จุดเปลี่ยนสื่อโลก เว็บไซต์ข่าวกำลังถูกทิ้ง คนเลือกดูโซเชียล – TikTok แทน

โดย - กองบรรณาธิการจุลสารราชดำเนิน

ภูมิทัศน์สื่อทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อผลสำรวจของสถาบันรอยเตอร์เพื่อการศึกษาด้านวารสารศาสตร์  (Reuters Institute for the Study of Journalism) ปี 2569 พบว่า โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มวิดีโอผงาดแซงทั้งโทรทัศน์และเว็บไซต์ข่าวเป็นครั้งแรก ส่งผลให้เว็บไซต์ข่าวเดิมกำลังสูญเสียบทบาทลงอย่างรวดเร็ว สอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ย้ายออกจากสื่อกระแสหลัก โดยมี "วิดีโอออนไลน์" เป็นรูปแบบข่าวที่ครองโลกในเวลานี้

ผลสำรวจยังชี้ว่า ผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแพลตฟอร์มกลับได้รับประโยชน์มากกว่าสำนักข่าวผู้ผลิต พร้อมๆ กับการเติบโตของครีเอเตอร์ข่าวที่กลายมาเป็นผู้เล่นสำคัญ และมี AI เป็นประตูบานใหม่ในการเข้าถึงข่าวสาร ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นต่อข่าวที่ดิ่งต่ำสุดในรอบ 11 ปี ซ้ำเติมด้วยปัญหาข่าวปลอมและการหลีกเลี่ยงข่าวของผู้บริโภค ขณะที่ "ประเทศไทย" สะท้อนภาพนี้ชัดเจนที่สุดในฐานะกลุ่มประเทศที่ความเชื่อมั่นต่อข่าวลดลงมากที่สุดในโลก

โซเชียลแซงหน้าทุกแหล่งข่าว

รายงาน Digital News Report ฉบับที่ 15 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ฉบับนี้สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนเกือบ 100,000 คนใน 48 ประเทศทั่วโลก ช่วงเดือน มกราคม - มีนาคม 2569 นับเป็นการสำรวจพฤติกรรมการเสพสื่อข่าวที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมที่สุดในโลก ผลที่ได้ จิม อีแกน (Jim Egan) นักวิจัยอาวุโส และผู้เขียนหลักของรายงาน บอกว่า “บางส่วนของรายงานปีนี้อ่านแล้วน่าหนักใจ” สะท้อนว่าทั้งอุตสาหกรรมสื่อของโลกกำลังเผชิญช่วงเวลาความไม่แน่นอนครั้งสำคัญ

รายงานระบุว่า ตลอดเวลาที่สถาบันรอยเตอร์ ติดตามพฤติกรรมการรับข่าวสารได้เห็นโซเชียลมีเดียค่อยๆ แทรกซึมเข้ามา แต่ปี 2569 เป็นปีที่มันพลิกผันอย่างเป็นทางการ โดยพบว่า  54%ของประชากรโลกเสพข่าวผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มวิดีโอ แซงหน้าโทรทัศน์ (52%) และเว็บไซต์สำนักข่าว (51%) เป็นครั้งแรกโซเชียลแซงหน้าทุกสื่อ

ตัวเลขนี้ดูเหมือนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนแต่มันหมายความว่าสื่อกระแสหลักที่เคยเป็นประตูหลักสู่ข้อมูลของโลกได้ เสียบทบาทให้กับแพลตฟอร์มที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้ควบคุม และมักไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

การเติบโตนี้เกิดขึ้นใน 22 จาก 48 ประเทศที่ทำการสำรวจ สวนทางกับการเปิดรับข่าวสารผ่านโทรทัศน์และเว็บไซต์ของสำนักข่าวเองที่พากันดิ่งลงรวมกันถึง 12–13% นับตั้งแต่ปี 2563  แพลตฟอร์มที่เติบโตเร็วที่สุดในการใช้เสพข่าวได้แก่ YouTube (34%), Facebook (43%  กลับมาเติบโตหลังช่วงถดถอย), Instagram (26%) และ TikTok (20%) โดย TikTok และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มวิดีโอ

ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือตัวเลขของคนที่เสพข่าวจากโซเชียลมีเดียเพียงแหล่งเดียว โดยไม่อ่านหรือชมข่าวจากสำนักข่าวใดๆ เลย ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2563 เป็น 12% ในปี 2569  เพิ่มขึ้นสองเท่าในเวลาเพียง 5 ปี

ความเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุด คือ กลุ่มคนอายุ 18–24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะกำหนดอนาคตของการเสพข่าวในทศวรรษหน้า พบว่า 52% ของคนอายุ 18–24 ปีทั่วโลก เลือกใช้โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มวิดีโอ และ AI Chatbot เป็นแหล่งข่าวหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่มากกว่าแหล่งข่าวอันดับสองถึง 32% และคนอายุ 18–34 ปี เลิกใช้เว็บไซต์สำนักข่าวเร็วกว่าที่พวกเขาเลิกดูโทรทัศน์เสียอีก กล่าวคือแม้แต่โทรทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็น 'สื่อเก่า' ยังอยู่รอดได้ดีกว่าเว็บไซต์ข่าวในกลุ่มคนรุ่นนี้

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ สัญญาณว่าพฤติกรรมนี้จะไม่หายไปเมื่อคนรุ่นใหม่อายุมากขึ้น รายงานระบุว่า 56% ของคนอายุ 18–24 ปีที่ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ตอบว่า ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์เลย' ต่างจากโทรทัศน์ที่มีตัวเลขนี้เพียง 21% หมายความว่าหนังสือพิมพ์กำลังสูญเสียผู้อ่านกลุ่มนี้ไปอย่างถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว

คลิปวิดีโอ รูปแบบข่าวใหม่ที่ครองโลก

ไม่ใช่แค่ช่องทางที่เปลี่ยน แต่รูปแบบการเสพข่าวก็เปลี่ยนเช่นกัน จากการอ่านสู่การ 'ดู'  โดย 77% ของประชากรโลกรับชมข่าวผ่านวิดีโอออนไลน์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  เป็นครั้งแรกที่ตัวเลขนี้ทะลุเกินครึ่งในทุก 48 ประเทศที่ทำการสำรวจ  ใน 45 จาก 48 ประเทศ ผู้คนชมข่าววิดีโอออนไลน์มากกว่าชมโทรทัศน์ปกติแล้ว มีเพียงเยอรมนี เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ที่โทรทัศน์ยังนำหรือทัดเทียม

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของวิดีโอออนไลน์นี้กลับไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นที่ของสำนักข่าวเอง เพราะสื่อกระแสหลักพบว่ายอดผู้ชมวิดีโอบนเว็บไซต์หรือแอปของตัวเองหดตัวลงเฉลี่ยถึง 5% ในปีนี้ สวนทางกับยอดวิวยู่บน YouTube, TikTok และ Instagram ที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าสำนักข่าวในปัจจุบันกำลัง “รับจ้างผลิตคอนเทนต์ให้ฟรี ๆ” บนแพลตฟอร์มโซเชียล โดยไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับคืนมาเลย

ยิ่งไปกว่านั้น 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าดูข่าวบน YouTube ผ่านสมาร์ททีวีที่บ้าน สะท้อนให้เห็นว่าโทรทัศน์ในฐานะ 'อุปกรณ์' ยังอยู่ แต่เนื้อหาที่ดูกลับไม่ใช่สำนักข่าวเดิมอีกต่อไป และพบว่า ไทย อินโดนีเซีย เปรู และแอฟริกาใต้ คือประเทศที่มีการใช้งานวิดีโอข่าวออนไลน์สูงที่สุด ทั้งหมดเกิน 80% ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok มีบทบาทสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมาก

“คอนเทนต์ครีเอเตอร์”คนชอบแต่ไม่ค่อยเชื่อ

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่โดดเด่นที่สุดในรายงานปีนี้คือการขึ้นมาของ ' ครีเอเตอร์ข่าว' บุคคลที่ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับข่าวสารอย่างอิสระบนโซเชียลมีเดีย พบว่า 27% ของประชากรโลกรับข่าวจาก ครีเอเตอร์ที่เน้นเนื้อหาข่าวโดยเฉพาะและเกือบครึ่ง (46%) รับข่าวจากครีเอเตอร์ทุกประเภท

ผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนครีเอเตอร์ว่า สนุกกว่า เข้าใจง่ายกว่าสำนักข่าวกระแสหลัก แต่เมื่อถามถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นกลาง ครีเอเตอร์กลับได้คะแนนต่ำกว่ามาก

ที่น่าสนใจคือคนส่วนใหญ่ที่ติดตามครีเอเตอร์ข่าวไม่ได้เลิกดูสื่อกระแสหลัก พวกเขาใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน แต่มีเพียง 3% เท่านั้นที่พึ่งพาครีเอเตอร์เป็นแหล่งข่าวเดียว

AI ในสนามข่าว ดาวใหม่ที่กำลังขึ้น

แม้ในปัจจุบัน AI chatbot จะยังไม่ชิงพื้นที่สื่อหลักได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่สถิติล่าสุดชี้ให้เห็นแนวโน้มการเติบโตที่น่าจับตามอง

จากเดิมที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกเพียง 7% ในปีที่แล้ว ล่าสุดตัวเลขขยับขึ้นมาเป็น 10% ที่เลือกรับข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มอย่าง ChatGPT, Perplexity และ Google Gemini เป็นการเติบโตเงียบ ๆ ที่ยืนยันว่าพฤติกรรมคนเสพข่าวเริ่มเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

การเติบโตนี้กระจายตัวไม่เท่ากัน ในเกาหลีใต้และกรีซ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นสองเท่าในเวลาหนึ่งปี ขณะที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี แทบไม่มีการเติบโตเลย

เหตุผลหลักที่ทำให้คนหันมาพึ่งพา AI chatbot คือ ‘การถามคำถามต่อเนื่องได้’ (42%) ซึ่งสื่อกระแสหลักให้ไม่ได้ นอกจากนี้ เมื่อเจาะดูสถิติตามช่วงอายุ ยิ่งเห็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุต่ำกว่า 35 ปี) ขยับไปใช้ AI รับข่าวสารแล้วถึง 16%  ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ (อายุ 55 ปีขึ้นไป) มีสัดส่วนการใช้งานเพียง 5%  ช่องว่างที่บ่งบอกอนาคต ตัวเลขที่ห่างกันเกือบ 3 เท่านี้ คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่บอกว่า ในวันที่คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้น AI Chatbot  กำลังเป็นทิศทางของสื่อและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มุ่งไปในอนาคต

วิกฤตความเชื่อมั่นต่ำสุดในรอบ 11 ปี

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในรายงานฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องความล้ำสมัยของเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนผ่านของแพลตฟอร์ม แต่คือวิกฤตศรัทธาเรื่อง 'ความเชื่อใจ'

ปัจจุบัน มีประชาชนทั่วโลกเพียง 37% เท่านั้นที่ระบุว่า'ยังคงเชื่อถือข่าวสารส่วนใหญ่ที่ได้รับ' ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ดิ่งต่ำลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่สถาบันรอยเตอร์เริ่มทำการสำรวจดัชนีนี้ในปี 2558 เป็นต้นมา

ความเชื่อมั่นลดลงใน 29 จาก 48 ประเทศ โดย 19 ประเทศมีตัวเลขลดลงตั้งแต่ 5% ขึ้นไป และหากนับรวมประเทศที่ลดลงในระดับใดก็ตามจะพบว่ามีถึง 38 ประเทศที่ความเชื่อมั่นร่วงลง

รายงานระบุว่าการลดลงของความเชื่อมั่นในปีนี้มักสัมพันธ์กับปัจจัยนอกวงการสื่อโดยตรง โดยเฉพาะในประเทศที่มีความไม่มั่นคงทางการเมือง การเลือกตั้งที่สร้างความแตกแยก และสภาพแวดล้อมข้อมูลที่ยุ่งเหยิงและแตกกระจายมากขึ้น

ไทยดิ่งฮวบ สัญญาณน่ากังวล

หากเจาะเฉพาะประเทศไทยพบว่า มีเรื่องที่ส่งสัญญาณน่ากังวลหลายประการ

ประเทศไทยติดกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมั่นในข่าวลดลงมากที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข -8% เคียงคู่กับไอร์แลนด์ โปแลนด์ และเปรู ผลสำรวจพบว่า ประเทศในกลุ่มนี้มีลักษณะร่วม คือความไม่มั่นคงทางการเมือง การเลือกตั้งที่ก่อความแตกแยก และสภาพแวดล้อมข้อมูลที่ยุ่งเหยิงและแตกกระจาย

ไทยติดกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมั่นในข่าว ลดลงมากที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข -8%
ไทยติดกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมั่นในข่าว ลดลงมากที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข -8%

ในด้านการบริโภควิดีโอออนไลน์ ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีตัวเลขสูงที่สุดในโลก ร่วมกับอินโดนีเซีย เปรู และแอฟริกาใต้ ด้วยตัวเลขเกิน 80% สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเป็นหนึ่งในชาติที่เสพข่าวผ่านวิดีโอออนไลน์มากที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเชื่อมั่นในสื่อต่ำลงอย่างรวดเร็วที่สุด

ความขัดแย้งนี้ชวนคิดว่า ยิ่งคนไทยเสพข่าวมากขึ้น ก็ยิ่งเสพผ่านช่องทางที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ เพราะข่าวที่พวกเขาเสพส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสำนักข่าวที่มีกระบวนการตรวจสอบ แต่มาจากครีเอเตอร์ ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียล และเนื้อหาที่กระจายผ่านอัลกอริทึม

คนหนีข่าวพุ่ง - ยังอยากได้สื่อที่เป็นกลาง

ผู้ตอบแบบสอบถามถึง 42% ยอมรับว่ามีพฤติกรรม 'หลีกเลี่ยงการรับรู้ข่าวสาร' เป็นบางครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีเพียง 29% แม้สถิติในปีนี้จะเริ่มทรงตัวไม่ขยับเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคงรักษาระดับสูงเป็นประวัติการณ์อย่างน่ากังวล

ผลสำรวจพบด้วยว่า ใน 4 ประเทศได้แก่ บัลแกเรีย โครเอเชีย กรีซ และตุรกี มีผู้หลีกเลี่ยงข่าว 60% ขึ้นไป สะท้อนถึงความรู้สึกเบื่อหน่าย ล้า หรือไม่เชื่อมั่นจนถึงขั้นตัดสินใจ 'ไม่ดูเลยดีกว่า'

สาเหตุหลักเพราะรู้สึกว่าข่าวส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความเป็นอยู่ รู้สึกว่าติดตามข่าวแล้วไม่มีประโยชน์ และรู้สึกว่าข่าวไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเอง

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่ยังรักและสนใจข่าว แม้จะลดจำนวนลงในเกือบทุกประเทศ แต่กลุ่มนี้กลับยังคงพฤติกรรมการเสพข่าวในระดับสูง ยังคงยินดีจ่ายเงินสำหรับข่าว และยังคงสนใจการเมือง พวกเขาเป็น 'กลุ่มเล็กแต่ยังมั่นคง' ที่สำนักข่าวสามารถพึ่งพาได้

ท่ามกลางวิกฤตทั้งหมด รายงานพบความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เพราะแม้ผู้คนจะเลิกเชื่อสื่อ แต่พวกเขายังอยากได้สื่อที่ดี  โดย 45%ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกยังคง 'ชอบสื่อที่ไม่เลือกข้าง' มากกว่าสื่อที่แสดงจุดยืนถึงสองเท่า 46% ยังระบุด้วยว่าการบริโภคสื่อที่ไม่เลือกข้างเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสังคมโดยรวมไม่ใช่แค่สำหรับตัวเองเท่านั้น ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกยังคง 'ชอบสื่อที่ไม่เลือกข้าง' มากกว่าสื่อที่แสดงจุดยืน

วิกฤตศรัทธาสื่อดิ่งต่ำสุด

ขณะที่ นายจิม อีแกน (Jim Egan) หัวหน้าผู้วิจัยและผู้เขียนรายงานหลัก แถลงผลสรุปในงานแถลงข่าว ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อโซเชียลมีเดียและเครือข่ายวิดีโอออนไลน์ก้าวขึ้นมาแซงหน้าสื่อโทรทัศน์ รวมถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของสำนักข่าว ในฐานะช่องทางหลักที่ผู้คนใช้เข้าถึงข่าวสาร ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในระดับโลกเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นการค่อยๆ ถอยห่างอย่างต่อเนื่องของผู้ชม ชี้ให้เห็นว่าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันข่าวที่สำนักข่าวทุ่มเทลงทุนสร้างมาตลอด 20 ปี กำลังประสบภาวะถดถอยและมีรูปแบบการเสื่อมความนิยมในลักษณะเดียวกับสื่อดั้งเดิมอย่างวิทยุและสิ่งพิมพ์

จิม อีแกน นักวิจัยและผู้เขียนหลักของรายงาน Reuters Institute Digital News Report 2026 
จิม อีแกน นักวิจัยและผู้เขียนหลักของรายงาน Reuters Institute Digital News Report 2026 

นายจิม อีแกน ระบุว่า สิ่งที่น่าตกใจที่สุดจากข้อมูลชุดนี้ คือมากกว่า 1 ใน 3 ของเยาวชนอเมริกันอายุ 18-24 ปี ระบุชัดว่าพวกเขาไม่เคยดูข่าวทางโทรทัศน์ และไม่เคยเข้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันข่าวเพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นประจำเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความกังวลข่าวปลอมยังสูง

เขาบอกว่า รายงานประจำปี 2569 ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ยากลำบากสำหรับคนทำงานสื่อ เมื่อระดับความน่าเชื่อถือในข่าวสารโดยรวมลดต่ำลงทางสถิติใน 29 จาก 48 ประเทศที่มีการสำรวจ ถือเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่สถาบันรอยเตอร์เริ่มเก็บข้อมูลมา โดยมีประเด็นวิกฤตศรัทธาที่สำคัญดังนี้

ผู้คนทั่วโลกสูงถึง 62% มีความวิตกกังวลว่าไม่สามารถแยกแยะความจริงออกจากข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ได้ โดยในสหราชอาณาจักร ตัวเลขความกังวลนี้พุ่งสูงถึง 77%

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของความเชื่อมั่นต่อข่าวจะร่วงหล่นลง แต่เมื่อเจาะลึกไปที่ตัวแบรนด์สำนักข่าว พบว่าผู้คนยังคงให้คะแนนความไว้วางใจต่อ "สำนักข่าวหลัก" มากกว่าข่าวที่ได้รับผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหรือปัญญาประดิษฐ์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง "ช่องว่างแห่งความเชื่อมั่น" ที่ผู้ชมเริ่มแยกแยะและไม่ไว้ใจแพลตฟอร์มที่เป็นสื่อกลางในการนำส่งข่าวสารในด้านรูปแบบการนำเสนอ ท่ามกลางสังคมที่แตกแยกทางความคิด ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงชื่นชอบข่าวที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มากกว่าข่าวที่เข้าข้างขั้วการเมืองของตนเองถึง 2 ต่อ 1

สภาวะการหันหลังให้ข่าวสารเพิ่มสูงขึ้นเป็น 42% ในระดับโลก เนื่องจากผู้รับสารรู้สึกเครียดและหดหู่เมื่อต้องเสพข่าว โดยกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มผู้หญิงอายุ 45-54 ปี ในสหราชอาณาจักร ที่มีสัดส่วนการหลีกเลี่ยงข่าวสูงถึง 2 ใน 3

แพลตฟอร์มได้ประโยชน์จากคลิปสั้น

นายจิม อีแกน กล่าวต่อว่า การเติบโตของการรับชมวิดีโอเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจต้านทานได้ โดยเฉพาะบนเครือข่ายเน้นสายตาอย่าง Instragram, TikTok, Youtube ซึ่งในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เช่น อินเดีย เคนยา และแอฟริกาใต้ มีสัดส่วนผู้ใช้งานสูงเกือบ 60% ขณะที่ภาพรวมทั่วโลก ยอดการบริโภควิดีโอข่าวเพิ่มสูงขึ้นจาก 69% เป็น 77% ทว่ายอดรับชมทั้งหมดกลับตกไปอยู่บนแพลตฟอร์มของบุคคลที่สาม ส่งผลให้สำนักข่าวหลักสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและไม่สามารถดึงคนกลับเข้าแพลตฟอร์มตัวเองได้แต่ข้อมูลพบพฤติกรรมที่น่าสนใจว่า การบริโภควิดีโอของคนรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่วิดีโอสั้นบนหน้าจอมือถือเท่านั้น โดยพบว่า 1 ใน 4 ของผู้คน นำวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์ขนาดยาวจากแพลตฟอร์มอย่างยูทูบ ไปเปิดดูบนจอโทรทัศน์ที่บ้าน ซึ่งเสมือนเป็นการต่อลมหายใจให้จอทีวีในรูปแบบใหม่

สำหรับประเด็นเทคโนโลยีและแหล่งรายได้ รายงานสรุปแง่มุมสำคัญไว้ 3 ด้าน ประกอบด้วย อัตราการใช้ AI chatbot เพื่อค้นหาข่าวสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 7% เป็น 10% ในระดับโลก สิ่งที่ผู้ชมต้องการจากการใช้ AI คือความสามารถในการเจาะลึก ถามคำถามต่อเนื่อง และปูบริบทให้ครบถ้วน แต่ผู้คนยังคงมีความเคลือบแคลงใจต่อความถูกต้องของข้อมูลที่สร้างจาก AI

ขณะที่ อิทธิพลของครีเอเตอร์สายข่าวผู้ตอบแบบสอบถาม 1 ใน 4 ระบุว่า บริโภคข่าวจากครีเอเตอร์เป็นประจำทุกสัปดาห์ โดยประเทศไทยมีสัดส่วนสูงเกือบ 50% แต่รายงานชี้ชัดว่า ความกลัวที่ว่าครีเอเตอร์จะมาแย่งฐานผู้ชมสื่อหลักจนหมดนั้นไม่เป็นความจริง เพราะข้อมูลพบว่า ผู้ที่ติดตามข่าวจากครีเอเตอร์ มักจะอ่านข่าวจากแบรนด์สื่อหลัก "มากกว่า" คนทั่วไปด้วยซ้ำ ครีเอเตอร์จึงมีสถานะเป็นส่วนเสริม โดยมีเพียง 3% ทั่วโลกเท่านั้นที่พึ่งพาแค่ครีเอเตอร์อย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ครีเอเตอร์สามารถเอาชนะใจเหนือกว่าสื่อกระแสหลักในแง่ของ "ความใกล้ชิดและความจริงใจ" และในปัจจุบัน ครีเอเตอร์ชื่อดังหลายคนเริ่มยกระดับตัวเองจากการเป็นคนทำคอนเทนต์คนเดียว ไปสู่รูปแบบธุรกิจสื่อขนาดย่อมและขนาดกลางแล้ว

ที่มา: Reuters Institute Digital News Report 2026 | reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/2026  | เผยแพร่ 16 มิถุนายน 2569

https://reutersinstitute.politics.ox.ac.uk/digital-news-report/2026