สมรภูมิสื่อยุคใหม่ Agentic AI จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของวงการข่าวและสื่อไทย

รายงานพิเศษโดย 

โดย ดารินทร์ หอวัฒนกุล

โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน และวงการสื่อไทยก็หนีไม่พ้นแรงสั่นสะเทือนนี้เช่นกัน วิกฤตที่สื่อต้องเผชิญวันนี้ไม่ใช่เรื่องตัวเลขเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่คือคลื่นเทคโนโลยีที่ชื่อว่า "Agentic AI"

ในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้จัดเวทีเสวนา "Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?" โดยรวมคนข่าวและนักวิชาการมาร่วมถอดรหัสประเด็นนี้ ประกอบด้วย นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และ อุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA)  นายก้าวโรจน์ สุตาภักดีSenior Leader TNN Digital Channel  นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22  นายสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV และ ผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ว่าเมื่อ AI เริ่ม "คิดเอง" และ "ลงมือทำเอง" ได้ แล้วมนุษย์จะยืนอยู่จุดไหนของสมการนี้ พร้อมเผยให้เห็นภาพสะท้อนทั้งความหวัง ความระแวง และโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต

ปฏิวัติคำนิยาม : จาก "เครื่องจักรทำตามสั่ง" สู่ "เอเจนต์ผู้กระทำการ"

จุดเริ่มต้นของวงเสวนาคือการพยายามทำความเข้าใจกับคำว่า "Agentic AI" ซึ่งก้าวล้ำไปไกลกว่า AI ที่เราเคยรู้จักผศ.ดร.เอกพล เทียนถาวร จากคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. ได้จำแนกลำดับชั้นของเทคโนโลยีนี้ไว้อย่างเห็นภาพชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่าเรากำลังข้ามพ้นยุคของการสั่งงานเป็นครั้งคราว ไปสู่การมอบอำนาจให้ AI ตัดสินใจแทนมนุษย์ในบางส่วน

ผศ.ดร.เอกพล เทียนถาวร จากคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ.
ผศ.ดร.เอกพล เทียนถาวร จากคณะวารสารศาสตร์ฯ มธ.

" นิยามของมันก็น่าจะเป็น AI ที่เราสามารถมอบหมายงานแล้วให้มันไปทำตามที่เราต้องการให้ไปถึงเป้าหมาย โดยที่เราไม่ต้องไปสั่งกำกับมันในทุกขั้นตอน... มันจะเริ่มเป็นระดับที่เราบอกเป้าหมาย แล้วเริ่มยกการตัดสินใจบางอย่างให้ AI มันตัดสินใจด้วยตัวมันเอง... หลักของมันคือเราให้มันตัดสินใจเองได้บางส่วนเพื่อไปถึงเป้าหมาย"   ผศ.ดร.เอกพล กล่าว

ในขณะที่นักวิชาการมองในเชิงนิยาม นายก้าวโรจน์ สุตาภักดี จาก TNN Digital Channel ได้รับลูกต่อในฐานะคนหน้างาน โดยเขามองว่า AI ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม แต่คือ "Workflow" หรือกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ที่เข้ามาลดภาระงานซ้ำซากเพื่อให้คนข่าวได้กลับไปใช้ศักยภาพที่แท้จริง

"ผมมองตัว AI เป็น workflow แล้วกัน เหมือนเราจะเอาเอกสารใบหนึ่ง สมมติใบลา หัวหน้าก่อน แล้วค่อยส่งบุคคล มันคือระบบที่เราตั้งไว้ AI มันคือ workflow ที่มาช่วยตรงนี้ ลด Spend Time ที่ต้องเปิดจอแต่เช้ามานั่งดูมอนิเตอร์ เห็นประเด็น แล้วก็เขียน... อันนี้คือเราแค่ตั้งระบบไว้ มันก็เขียนข่าวให้ ทำบรีฟให้ หรือแม้กระทั่ง Automation จบไปเลย"  นายก้าวโรจน์ เล่าถึงการทำงานจริง

กำแพงแห่งความหวาดระแวง : การปะทะกันของคน 2 รุ่นในห้องข่าว

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาในองค์กรสื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง "เนชั่นทีวี" กลับต้องเผชิญกับกำแพงแห่งความระแวง นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22  ได้สะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวดของการปะทะกันระหว่าง "คนรุ่นเก่า" กับ "เทคโนโลยีใหม่"

นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22
นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22

"เนชั่นนี่ดูจะเป็นสื่อเก่าที่สุด ทั้งแก่สุดและเป็น Old Media ที่สุด มาจากหนังสือพิมพ์ มาจากวิทยุ... พอมีนโยบายให้ใช้ AI มันก็เหมือน 'อ้าว นี่ช่องทางจะเอาคนออกอีกแล้ว' ซึ่งในองค์กรจะมีคนสองกลุ่ม คือคนที่มองเป็นโอกาสเข้ามาช่วยในการทำงาน กับอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่จะเป็นไปในแนวต่อต้านเป็นหลัก... คือ บก. รุ่นเก่าๆ กลุ่มนี้ยังมองว่า AI เป็นภัยคุกคามอยู่ และหลายเรื่องที่เป็นปัญหาก็มาจากการบรรณาธิกร คือการทำหน้าที่บรรณาธิการ เพราะบางส่วนเราคุมไม่ได้ พอผู้ประกาศอยากรู้เพิ่มแต่จะเข้ารายการแล้ว เขาก็ถาม AI เลย แล้วพูดเลยจากข้อมูลใน AI ที่บางทีมันก็มั่ว จับแพะชนแกะ มันยิ่งทำให้พนักงานกลุ่มนี้มอง AI ในแง่ลบว่าสร้างปัญหาให้เรา"  นายปกรณ์ ชี้

ในขณะที่เนชั่นเผชิญกับแรงต้าน ฟากของ PPTV นายสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV กลับเลือกใช้วิธีการ "สร้างแชมเปี้ยน" เพื่อทลายกำแพงความกลัว โดยมองว่า AI ควรเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่พนักงานทุกคนต้องใช้เป็นเหมือน Excel

นายสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV 
นายสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV 

"ผมตั้งไว้เลยว่า AI อนาคตมันคือเครื่องมือพื้นฐานของพนักงานองค์กรทุกคน คล้ายๆ กับ Spreadsheet คล้ายๆ กับ Document ที่ทุกคนเข้ามาทำงานแล้วมีใช้ได้เลย... ในองค์กรผมอยากจะชวนให้ทุกคนหา 'แชมเปี้ยน' ที่เป็น AI ในแต่ละหน่วยงาน แต่ละยูนิต หามาสักคนสองคนเพื่อมาเทรนเรา มาช่วยเรา มาไกด์เรา เพราะผมไม่คิดว่าทุกคนจะมีทักษะการใช้ AI ดีเยี่ยมเท่ากันหมด... การเริ่มจากจุดนี้จะช่วยให้องค์กรที่ไม่ใช่ AI Native จะสามารถ transfrom ได้ง่ายขึ้น และ AI สามารถช่วยให้สื่อเล็กสามารถทัดเทียมองค์กรใหญ่ได้"  นายสุภโชค กล่าว

มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสื่อรุ่นเก่าและสื่อรุ่นใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของ AI ในห้องข่าวไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของ "การบริหารคน" และ "ความมั่นคงในอาชีพ" ที่ต้องได้รับการเยียวยาไปพร้อมกัน

สงคราม "ปริมาณ" กับ "คุณค่า" : เมื่อความรวดเร็วอาจทำลาย "Branding"

ในยุคที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มบีบให้สื่อต้องผลิตคอนเทนต์ปริมาณมหาศาลเพื่อความอยู่รอด นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA)  ฉายภาพความวุ่นวายของโลกออนไลน์ที่ AI กำลังทำให้คำว่า "คุณภาพ" ถูกลดทอนกลายเป็นเพียง "ปริมาณ"

นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA)
นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA)

"ตอนนี้ถ้าวันหนึ่งไม่ลง 10 คลิป ทุกคนพูดตรงกันว่าเราจะตกขบวนอัลกอริทึม... แต่ก่อนยอดวิวเยอะคือคุณภาพดี แต่ตอนนี้ยอดวิวเยอะกลายเป็นแค่ 'ปริมาณ' (Vanity Metric) และคำว่าคุณภาพจะกลายเป็นคำว่า 'คุณค่า' (Value) ทันทีที่มนุษย์ connect ถึงกันได้มากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น คุณค่าจะเกิด... ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยอดวิวอะไรมันเป็นแค่ตัวเลขคณิตศาสตร์ที่เอาใจอัลกอริทึม แต่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ตัดสินว่าดี"  นางสาวสุวิตา กล่าว

ขณะที่ นายก้าวโรจน์  เสริมประเด็นนี้ว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มปริมาณได้ แต่มันอาจทำลาย "Branding" ของสื่อไปพร้อมๆ กัน หากเราใช้อย่างไร้ทิศทาง ปริมาณที่มากเกินไปอาจกลายเป็น "ขยะข้อมูล" ในสายตาผู้บริโภค

นายก้าวโรจน์ สุตาภักดีSenior Leader TNN Digital Channel 
นายก้าวโรจน์ สุตาภักดีSenior Leader TNN Digital Channel 

"ปริมาณทำไปเยอะเพื่ออะไร? ถ้าออกเยอะก็ถูกมองว่าเป็นสแปมคีย์เวิร์ด... AI มันช่วยร่นระยะเวลาได้ แต่ Branding Perception ของคนที่มองเราจะเป็นยังไง อันนี้สำคัญมาก... คนไทยเป็นคนที่ชอบคอนเทนต์ AI พอๆ กับอินเดีย ซึ่งน่ากลัวมาก บางข่าวเป็นข่าวปลอม แต่คนเชื่อเพราะ AI เล่าเรื่องเก่ง สุดท้ายมันขึ้นอยู่กับว่าเราจะวาง AI ไว้ที่ Layer ไหน เพื่อรักษา Branding ของเรา....ถ้าเราวาง AI ไว้ผิด Layer แบรนด์เราก็จะพัง"  นายก้าวโรจน์ กล่าว   

เพื่อแก้ปัญหานี้ นายสุภโชค เสนอทางออกว่า สื่อต้องใช้เวลาที่เหลือจากการพึ่งพา AI กลับไปทำหน้าที่ดั้งเดิม นั่นคือการ "ลงพื้นที่" หาข้อมูลที่ Exclusive

"อาจจะต้องเอา AI มาช่วยในการผลิตที่มันเป็นงานรูทีนที่ซ้ำๆ หรือหาข้อมูลเพื่อที่เราจะมาทำ เพื่อที่สื่อมวลชนจะได้เอาเวลาที่เหลือไปหาแหล่งข่าว ไปคลุกคลีกับแหล่งข่าว เพื่อให้ได้คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ได้ความเป็น exclusive มาใช้ผสมกับกระบวนการผลิตจาก AI... เพื่อให้คนยังสามารถเชื่อถือต่อได้"  นายสุภโชค เสนอแนวทาง พร้อมย้ำถึงการยืนหยัดในนโยบาย "Human in the Loop" เพื่อให้เป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนที่ข้อมูลจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ

"ที่ PPTV เราชัดเจนเลยว่าเราต้องมีมนุษย์อยู่ในขบวนการผลิต ไม่ว่าจุดใดจุดหนึ่ง เราไม่สามารถปล่อยผ่านให้ AI ผลิตแล้วเผยแพร่ขึ้นไปโดยที่เราไปอ้างว่า 'AI ทำ' เนี่ยทำไม่ได้... สื่อมวลชนมีคำว่าจรรยาบรรณ มีคำว่า Empathy เรามีความเห็นอกเห็นใจ เราไม่สามารถเอาคอนเทนต์ทุกอย่างที่ AI ผลิตขึ้นมาเผยแพร่โดยที่มันจะไปทำร้ายคนอื่นหรือเปล่า เราต้องใช้จุดแข็งตรงนี้มาคุม AI"   นายสุภโชค กล่าว

สอดคล้องกับมุมมองของนักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.เอกพล  เน้นย้ำเรื่องการกำหนด "AI Policy" และการเป็นนายของเทคโนโลยี

"การที่จะเอา AI เข้ามาใช้ในองค์กรสื่อ ควรจะเริ่มกลับมาดูที่ตัวปัญหา (Pain point) ไม่ใช่เริ่มที่ตัวเครื่องมือ... และต้องพัฒนาบุคลากรให้สามารถมีทักษะที่จะใช้ AI แบบที่เป็น “นายของ AI”เราต้องรู้ว่าจะใช้มันในงานไหน และเราจะควบคุมมันอย่างไร"  ผศ.ดร.เอกพล ให้มุมมอง

Trust Architect : ป้อมปราการสุดท้ายในยุค "Zero Click Search"

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การค้นหาแล้วได้คำตอบทันทีโดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บสื่อ รายได้จากการโฆษณาแบบเดิมจึงสั่นคลอน  นางสาวสุวิตา  เสนอทางรอดผ่านแนวคิด "Trust Architect" หรือ การเป็นสถาปนิกผู้สร้างความไว้วางใจ  ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่ เพราะท้ายที่สุด ผู้คนไม่ได้เลือกเชื่อข้อมูลเพียงเพราะผลิตได้รวดเร็วที่สุด แต่เลือกเชื่อจากความไว้วางใจที่องค์กรสื่อและคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องแห่งความเชื่อถือ

"มนุษย์กำลังจะมีประโยชน์ที่สุด คือเรื่องของ Trust... เราต้องช่วยกันสร้าง Trust Architect หรือสร้างความไว้วางใจ เรื่องของความไว้ใจที่ไม่ใช่แค่เปาะแปะ แต่ต้องเป็นโครงสร้างเลย... เพราะสิ่งนี้คือสิ่งที่มนุษย์ยังคงทำได้ มนุษย์อาจไม่สู้กับ AI ในเรื่องการทำคอนเทนต์แล้ว แต่จะไปทำหน้าที่กำกับ AI เป็นโปรดิวเซอร์และบริหารเรื่องความสัมพันธ์และความไว้วางใจแทน" นางสาวสุวิตา กล่าว

ในขณะที่ครีเอเตอร์เน้นเรื่องความไว้วางใจ คนสื่ออย่าง นายสุภโชค มองไปถึงการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการขายยอดคลิก ไปสู่การขายลิขสิทธิ์ข้อมูลให้แก่แพลตฟอร์ม AI

"อนาคตรายได้จากการคลิกมันร่วงหายไป... สื่อเมืองนอกเขาไปไกลมาก คุยกันถึงขั้น Search only Contract คือถ้าคุณจะมาเอาข้อมูลฉันไปป้อน AI คุณต้องจ่ายตังค์... มันจะเปลี่ยนจากค่าโฆษณาไปเป็นค่าคอนเทนต์แทน" 

บทสรุปของทางรอดในเวทีนี้ ยังสะท้อนถึงแนวคิดเรื่องการเปลี่ยน "ข้อมูลมหาศาล" ที่สื่อแต่ละสำนักมีอยู่ให้กลายเป็น AI เฉพาะทางที่มี DNA ขององค์กร หรือที่เรียกว่า "Local LLM"

"ผมยังเชียร์ว่าในแต่ละองค์กรที่มีศักยภาพ... ควรที่จะมีตัวโมเดลของตัวเองเลย (Local LLM) เพื่อให้ AI มันเก่งขึ้นจนกลายเป็น 'Second Brain' ขององค์กรเรา... ถ้า data มันมากพอ คอนเทนต์นั้นก็จะออกมาเป็น DNA ของเราเอง... AI ต่างชาติมันไม่รู้กฎหมายไทยหรอก มันตีความอีกแบบหนึ่ง"  นายก้าวโรจน์ กล่าว

สอดคล้องกับ นายปกรณ์ เสริมด้วยตัวอย่างการรื้อฟื้น "ขุมทรัพย์" ที่มีค่ามากที่สุดของเนชั่นนั่นคือฟิล์มสไลด์และภาพเหตุการณ์ในอดีตมาให้ AI ช่วยจัดระเบียบ

"เนชั่นมีทรัพยากรที่มีค่ามากคือ 'ฟิล์มสไลด์' บางภาพหาไม่ได้ในอินเทอร์เน็ต... เดิมใช้คนรื้อข้อมูลในห้องสมุดมันยากมาก แต่ตอนนี้ใช้ AI เข้ามาช่วยจัดระเบียบ เรียนรู้หน้าตาบุคคลในอดีต ทำให้เราค้นหาภาพที่ไม่มีใครมีได้แม่นยำ... นี่คือการใช้ AI มาสร้างมูลค่าจากสิ่งเดิมที่เรามี"

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า สมรภูมิสื่อในยุค AI  ไม่ใช่การสู้ของคนสื่อกับเครื่องจักร แต่คือการสู้กับ "ขีดจำกัดของตัวเอง" เพราะแม้ AI อาจจะเก่งขึ้นทุกวันจนก้าวข้ามขีดความสามารถในการรวบรวมข้อมูลของมนุษย์ไปแล้ว แต่ "AI เก่งได้ตราบเท่าที่เราอยากให้มันเก่ง" และ AI จะไม่มีวันมีเลียนแบบ "จิตวิญญาณ” ที่มี “จรรยาบรรณ" ของคนสื่อได้

Agentic AI จึงไม่ได้จบอยู่แค่ในห้องข่าวใดห้องหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้งอุตสาหกรรมสื่อไทย ที่ต้องอาศัยทั้งการปรับตัวขององค์กรและการวางแนวทางกำกับดูแลร่วมกัน เพื่อรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือของข่าวสารไว้ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่กำลังถูกมองว่าเปลี่ยนแปลงเร็ว...กว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน