โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
………………………………………………………..
หัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงความยั่งยืนของหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย Bangkok Post (บางกอกโพสต์) ซึ่งครบ 80 ปี ในปี 2569 และยังเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษระดับแถวหน้าของเมืองไทยตั้งแต่ก่อตั้งปี 2489 นั่นก็คือ "ฝ่ายแปล" หรือ "รีไรท์" (rewriter) ผู้ทำหน้าที่เจียระไนข่าวภาษาไทยให้กลายเป็นภาษาอังกฤษที่สละสลวยและแม่นยำให้กับผู้อ่านทั่วโลก
ทว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ คลื่นยักษ์ AI ได้ซัดเข้าหาชายฝั่งวิชาชีพนี้อย่างรุนแรง จนเกิดคำถามสำคัญว่า “อาชีพนักแปลกำลังจะตกงานหรือไม่?”

กมลวัฒน์ ประพฤติธรรม บรรณาธิการฝ่ายแปล (Translation Editor) ผู้คุมมาตรฐานงานแปลของนสพ. บางกอกโพสต์มายาวนานถึง 25 ปี เขาผ่านยุคการแปลด้วยพจนานุกรม หน้ากระดาษ A4 จนถึงยุคที่การแปลทั้งย่อหน้าสามารถเกิดขึ้นในไม่กี่วินาที ปัจจุบันเขาดูแลพนักงานแปลในเซคชั่น 1 (หน้า1-3) 6 คน รวมทีมทั้งหมด 7 คน
เส้นทางวิชาชีพของ กมลวัฒน์ ถูกหล่อหลอมด้วยความเชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ สำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนไปคว้าปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) จาก University of Warwick ประเทศอังกฤษ เขายังเป็นอาจารย์พิเศษอีกหลายแห่ง สอนวิเคราะห์ข่าวและการบรรณาธิการข่าวภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายภาควิชาการบริหารท่องเที่ยวและสอนการใช้ภาษาอังกฤษในงานวิจัยที่นิด้า (NIDA) และสอนที่มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์นในอดีต
กมลวัฒน์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการยอมรับว่า ผลกระทบของ AI ต่อการแปลนั้น “หนัก” และเข้ามากระทบต่อวิชาชีพที่ทำมาตลอดชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้
“การแปลมีผลกระทบโดยตรง และจะว่าหนักก็หนักครับ เพราะมันแทบจะเข้ามาแทนที่สิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิต เดี๋ยวนี้ AI สามารถทำสิ่งที่ปกติเราใช้เวลาเป็นชั่วโมงได้ภายใน 5-10 วินาที มันเร็วมากขนาดนั้น”
เขาอธิบายว่า คุณภาพของภาษาที่ AI แปลออกมาอยู่ในระดับที่ "ยอมรับได้" เพราะมันถูกสร้างขึ้นโดยใช้ฐานข้อมูลภาษาแม่ (Native Language) จากเจ้าของภาษาเอง ทำให้สำนวนที่ออกมาดูเหมือนมีฝรั่งมาแปลให้จริงๆ ซึ่งเราไม่สามารถไปแข่งกับ AI ในเรื่องของปริมาณข้อข้อมูลที่มันมีได้ เพราะมันมีเป็นล้านๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่สมองเราจำได้จำกัด
อย่าเคลิ้มกับ AI จนลืมความถูกต้อง
แม้ AI จะฉลาดและรวดเร็ว แต่กมลวัฒน์มองเห็นกับดักชิ้นใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานยุคนี้ นั่นคือความรู้สึกเคลิ้มไปกับภาษาที่สวยงามจนลืมตรวจสอบความถูกต้อง
“จุดที่แย่ที่สุดคือมันทำให้เราประมาทต่อเนื้อหาได้ เพราะคนคิดว่า AI ทำได้ทุกอย่าง เราเห็นมันเขียนสละสลวยเราก็เคลิ้มไปว่าข้อมูลมันใช้ได้ จนเกิดความประมาทว่าสิ่งที่ AI ผลิตออกมานั้นมีความถูกต้อง 100% ซึ่งอันนี้เป็นข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดที่คนสมัยนี้กำลังประสบอยู่”
กระบวนการทำงานในกองบรรณาธิการของโต๊ะข่าว จะเริ่มจากนักข่าวส่งข่าว หรือ มีข้อมูลข่าวส่วนที่เป็นภาษาไทย ถูกนำมาแปล หัวหน้าทีมแปลตรวจภาษา แปลให้เรียบร้อยเป็นภาษาข่าว ส่งให้ subeditor ซึ่งเป็นเจ้าของภาษาอังกฤษในโต๊ะข่าวหลัก (section1 หน้า1-3 ข่าว hard news ) 5–6 คน ตรวจสอบความชัดเจนและความไหลลื่นของเนื้อหา ก่อนส่งเข้าคิวพิมพ์
เมื่อ AI เข้ามา ทำให้ทีม "รีไรท์" ทั้ง 7 คนในเซคชั่นที่เขารับผิดชอบต้องปรับตัว โดยเขาไม่ได้สั่งให้ทุกคนเลิกใช้ AI แต่ขอให้ทุกคนทำหน้าที่เป็นเจ้านาย AI เริ่มจากการทดสอบอย่างหนักก่อนใช้งาน ส่วนใหญ่ใช้กับเนื้อหาที่ยาวและต้องการย่อให้สั้นลง เช่น ข่าวภาษาไทยสองหน้ากระดาษ แต่ต้องการภาษาอังกฤษแค่ 300 คำ จะให้ AI ช่วยตัดส่วนที่ซ้ำซ้อน ซึ่งในข่าวภาษาไทยมักซ้ำกันถึง 50% ทำให้เหลือเนื้อหาสำคัญได้อย่างแม่นยำถึง 99%

“ช่วงแรกผมบอกทุกคนว่า อย่าเพิ่งใช้กับงานจริง ให้เอาข่าววันนี้ไปลองให้ AI ทำที่บ้าน แล้วดูซิว่าความแตกต่างระหว่างที่เราแปลเองกับที่มันทำเป็นยังไง ดูซิว่าการเลือกตัดประเด็นมันทำได้ถูกอย่างที่เราต้องการไหม ซึ่งเราพบว่า 99% มันใช้ได้ เพราะภาษาไทยเวลาเขียนมามันมีเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมาเยอะมาก AI ทำหน้าที่กรองน้ำออกให้เหลือแต่เนื้องานได้ดี”
ปัจจุบัน ทีมแปลใช้ AI ช่วยแปลในส่วนของข่าวทั่วไปเพื่อประหยัดเวลา ซึ่งเดิมทีรีไรท์หนึ่งคนแปลได้วันละประมาณ 5 ข่าว แต่เมื่อมี AI เข้ามาจึงมีเวลาเหลือเฟือในการตรวจสอบรายละเอียดที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ข่าวที่ดูเหมือนเรียบง่ายแต่จริง ๆ แล้วมีจุดที่ขาดหาย สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะ AI เร็วกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า โดยหากเป็นข่าว hard news ที่ตรงไปตรงมา ทีมใช้ AI ช่วยแปลเกือบ 100% เพราะเน้นผลลัพธ์เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบการแปล ยังคงเข้มงวด 3 ชั้น ชั้นแรก รีไรเตอร์ตรวจ copy ภาษาไทยให้ครบถ้วน แปลแล้วตกแต่งให้สมบูรณ์ ชั้นที่สอง หัวหน้าทีมตรวจละเอียดเน้นจับตรรกะและโครงสร้าง ชั้นที่สาม subeditor ที่เป็นฝรั่งเจ้าของภาษาประจำกองบรรณาธิการ ตรวจความชัดเจน ความไหลลื่น และจุดตกหล่น เช่น คำว่า “กระสุน” ในภาษาอังกฤษมีบริบทต่างกันถึง 20 คำ ขึ้นกับสถานการณ์และประเภทอาวุธ
ปัจจุบันแม้บริษัทไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเกี่ยวกับการใช้ AI แต่ทุกคนยอมรับร่วมกันในทางปฏิบัติในการใช้ AI แต่ในกองบรรณาธิการจะเน้นย้ำ ห้ามเกิดความผิดพลาด เพราะความรับผิดชอบจะตกอยู่ที่มนุษย์ทั้งหมด ไม่สามารถโยนความผิดให้ AI ได้ กฎหมายจะไล่ตามไปถึงบรรณาธิการ หัวหน้าทีม และรีไรท์ ไม่มีใครลากคอ AI ขึ้นศาลได้
“เราจะบอกว่ามันเป็นความผิดของ AI ไม่ได้ เพราะผู้อ่านเชื่อว่ามนุษย์เป็นคนเขียน เราใช้คำว่า Post Reporter เป็นโล่บังตัวเพื่อหลีกหนีความรับผิดชอบทางกฎหมายไม่ได้ สุดท้ายความรับผิดชอบมันไล่มาตั้งแต่รีไลฟ์ หัวหน้าข่าว ไปจนถึง บก.”
หากสรุป หลักการทำตัวเป็น "นายของ AI" ไว้ 3 ข้อที่ต้องจำให้ขึ้นใจ 1.ต้องอ่านต้นฉบับให้ถ้วนถี่ก่อน อย่าปล่อยให้ AI ทำโดยที่เรายังไม่ได้อ่านภาษาไทยให้เข้าใจถ่องแท้ 2.ต้องรู้มากกว่า AI เราต้องตรวจสอบ ให้ได้ว่าจุดไหนที่ AI งอก ข้อมูลเอง 3.เราต้องเป็นคนตัดสินใจสุดท้าย เพราะ AI คือเครื่องมือช่วยไม่ใช่คนกำหนดทิศทาง
“งอกข่าว” ความผิดพลาดของ AI
เขายกตัวอย่างความผิดพลาดของ AI โดยยกให้เห็นโครงสร้างภาษา ที่แตกต่างกันระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษว่า ภาษาไทยมักละประธาน (Subject) ไว้ในฐานที่เข้าใจ แต่ภาษาอังกฤษทำไม่ได้ จุดนี้เองที่ AI มักจะพลาดหากต้นฉบับภาษาไทยมีความคลุมเครือ
อย่างไรก็ตาม จากการใช้งานจริงพบว่า AI มักจะมีจุดตายด้านการแปลที่ "ชื่อเฉพาะ" และ "การจัดเรียงประเด็น"
“ชื่อนามสกุล เช่น พลางกูร เวลาแปลอาจเป็น บาระกุระ อย่างนี้ AI ไม่มีทางเดาถูก มันจะแปลตรงตัวตามเสียง แต่ชื่อเฉพาะครอบครัวเขาไม่ได้เขียนแบบนั้น เราต้องแก้และสอนมันจนกว่ามันจะจำ อีกเรื่องคือการไขว้ประเด็น เช่น ข่าวการเมืองที่มี นาย ก. กับ นาย ข. พูดสลับไปมา AI ที่ไม่ฉลาดพอจะเริ่ม ‘เอ๋อ’ เอาคำพูดนาย ก. ไปใส่ให้นาย ข. จนบริบทเพี้ยนไปหมด”
นอกจากนี้ ยังมีการที่ AI ไปดึงข้อมูลจากแหล่งอื่นมาเสริมเองจนกลายเป็นเรื่องน่ากลัว ถ้านักแปลไม่มีพื้นฐานมาก่อน ก็จะคิดว่านั่นคือข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งที่จริงๆ มันอาจเป็นการตีความที่ผิดมาจากที่อื่น แล้ว AI ไปจำมา อีกประเด็น AI มักจะเล่าเรื่องแบบทื่อๆ หรือแยกส่วนเป็นประเด็นจนขาดอรรถรสแบบหนังสือพิมพ์ ตรงนี้ก็ต้องแก้ด้วยการพัฒนาเทคนิคการสั่งการ เขียน prompt แบบสองขั้นตอนเพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์ที่สุด
“ข่าวบางเรื่องมันยาวและซับซ้อน มีทั้งเรื่องการลงทุน ระยะทาง การดีเลย์ ถ้าปล่อยให้ AI ทำขยักเดียว มันจะเบรกประเด็นจนอ่านไม่ลื่นไหล วิธีการของผมคือทำ 2 ขยัก ขยักแรกปล่อยให้มันเก็บรายละเอียดให้มากที่สุดก่อนเพื่อเช็กความถูกต้อง จากนั้นค่อย prompt อีกรอบว่า ช่วยลดจาก 1,000 คำเหลือ 600 คำ และเขียนให้เป็นเนื้อเดียว ผลที่ได้จะมีความน่าอ่านแบบหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่ Paper วิชาการ”
…ความผิดพลาดของ AI เคยเกิดขึ้น 2-3 ครั้งในช่วงแรกระหว่างการแปล ส่วนใหญ่มาจากความมั่นใจของ AI ในฐานะเจ้าของภาษาที่บางครั้งกลับกลายเป็นดาบสองคม เช่น มีงานนิทรรศการหนึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษเฉพาะของเขามาให้ แต่ถ้าเราไม่ใส่ชื่อนั้นลงใน prompt ตั้งแต่แรก AI มันจะแปลชื่อเฉพาะนั้นเป็นคำภาษาอังกฤษที่ถูกต้องตามไวยากรณ์ แต่มันผิดชื่อเฉพาะของเขา หรือบางทีต้นฉบับภาษาไทยเขียนมาผิดไวยากรณ์ AI หวังดีไปแก้ให้จนเนื้อหาเพี้ยน เราจึงต้องคอยดึงมันกลับมาเสมอ”
อาชีพนักแปลจะหายไปหรือไม่
เมื่อถามถึงความกังวลของพนักงานแปลที่เป็น "เป้าหมายเบอร์ต้น" ของการถูกเลิกจ้างจากผลกระทบAI กมลวัฒน์มองว่า ความจริง สิ่งที่ AI ยังเลียนแบบได้ยาก คือ เสน่ห์ของภาษา AI ความละเอียดอ่อนของอารมณ์ในงานเขียนประเภทนวนิยายหรือสารคดีเชิงลึกที่ต้องใช้ความรู้สึกของมนุษย์ในการถ่ายทอด แต่ทั้งหลายทั้งปวง ทางรอดเดียวของนักแปลในยุค AI คือ การสร้างมูลค่าใหม่ให้ตัวเอง
“การแปลคือทักษะที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีได้ง่ายที่สุด แต่นักแปลที่บางกอกโพสต์ไม่ใช่แค่คนแปลภาษา เขาคือ รีไรเตอร์ที่อยู่กับข่าวการเมืองมา 20 ปี เขามีความรู้เท่าๆ กับนักข่าวสายการเมือง ทักษะตรงนี้แหละที่ต้องเอามาใช้พ่วงกับ AI เพื่อผันตัวเป็นนักวิเคราะห์หรือ ผู้เชี่ยวชาญที่ AI ทำแทนไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็ได้พัฒนาให้ทีมแปลเพิ่มบทบาทเป็นนักสืบข้อมูล และเขียนงานในทักษะเชิงลึกมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม กมลวัฒน์ มองว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเอง แต่คือการดึงคนที่เคยชินกับความมั่นคงและไม่อยากเปลี่ยนแปลงให้ก้าวออกมาสู่บทบาทใหม่ ซึ่งยากกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียอีก แต่หากทำได้ ฝ่ายแปลจะไม่ใช่แค่ผู้แปล แต่กลายเป็นผู้สร้างคุณค่าเพิ่ม สุดท้ายแล้ว AI ไม่ใช่จุดจบของอาชีพแปลข่าว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับบทบาทใหม่ หากมนุษย์ยังคงเป็น “นาย” ของ AI อย่างแท้จริง รักษาความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจที่บางกอกโพสต์สร้างมาตลอดศตวรรษ ฝ่ายแปลก็จะยังคงมีที่ยืนอย่างมั่นคงในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกอย่างอย่างรวดเร็ว
คำถามที่สำคัญที่สุด คือคนแปลข่าวจะถูกแย่งงานหรือไม่? กมลวัฒน์ตอบด้วยความมั่นใจ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ "การจัดวางบทบาท" ของมนุษย์เอง
“โอกาสทางชีวิตมันไม่ได้ถูกลิมิตเพราะ AI แต่มันอยู่ที่ตัวเราว่าเราจะจัดการ AI ให้มีบทบาทอะไร ถ้าเราระลึกเสมอว่า AI คือคนมาช่วย คือเครื่องมือ แต่ไม่ใช่คนกำหนดทิศทาง เราก็จะเป็นบอสของมันได้ตลอดไป …อย่าเป็นเบี้ยล่าง AI… ถ้ามันเก่งกว่าเราเมื่อไหร่ แปลว่ามันกลายเป็นหัวหน้าเราไปแล้ว และนั่นคือหายนะของการทำงานในอนาคต"
สุดท้าย ในยุคที่ใครๆ ก็เอาข่าวจากสื่อไทยไปเข้า Gemini หรือ ChatGPT เพื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ มีคำถามว่า “แล้วทำไมคนยังต้องอ่านนสพ.บางกอกโพสต์?”
“คำตอบคือ Trust ความเชื่อใจ ผู้อ่านเชื่อว่าเรากรอง และ verify ข้อมูลให้เขาแล้ว ถ้าเราใช้ AI จนประมาท ไม่เช็กหน้าเช็กหลัง เราจะสูญเสียสินทรัพย์ที่แพงที่สุดนี้ไป และวันนั้นแหละที่เราจะไม่มีที่ยืนจริงๆ” กมลวัฒน์ ทิ้งท้าย
ที่มา- หนังสือวันนักข่าวปี 2569 (สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย)
