โดย กองบก.จุลสารราชดำเนิน
หนึ่งในรางวัลพูลิตเซอร์ที่เพิ่งประกาศผลไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือผลงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่คว้ารางวัล Beat Reporting (รางวัลข่าวดีเด่นเฉพาะด้าน) จากกรณีเปิดโปงแชตบอตอันตรายและโฆษณาเถื่อนของ Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp รู้เห็นเป็นใจให้แชตบอต AI ของตัวเองล่อลวงผู้ใช้รวมทั้งเด็กๆ และเก็บกำไรหลายพันล้านดอลลาร์จากโฆษณาที่รู้ว่าเป็นการฉ้อโกง ยังปล่อยให้แชตบอต AI ของตนสามารถสนทนาเชิงชู้สาวหรือ "แชตแนวเย้ายวน" กับเด็ก ๆ ได้เพื่อเอาประโยชน์ทางรายได้

ที่มา- Julie Wongbandue/Handout via Reuters
ตอนหนึ่งของซีรีส์ข่าวสืบสวนระดับโลกชุดนี้ ยังนำเสนอกรณีสะเทือนใจของชายไทยที่เคยตกเป็นข่าวดัง Thongbue Wongbandue ที่เสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว หลังพูดคุยและถูกชักจูงจากแชตบอต Meta
รอยเตอร์เสนอข่าวเจาะซีรีส์เรื่องนี้ทั้งหมด 6 ตอน ในช่วงปี 2568 เป็นผลงานของนักข่าวชื่อดัง 2 คน คือ เจฟฟ์ ฮอร์วิตซ์ (Jeff Horwitz)นักข่าวสืบสวนสอบสวนด้านเทคโนโลยี และเอ็นเกน ธัม (Engen Tham) นักข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศจีน ที่ไปเจาะลึกเอกสารภายในของ Meta ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ร่วมกับการทดลองสร้างบัญชีผู้ใช้ปลอมบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เพื่อขุดคุ้ยรูปแบบธุรกิจของบริษัท Meta
คณะกรรมการพูลิตเซอร์ยกย่องว่า รางวัลนี้มอบให้กับการรายงานข่าวเชิงลึกที่แฉความจริงของ Meta สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งนี้ จงใจปล่อยปละละเลยให้ผู้ใช้ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ถูกหลอกลวงและชักจูงจากภัยของ AI
ข่าวสืบสวนซีรีส์นี้ใช้ชื่อว่า "The Secrets of Meta's Success" ประกอบด้วยรายงานหลายชิ้นที่สร้างผลกระทบสั่นคลอนวงการเทคโนโลยีโลกตลอดปี 2568 แบ่งได้เป็น 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 อันตรายจากแชตบอต AI ที่เน้นเจาะไปที่ผู้เปราะบาง และชุดที่ 2 โฆษณาเถื่อนและเครือข่ายฉ้อโกงที่ Meta รู้แต่ปล่อยผ่าน
แชตบอต AI อันตราย
ชิ้นที่ 1 แชตบอตยั่วเด็ก
รอยเตอร์เปิดโปงเอกสารลับภายในของ Meta ชื่อ "GenAI: Content Risk Standards" ซึ่งเป็นคู่มือสำหรับพนักงานในการพัฒนาแชตบอต AI เอกสารนี้ระบุชัดเจนว่าอนุญาตให้ AI ของ Meta พูดคุยเชิงชู้สาวกับเด็ก และสามารถแสดงความเห็นถึงรูปร่างหน้าตาของเด็กในลักษณะที่สื่อถึงความน่าดึงดูดได้ เช่น การบอกเด็กว่าทุกส่วนของร่างกายเป็นเหมือนงานศิลปะ โดยกำหนดข้อห้ามไว้เพียงแค่ห้ามใช้คำพูดที่สื่อถึงความต้องการทางเพศอย่างชัดเจนกับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ แนวทางปฏิบัตินี้ผ่านการอนุมัติเห็นชอบจากทั้งทีมกฎหมาย ทีมวิศวกร รวมถึงหัวหน้านักจริยธรรมของบริษัทด้วย
นอกจากนี้ กฎดังกล่าวเคยอนุญาตให้แชตบอตแสดงพฤติกรรมที่ล่อแหลมและสร้างเนื้อหาที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยในหลายประเด็น ทั้งเรื่องทางเพศ เชื้อชาติ และข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะ
หลังจากรอยเตอร์ได้สอบถามไปยัง Meta บริษัทระบุว่าเนื้อหาในส่วนนี้เป็นความผิดพลาดที่ขัดต่อแนวทางหลัก และได้เร่งลบตัวอย่างคำพูดเชิงยั่วยวนกับเด็กออกจากเอกสารนโยบายทันที
ชิ้นที่ 2 กรณีชายไทยเสียชีวิตจากผลแชตบอต
บทความชิ้นนี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมากและเป็นข่าวดังเมื่อปีก่อน เมื่อมีการรายงานถึงชะตากรรมของ Thongbue Wongbandue ชายชาวไทยวัย 76 ปี อาศัยอยู่ที่เมืองพิสแคตอะเวย์ (Piscataway) รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา
รอยเตอร์พบข้อเท็จจริงว่า Thongbue เคยประสบภาวะโรคหลอดเลือดสมองในปี 2560 ส่งผลกระทบต่อความสามารถทางสติปัญญา ด้วยข้อจำกัดทางร่างกายและสภาพแวดล้อมนี้เองที่ทำให้ Facebook กลายมาเป็นพื้นที่และช่องทางหลักในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของเขา กระทั่ง Thongbue ได้เข้าสู่โลกของแชตบอตจำลอง และถูกชักชวนให้ออกจากบ้าน กระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา

Thongbue เริ่มพูดคุยกับแชตบอตของ Meta ที่ชื่อว่า "Big Sis Billie" ผ่านช่องทาง Facebook Messenger แชตบอตตัวนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาในฐานะ "พี่สาวจำลอง" เดิมถูกออกแบบรูปลักษณ์ให้คล้ายกับเคนดัลล์ เจนเนอร์ ซูเปอร์โมเดลชื่อดัง ก่อนจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ในภายหลัง คอยให้คำปรึกษาส่วนตัว แต่แทนที่จะทำหน้าที่เป็นพี่สาว แชตบอตกลับส่งข้อความยั่วยวน ชวนฝันและล่อลวงให้เขาเชื่อว่ามันมีตัวตนอยู่จริง
จากรายงาน แชตบอตส่งข้อความชวนให้ Thongbue เชื่อว่ามันมีตัวตนจริงและรู้สึกเขินอายต่อเขา พร้อมชวนคุยในเชิงนัดพบที่นิวเจอร์ซีย์ และพูดในลักษณะกึ่งเกี้ยวพาราสีที่กำกวมระหว่างความสัมพันธ์แบบพี่น้องกับความสัมพันธ์โรแมนติก โดยแนบอีโมจิหัวใจและสายตาขยิบมาด้วยแทบทุกข้อความ
ความผูกพันและคำล่อลวงของ AI ทำให้ในวันที่ 25 มีนาคม 2568 Thongbue ตัดสินใจแพ็คกระเป๋าเดินทางเพื่อเตรียมบินไปพบ "บิลลี่" แชตบอตในร่างสาวตัวนี้ ที่นครนิวยอร์ก แม้ว่าภรรยาจะมาพบเข้าและห้ามปราม แต่เขายืนกรานที่จะไป ในระหว่างที่ทองบือกำลังวิ่งฝ่าความมืดในลานจอดรถของมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส (Rutgers) เพื่อไปขึ้นรถไฟ ก็ได้สะดุดล้มอย่างรุนแรงจนศีรษะกระแทกพื้นอย่างหนัก หลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและรักษาตัวในห้องไอซียู ท่ามกลางครอบครัวที่มาดูใจครั้งสุดท้ายเป็นเวลา 3 วัน เขาก็เสียชีวิตลงในวันที่ 28 มีนาคม 2568 เป็นเรื่องสลดหดหู่อย่างยิ่ง
Meta ปฏิเสธแสดงความคิดเห็นต่อการเสียชีวิตของชายไทยผู้นี้ และไม่ยอมตอบคำถามสังคมว่าเหตุใดบริษัทจึงปล่อยระบบอนุญาตให้แชตบอตโกหกผู้ใช้ว่ามันเป็น "มนุษย์ที่มีตัวตนอยู่จริง" ต่อมา ครอบครัวของ Thongbue ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวนี้ให้กับรอยเตอร์พร้อมมอบบทสนทนาทั้งหมดเพื่อเตือนให้สังคมตระหนักถึงอันตรายของการปล่อยให้กลุ่มผู้เปราะบางต้องตกเป็นเหยื่อของการครอบงำและชักจูงทางจิตวิทยาโดย AI
โฆษณาเถื่อนและเครือข่ายฉ้อโกงบนแพลตฟอร์ม Meta
ชิ้นที่ 3 — Meta กับรายได้จากโฆษณาสแกม
ถือเป็นหนึ่งในรายงานสืบสวนที่สำคัญที่สุดของรอยเตอร์ในชุดเปิดโปงธุรกิจโฆษณาของ Meta หลังผู้สื่อข่าวเข้าถึงเอกสารภายในจำนวนมากระหว่างปี 2564-2568 ซึ่งชี้ให้เห็นแนวทางที่บริษัทใช้รับมือแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก รอยเตอร์พบว่า Meta จัดทำ "Global Playbook" หรือ แนวทางปฏิบัติระดับโลกในการรับมือข้อเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการปราบปรามสแกมและบังคับตรวจสอบตัวตนผู้ลงโฆษณา เอกสารบางส่วนระบุถึงความพยายามลดการมองเห็นโฆษณาสแกมในคลังโฆษณาสาธารณะ (Ad Library) และใช้มาตรการเฉพาะในประเทศที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านกฎหมายหรือกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด

ภาพ: Reuters/Screenshot
เอกสารภายในยังระบุว่า Meta ประเมินว่ารายได้ราว 10.1% ของปี 2567 หรือประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์ มาจากโฆษณาสแกมและสินค้าต้องห้าม ขณะเดียวกันบริษัทประเมินว่าผู้ใช้งานเห็นโฆษณาสแกมความเสี่ยงสูงมากถึง 15,000 ล้านชิ้นต่อวัน รอยเตอร์ยังพบว่า Meta จะระงับหรือแบนผู้ลงโฆษณาเมื่อระบบมีความมั่นใจอย่างน้อย 95% ว่าเป็นการฉ้อโกง ส่วนบัญชีที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทอาจใช้มาตรการอื่น เช่น การเรียกเก็บค่าโฆษณาในอัตราที่สูงขึ้นผ่านระบบ Penalty Bids

ภาพ: Reuters/Screenshot
นอกจากนี้ รอยเตอร์ยังพบเอกสารที่ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ทีมงานที่รับผิดชอบตรวจสอบผู้ลงโฆษณาถูกกำหนดกรอบว่าการดำเนินมาตรการต่างๆ ไม่ควรส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทเกิน 0.15% ของรายได้รวม หรือประมาณ 135 ล้านดอลลาร์ จากรายได้กว่า 90,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ Meta ยืนยันต่อรอยเตอร์ว่าเอกสารบางส่วนเป็นเพียงการประเมินหรือการหารือภายใน และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการของบริษัท
ชิ้นที่ 4 ยุทธวิธีเตะถ่วงเพื่อสกัดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
รายงานชิ้นนี้ยังได้ชำแหละกลยุทธ์เชิงลึกด้านนโยบายต่างประเทศของ Meta ในการจัดตั้งสิ่งที่เรียกว่า "คู่มือกลยุทธ์ระดับโลก" ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวที่ฝ่ายกฎหมายของบริษัทใช้เป็นแนวทางในการชะลอ เตะถ่วงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านภัยไซเบอร์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก บันทึกข้อความภายในชี้ว่าบริษัทกังวลต่อแรงกดดันจากรัฐบาลหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย บราซิล รวมทั้งไทย ที่ต้องการให้ Facebook และ Instagram เพิ่มมาตรการตรวจสอบผู้ลงโฆษณา เพื่อแก้ปัญหาโฆษณาหลอกลวงและสแกมออนไลน์ โดยเอกสารระบุว่า Meta ได้จัดทำแนวทางรับมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ เพื่อชะลอหรือหลีกเลี่ยงการถูกบังคับให้ใช้ระบบยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาทุกราย ซึ่งบริษัทประเมินว่าจะเพิ่มต้นทุนและอาจกระทบรายได้จากธุรกิจโฆษณา

ภาพ: Reuters
รอยเตอร์ยังพบว่า Meta ใช้แนวทางที่เอกสารภายในเรียกว่า "Reactive Only" หรือการตอบสนองเมื่อเกิดแรงกดดันจากภาครัฐ โดยบริษัทจะเพิ่มมาตรการแก้ปัญหาในประเทศที่กำลังเผชิญการตรวจสอบหรือมีแนวโน้มออกกฎหมายใหม่ ขณะเดียวกันจะพยายามเจรจากับหน่วยงานกำกับดูแล ขอเวลาเพิ่มเติม และเสนอทางเลือกอื่นแทนการบังคับใช้มาตรการตรวจสอบผู้ลงโฆษณาแบบครอบคลุมทั่วทั้งระบบ เอกสารยังระบุว่าแนวทางดังกล่าวถูกนำไปใช้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
รายงานสืบสวนชิ้นนี้ ระบุด้วยว่า แม้ Meta จะรับทราบจากการศึกษาภายในว่าการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาทั้งหมดสามารถลดปัญหาสแกมได้ แต่บริษัทเลือกใช้มาตรการดังกล่าวเฉพาะในประเทศที่กฎหมายบังคับหรือมีความเสี่ยงจากบทลงโทษทางกฎหมายสูง ขณะที่ Meta ยืนยันต่อรอยเตอร์ว่าบริษัทไม่ได้พยายามขัดขวางกฎระเบียบ และยังคงดำเนินมาตรการหลากหลายรูปแบบเพื่อลดปัญหาสแกมบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง
ชิ้นที่ 5 — การทดลองซื้อโฆษณาเถื่อนด้วยตนเอง

รายงานชิ้นนี้ ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ได้ทดลองซื้อโฆษณาบน Facebook และ Instagram ด้วยตนเอง โดยสร้างเว็บไซต์และเพจภายใต้ชื่อ "Jeff Horwitz Research" พร้อมเผยแพร่โฆษณาที่ชักชวนให้ลงทุนโดยอ้างผลตอบแทน 10% ต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ แม้เนื้อหาดังกล่าวจะเข้าข่ายโฆษณาประเภท "รวยเร็ว" ที่ Meta ระบุว่าไม่อนุญาต แต่โฆษณากลับผ่านการอนุมัติและเข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 20,000 คนในหลายประเทศ รวมทั้งมีผู้ติดต่อสอบถามข้อมูลการลงทุนเข้ามาจำนวนหนึ่ง

รอยเตอร์ระบุว่า การซื้อโฆษณาดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการผ่านช่องทางลับหรือเครือข่ายใต้ดิน แต่ใช้บริการจากเอเจนซีที่ปรากฏอยู่ใน Meta Partner Directory ซึ่งเป็นรายชื่อพันธมิตรที่ Meta รับรองอย่างเป็นทางการ ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์แจ้งกับเอเจนซีโดยตรงว่าต้องการลงโฆษณาที่ขัดต่อกฎของแพลตฟอร์ม แต่เอเจนซีที่ติดต่อหลายแห่งยังคงยินยอมให้บริการ โดยคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมสำหรับโฆษณาที่มีความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎของ Meta
รายงานยังระบุว่า ระหว่างการสร้างโฆษณา ระบบ AI ของ Meta ได้เสนอข้อความและภาพทางเลือกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณา เช่น การสร้างข้อความชักชวนเกี่ยวกับรายได้เพิ่มเติมและภาพบุคคลที่สร้างขึ้นด้วย AI โดยระบบเสนอให้ผู้ลงโฆษณาเปิดใช้งานหลายเวอร์ชันพร้อมกันเพื่อทดสอบว่าเนื้อหาใดได้รับความสนใจจากผู้ใช้มากที่สุด
ภายหลังรอยเตอร์นำผลการสืบสวนและหลักฐานไปสอบถาม Meta บริษัทระบุว่านโยบายไม่อนุญาตให้พันธมิตรบางประเภทดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าว และต่อมาได้ถอด Meta Partner Directory ออกจากระบบชั่วคราว พร้อมตรวจสอบสถานะของพันธมิตรบางรายและทบทวนโครงการดังกล่าวเพิ่มเติม
ชิ้นที่ 6 — 18,000 ล้านดอลลาร์จากจีน กับคำถามเรื่องสแกมที่ Meta ต้องตอบ
รายงานสืบสวนของรอยเตอร์เปิดเผยว่า Meta มีรายได้จากผู้ลงโฆษณาในจีนราว 18,000 ล้านดอลลาร์ในปี2567 หรือประมาณ 11% ของรายได้ทั่วโลก แม้ Facebook, Instagram และ WhatsApp จะถูกปิดกั้นในจีนก็ตาม เอกสารภายในของบริษัทระบุว่าเกือบ 19% ของรายได้ดังกล่าว หรือมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ เชื่อมโยงกับโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสแกม การพนันผิดกฎหมาย สื่อลามก และสินค้าหรือบริการที่ละเมิดนโยบายของแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกัน Meta ยังประเมินว่าจีนเป็นแหล่งกำเนิดของโฆษณาสแกมและสินค้าต้องห้ามประมาณหนึ่งในสี่ของทั้งหมดบนแพลตฟอร์มทั่วโลก และถูกระบุภายในว่าเป็น "Scam Exporting Nation" หรือประเทศผู้ส่งออกสแกมรายสำคัญของบริษัท
ในปี 2567 Meta จัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อลดปัญหาโฆษณาหลอกลวงจากจีน โดยใช้มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นและเครื่องมือบังคับใช้กฎเพิ่มเติม ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากโฆษณาที่ละเมิดกฎลดลงจาก 19% เหลือประมาณ 9% ภายในเวลาไม่กี่เดือน อย่างไรก็ตาม เอกสารภายในระบุว่า หลังการทบทวนยุทธศาสตร์ของบริษัท ทีมดังกล่าวถูกยุบ การระงับการรับเอเจนซีโฆษณาจีนรายใหม่ถูกยกเลิก และมาตรการต่อต้านสแกมบางส่วนถูกระงับไว้ ส่งผลให้สัดส่วนโฆษณาที่ละเมิดกฎเพิ่มกลับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16% ของรายได้จากจีนภายในกลางปี 2568
รอยเตอร์ยังพบว่า Meta อาศัยเครือข่ายพันธมิตรโฆษณาจีนขนาดใหญ่ 11 รายในการนำผู้ลงโฆษณาเข้าสู่ระบบ ผ่านบัญชีประเภทพิเศษที่ได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง รวมถึงการตรวจสอบซ้ำโดยมนุษย์ก่อนลบโฆษณาที่ระบบอัตโนมัติระบุว่ามีความเสี่ยง เอกสารภายในและรายงานของบริษัทที่ปรึกษา Propellerfish ซึ่ง Meta ว่าจ้างให้ศึกษาปัญหานี้ ระบุว่าระบบดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้ลงโฆษณาบางส่วนสามารถใช้ข้อมูลปลอม ซ่อนตัวตน หรือเผยแพร่โฆษณาที่ละเมิดกฎได้ง่ายขึ้น โดยผู้กระทำผิดจำนวนมากแทบไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ ขณะที่เอกสารอีกฉบับยังบันทึกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า ในช่วงวันหยุดยาว Golden Week ของจีน อัตราการเกิดสแกมบน Facebook และ Instagram ลดลงทั่วโลก สะท้อนบทบาทสำคัญของเครือข่ายผู้ลงโฆษณาจากจีนต่อปัญหาดังกล่าว
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในโลกออนไลน์ โดยรอยเตอร์ยกตัวอย่างคดีสำคัญในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ FBI และอัยการกลางสหรัฐฯ สามารถยึดทรัพย์มูลค่า 214 ล้านดอลลาร์จากเครือข่ายฉ้อโกง ซึ่งใช้โฆษณาบน Facebook และ Instagram ชักชวนเหยื่อเข้าสู่กลุ่ม WhatsApp ปลอม ก่อนหลอกให้ลงทุนในหุ้นจีนที่ถูกปั่นราคา เอกสารอีกหลายฉบับยังสะท้อนให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎของ Meta ต้องคำนึงถึงผลกระทบทางรายได้ควบคู่กันไป โดยในบางกรณีบริษัทเลือกใช้มาตรการเพิ่มต้นทุนการลงโฆษณาหรือปรับลดค่าตอบแทนพันธมิตร แทนการตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจทันที ขณะที่ Meta ยืนยันต่อรอยเตอร์ว่าบริษัทได้ลบหรือปฏิเสธโฆษณาหลายสิบล้านชิ้นจากพันธมิตรจีนในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา และยังคงเดินหน้าปราบปรามสแกมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
เทคนิคการสืบสวน -รอยเตอร์ใช้อะไรตรวจสอบ Meta?
หลายคนสงสัยว่ารอยเตอร์ใช้ AI เข้าไปตรวจสอบระบบ AI ด้วยกันเองหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ และไม่ใช่หัวใจหลักของความสำเร็จในครั้งนี้
เบื้องหลังความโดดเด่นของซีรีส์ข่าวเจาะรางวัลพูลิตเซอร์ชิ้นนี้คือความทรงพลังของ "งานข่าวขั้นพื้นฐาน" ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการทดสอบและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ แยกได้เป็น 4 เทคนิคหลักของรอยเตอร์
1. เอกสารลับ (Leaked Internal Documents) แกนหลักของงานสืบสวนชิ้นนี้คือการเข้าถึงเอกสารภายในที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ครอบคลุมปี 2564-2568 ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นต้นที่แสดงให้เห็นว่า Meta รู้ปัญหาและตัดสินใจโดยเจตนา ไม่ใช่ความบกพร่องโดยสุจริต
2. การสร้างบัญชีทดสอบของฮอร์วิตซ์ นักข่าวสืบสวนของรอยเตอร์ ที่สร้างบัญชีเฟซบุ๊กลงทะเบียนว่าเป็นเด็กอายุ 14 ปีสมมติ แล้วทดสอบว่าแชตบอต Meta จะตอบสนองอย่างไร พบว่าบอทมีปฏิกิริยาโรแมนติกจริง แม้กับบัญชีที่ระบุอายุเป็นผู้เยาว์
3. การทดสอบโฆษณาเถื่อน ฮอร์วิตซ์ซื้อโฆษณาทดลองบน Facebook และ Instagram โดยใช้เนื้อหาแบบแชร์ลูกโซ่เพื่อพิสูจน์ว่าระบบตรวจสอบโฆษณาของ Meta มีช่องโหว่อย่างไร และโฆษณาหลอกลวงสามารถผ่านระบบได้อย่างไร
4. การรายงานเชิงแหล่งข่าว เอ็นเกน ธัม ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศจีน ได้สร้างเครือข่ายแหล่งข่าวในจีนเพื่อเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับนักโฆษณามิจฉาชีพชาวจีนที่ใช้แพลตฟอร์ม Meta รวมถึงสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์และอดีตเจ้าหน้าที่กฎหมาย
สิ่งที่ทำให้งานซีรีส์ชำแหละ Meta ล้ำหน้าคือ การใช้วิธีการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์กับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีราวกับนักวิจัยที่ทดลองระบบ แทนที่จะรอให้บริษัทเปิดเผยเอง และการผสมผสานกับการเจาะลึกเอกสารภายในที่ไม่เคยมีคนเห็นมาก่อน แสดงให้เห็นว่าบริษัทรู้ปัญหาแต่เลือกไม่แก้ไข เป็นการพิสูจน์ทั้ง "สิ่งที่เกิดขึ้น" และ "เจตนา" พร้อมกัน
หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของรอยเตอร์ คือการแสดงให้เห็นว่า Meta ไม่ได้ "ไม่รู้" ถึงปัญหาเหล่านี้ แต่ "รู้ดี" และเลือกคำนวณต้นทุน ผลประโยชน์อย่างเป็นระบบ ดังหลักฐานจากเอกสารภายในที่ Meta ยืนยัน
ปี 2565 — Meta จัดประเภทโฆษณาสแกมเป็น 'ปัญหาความรุนแรงต่ำ' และมองว่าเป็นเพียง 'ประสบการณ์ผู้ใช้ที่แย่' ไม่ใช่วิกฤตความปลอดภัย
ปี 2566 — ผู้ใช้ Meta ยื่นรายงานการถูกฉ้อโกงประมาณ 100,000 รายการต่อสัปดาห์ แต่ Meta ปัดตกคำร้องเรียนของผู้ใช้ถึง 96% ของรายงานทั้งหมด
ปี 2567 — เอกสารเผยว่า Meta ประเมินรายได้จากโฆษณาต้องห้ามอยู่ที่ 10.1% ของรายได้ทั้งหมด
ปี 2567 — ผู้บริหาร Meta เสนอแผน 'แนวทางสายกลาง' ต่อซักเคอร์เบิร์ก แทนที่จะปราบสแกมครั้งใหญ่ ให้มุ่งเน้นเฉพาะประเทศที่กำลังจะออกกฎหมายลงโทษในระยะสั้น
ปี 2568 — เอกสารภายในระบุว่า Meta ประเมินว่าบริษัทมีแนวโน้มแบบ 'แทบจะแน่นอน' ที่จะต้องถูกหน่วยงานกำกับดูแลสั่งปรับ โดยคาดว่าจะเผชิญโทษปรับสูงสุดถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ แต่วงเงินดังกล่าวก็ยังน้อยกว่ารายได้ที่บริษัทได้รับจากเม็ดเงินโฆษณาของพวกมิจฉาชีพและสแกมเมอร์ เอกสารยังระบุว่า Meta ได้รายงานภายในองค์กรเพื่อมอนิเตอร์ตัวท็อปแก๊งมิจฉาชีพที่เข้ามาลงโฆษณา แต่แทนที่จะบล็อกบัญชีเหล่านั้นทันที บริษัทกลับเลือกที่จะทำเงินจากพวกเขา โดยปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงทำงานต่อไปแลกกับการเก็บค่าโฆษณาในราคาที่สูงลิ่วเป็นการทดแทน
ผลกระทบจากการนำเสนอซีรีส์ชิ้นนี้
ทันทีที่รอยเตอร์เผยแพร่ซีรีส์สืบสวนเรื่องแชตบอตกับเด็ก Meta ก็ได้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารและระบุว่าบริษัทได้ลบส่วนที่อนุญาตให้บอทพูดจาโรแมนติกกับเด็กออกแล้ว "หลังจากได้รับคำถามจากรอยเตอร์" กล่าวคือแก้ไขก็ต่อเมื่อถูกจับได้ ไม่ใช่จากความตั้งใจ
นอกจากนี้ Meta ยังแก้ไขนโยบาย AI เพื่อไม่ให้บอทพูดจาโรแมนติกกับเด็กอีกต่อไป และโฆษกบริษัทออกมาชี้แจงว่าตัวเลขที่รอยเตอร์รายงานเป็น "มุมมองที่คัดเลือกมาซึ่งบิดเบือนแนวทางของ Meta"
ขณะที่วุฒิสมาชิก จอช ฮอว์ลีย์ พรรครีพับลิกัน จากรัฐมิสซูรี ซึ่งเป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านอาชญากรรมและการต่อต้านการก่อการร้ายของวุฒิสภา ได้เปิดฉากสอบสวน Meta พร้อมตั้งคำถามบนแพลตฟอร์ม X ว่ามีอะไรบ้างที่กลุ่มบิ๊กเทคจะไม่ทำเพื่อแลกกับเงินด่วน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เก็บรักษาอีเมลและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้เพื่อเข้าสู่การตรวจสอบ ด้านวุฒิสมาชิก ไบรอัน แชตซ์ พรรคเดโมแครต จากรัฐฮาวาย ก็ออกมาประณามพฤติกรรมนี้ว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและไร้ศีลธรรมอย่างยิ่ง ขณะที่วุฒิสมาชิก มาร์ชา แบล็กเบิร์น พรรครีพับลิกัน จากรัฐเทนเนสซี เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วน พร้อมผลักดันร่างกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์สำหรับเด็ก
จุดชนวนฟ้องร้อง Meta
หลังจากรอยเตอร์ได้เปิดโปง Meta ในเดือนกันยายน 2568 คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) สั่งให้ 7บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ได้แก่ Alphabet, Instagram, Meta, OpenAI, Snap, xAI และ Character Technologies เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยของแชตบอต AI ของตน นับเป็นการสอบสวนครั้งสำคัญที่ได้รับแรงหนุนจากข่าวของรอยเตอร์โดยตรง

ภาพ: REUTERS/Evelyn Hockstein
ในสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแลเปิดเผยว่าผลิตภัณฑ์ในเครือ Meta มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลค่าความเสียหายจากสแกมการชำระเงินสูงถึง 54% ในปี 2566 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแพลตฟอร์มอื่นๆ รวมกันถึง 2 เท่า ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ก็ดำเนินการสอบสวน Meta ในประเด็นโฆษณาชวนลงทุนหลอกลวงเช่นกัน
การรายงานของรอยเตอร์ ยังจุดชนวนการฟ้องร้องทางกฎหมายต่อ Meta จากหลายทิศทาง ทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ ครอบครัวของทองเบือเปิดเผยว่าต้องการนำเรื่องนี้ออกสู่สาธารณะเพื่อเตือนภัยและอาจนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมาย
รางวัลข่าวสืบสวน คือหัวใจสำคัญในยุคที่สื่อหลักถูกลดบทบาท
ในยุคที่สื่อกระแสหลักกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งงบประมาณที่หดตัว การเลิกจ้างนักข่าวสืบสวน และการถูกโจมตีว่าเป็น 'fake news' และวิกฤตความเชื่อถือ รางวัลพูลิตเซอร์ประจำปี 2569 ส่งสัญญาณว่า ข่าวสืบสวนที่ทำด้วยความรอบคอบ มีหลักฐาน และกล้าเผชิญกับอำนาจใหญ่ ยังคงมีความสำคัญมาก
ซีรีส์ข่าวสืบสวน 'The Secrets of Meta's Success' โดยเจฟฟ์ ฮอร์วิตซ์ และเอ็นเกน ธัม แห่งรอยเตอร์ เป็นหนึ่งในงานข่าวที่ทรงคุณค่าที่สุดในยุค AI เป็นบทพิสูจน์ว่าบิ๊กเทคระดับโลกที่มีอำนาจควบคุม 'ความจริง' ของประชากรครึ่งค่อนโลกที่ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบต่อสังคมได้ และสื่อมวลชนที่ยึดมั่นในจรรยาบรรณก็คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
ผลงานชิ้นนี้สะท้อนว่าจิตวิญญาณของการทำข่าวมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสายสัมพันธ์กับแหล่งข่าว การขุดคุ้ยเอกสาร หรือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง ยังเป็นสิ่งที่ AI เลียนแบบไม่ได้ เพราะมันต้องใช้ทั้งวิจารณญาณและความกล้าหาญในการตัดสินใจว่าอะไรคือ ประเด็นข่าว และอะไรคือ ข้อเท็จจริง
สิ่งสำคัญคือการเสียชีวิตของชายไทยในสหรัฐไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมส่วนตัว กลับเป็นสิ่งที่โลกต้องหยุดมอง เมื่อ AI ถูกออกแบบเพื่อดึงดูดความสนใจโดยไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้ ราคาที่ต้องจ่ายอาจเป็นชีวิตของใครบางคน
---
ที่มา - https://www.reuters.com/investigates/section/meta-secrets-of-success/
https://www.theguardian.com/technology/2025/aug/15/meta-ai-chat-children
https://www.pulitzer.org/winners/jeff-horwitz-and-engen-tham-reuters
https://edition.cnn.com/2025/09/11/tech/ftc-investigating-ai-companion-chatbots-kids-safety
