะตอนหลังใช้เสียงเอไอกันเยอะ คือใช้เอไออ่านให้ เสียงมันจะเป็นดิจิทัล มันไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ คนฟังก็ไม่ดู ไม่ติดตาม อย่างเท่าที่เห็นบางสำนักที่ใช้เอไอแปลข่าวต่างประเทศ แล้วพยายามดันข่าวอัพข่าวขึ้น ยอดคนดูยอดวิวก็น้อยมาก ขณะที่ข่าวซึ่งนักข่าวโต๊ะข่าวต่างประเทศ มีการนำข้อมูลต่างๆ มาประมวลแล้วเขียนออกมา แล้วพาดหัวลีดไป ปรากฎว่ามีคนอ่านมากกว่า 

..จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารสื่อแต่ละแห่งแล้วว่าจะชั่งใจยังไง จะคิดว่า ข่าวต่างประเทศ ก็ทำง่ายๆ มีอะไรก็ใช้เอไอแปล มันก็จบ แต่ในพื้นที่ข่าวต่างประเทศเช่นในหนังสือพิมพ์ ในหน้าข่าวต่างประเทศ การทำงานมันก็จะมีหลายองค์ประกอบอยู่ โดยเฉพาะเรื่องรักษาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เพราะข่าวต่างประเทศ ไม่ใช่แค่ว่าทำข่าวต่างประเทศกันไปอย่างเดียว แต่มันยังมีเรื่องของการเลือกรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆกับองค์กรของเรา 

เมื่อถามปิดท้ายว่า หากให้สรุปทิศทางอนาคตของข่าวต่างประเทศสำหรับสื่อไทย ในยุคที่เอไอเข้ามามีบทบทบาทในวงการสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนี้มองแล้วจะเป็นอย่างไรและสื่อโดยเฉพาะที่ทำด้านข่าวต่างประเทศต้องปรับอย่างไร "วีรพจน์ หัวหน้าข่าวต่างประเทศ นสพ.ไทยรัฐ"กล่าวว่า หากนักข่าวไม่พัฒนาฝีมือไม่ฝึกมองประเด็นข่าว ทำแค่เอาpress release มานำเสนอ ในเอกสารว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ไม่มีความสงสัย ไม่เกิดการตั้งคำถาม ถ้าเป็นแบบนี้   AI ก็ชนะ อันนี้ผมมองแบบภาพรวม ทั้งหมดก็คือ ต้องมีการพัฒนาตัวเอง อย่าคิดว่าเรื่องข่าวเป็นเรื่องง่าย แล้วก็แค่ทำข่าวไปวันๆ ไม่ศึกษาหาข้อมูล ทำงานแบบวันนี้ก็นั่งแปลข่าวนี้ไป พรุ่งนี้ก็นั่งแปลข่าวนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าแบบนี้ก็พังหากเป็นแบบนี้ทั้งหมด แล้วมันก็ไม่เป็นธรรมกับผู้อ่านด้วย เพราะตอนนี้สื่อบางแห่งก็ใช้ระบบต้องเสียเงินสมัครสมาชิก ไม่ได้อ่านฟรีทางเว็บไซด์ หากนักข่าวไม่พัฒนาตัวเอง AIก็จะเข้ามาครอง เพราะระบบAIตอนนี้ก็กำลังรวบรวมข้อมูลทำdata base ซึ่งในช่วงสองปีต่อจากนี้ AIจะเก่งขึ้น แล้วหากนักข่าวไม่พัฒนาตัวเองก็เสร็จ AI ไม่มองประเด็นข่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง จะมีผลกระทบตามมาในระดับนานาประเทศอย่างไร เช่น จีน ขยับเรื่องนี้กระทบกับไทยอย่างไร สหรัฐฯขยับเรื่องนี้จะมีผลกระทบกับไทยตามมาอย่างไร เป็นต้น ไม่ใช่มองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องไกลตัว แล้วก็รายงานข่าวให้คนอ่านคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวจริง แบบนี้มันก็อาจจะเสร็จ AI เพราะตอนนี้พวกข่าวต่างประเทศแบบข่าวรูทีน AIทำได้ แม้อาจไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ นักข่าวโต๊ะข่าวต่างประเทศ ก็ต้องพัฒนาตัวเอง ถ้าไม่ทำก็ตาย 

..............................................