เตือนภัยคดี SLAPP เทรนด์ใหม่กดดันสื่อยุโรป

กองบก.จุลสารราชดำเนิน

ไม่เฉพาะประเทศไทย ที่กำลังขับเคลื่อนให้ออกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก หลังจากช่วงไม่กี่ปีมานี้จนถึงปัจจุบัน มีคดีฟ้องปิดปากอย่างต่อเนื่องกับนักเคลื่อนไหว ฝ่ายค้านและสื่อมวลชน ที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทว่า วงการสื่อมวลชนระดับโลกก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่หนักหน่วงอีกครั้ง เมื่อการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การข่มขู่ทางกาย ความรุนแรงในพื้นที่ หรือการทำลายอุปกรณ์ดังในอดีต หากแต่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ภัยคุกคามได้ยกระดับไปสู่อาวุธทางกฎหมายและเทคโนโลยีที่แนบเนียนและสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างรุนแรงกว่าเดิม

ในรอบเดือน กค. 2569  สององค์กรชี้นำทิศทางโลกอย่างสหภาพยุโรปหรือ EU และองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ออกมาระบุตรงกันถึงยุทธศาสตร์การล้อมปราบสื่อมวลชนรูปแบบใหม่ ที่มุ่งทำลายล้างความน่าเชื่อถือและสร้างภาระทางการเงินให้สำนักข่าว

เริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 กค. 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดฉากลงดาบทางกฎหมายครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศเอาผิดกับ 14 ประเทศสมาชิก รวมถึงมหาอำนาจอย่างเยอรมนี อิตาลี สเปน และเนเธอร์แลนด์ที่ล้มเหลวในการนำข้อบังคับคุ้มครองสื่อมวลชนจากการถูกฟ้องปิดปาก หรือ EU Anti-SLAPP Directive ไปตราเป็นกฎหมายภายในประเทศตามกำหนดเส้นตายเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ในเวลาใกล้เคียงกัน สถาบันสื่อมวลชนสากลได้ออกแถลงการณ์ขานรับการลงดาบของ EU อย่างทันท่วงที พร้อมเตือนว่าการเตะถ่วงกฎหมายคุ้มครองสื่อของรัฐบาลต่างๆ ได้กลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มอิทธิพลและนักการเมืองฉวยโอกาสใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธรุกรานสื่อมวลชนหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งของยูเนสโกก็ได้เปิดเผยรายงานติดตามสถานการณ์ระดับโลกในวันที่ 10 กค. 2569 โดยชี้ให้เห็นสถิติอันน่าตกใจจากการลงพื้นที่ในหลายประเทศ เช่น มอลโดวา พบว่า นักข่าวสืบสวน ที่ทำหน้าที่ขุดคุ้ยเครือข่ายข่าวปลอมและปฏิบัติการข่าวสารช่วงเลือกตั้ง กำลังถูกกลุ่มอิทธิพลยื่นฟ้องศาลแพ่งและอาญารวดเดียวพร้อมกันนับสิบคดี

ยูเนสโกระบุชัดว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้คือยุทธศาสตร์ "ฟาร์มคดี" ที่ไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม แต่มุ่งหมายสร้างภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายมหาศาลและยื้อเวลาให้นักข่าวต้องเดินสายขึ้นศาลข้ามปี จนส่งผลให้เกิดสภาวะหวาดกลัวและนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเองในกลุ่มสื่อมวลชนสูงถึง 63%

นอกจากนี้ ยูเนสโกยังได้จับมือกับ UN Women และศูนย์นักข่าวระหว่างประเทศเผยแพร่ชุดรายงานวิจัยเตือนภัยความรุนแรงดิจิทัลที่ระบุว่า นักข่าวหญิงทั่วโลกจำนวนมากเคยตกเป็นเป้าหมายของการคุกคามออนไลน์ และอีกจำนวนหนึ่งถูกกลุ่มปฏิบัติการ IO นำเทคโนโลยี Generative AI มาสร้างวิดีโอ Deepfake ลามกอนาจารเพื่อทำลายชื่อเสียงทางวิชาชีพ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เทรนด์ "ฟ้องปิดปากและเรียกค่าเสียหายหลักล้าน" พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว สวนทางกับสภาวะของอุตสาหกรรมสื่อมวลชนที่กำลังอ่อนล้าทางการเงิน เกิดจากปรากฏการณ์ความย้อนแย้งในยุคดิจิทัล เมื่อเทคโนโลยีการสืบสวนเชิงลึกสะดวกขึ้น ช่วยให้นักข่าวยุคใหม่สามารถแกะรอยการทุจริตของผู้มีอำนาจได้ง่ายและลึกกว่าในอดีต

เมื่อการตรวจสอบทำได้ทะลุทะลวงขึ้น ผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนข้ามชาติจึงรู้สึกถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง และหันมาใช้วิธีทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดตอบโต้ โดยอาศัยจุดอ่อนของสื่อมวลชนกระแสหลักที่กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ขาดงบประมาณสู้คดี และไม่มีทนายประจำองค์กร

การเรียกค่าเสียหายมหาศาลหลักสิบล้านถึงร้อยล้านบาท จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ เพราะกลุ่มทุนทราบดีว่าสำนักข่าวขนาดเล็กหรือนักข่าวอิสระมักยินยอมลบบทความออกจากระบบ หรือยอมความตั้งแต่ชั้นศาลต้นๆ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระค่าทนายความตลอดระยะเวลาการสู้คดียาวนานหลายปีได้

หากย้อนไปดูคดีบรรทัดฐานที่เป็นกรณีศึกษาสำคัญในต่างประเทศช่วงปี 2567 - 2568 จะเห็นรูปแบบการยื่นฟ้องที่หวังผลสยบสื่อมวลชนทั้งอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน เช่น กรณีในประเทศอิตาลี เมื่อปี 2567 ที่ ดาเนียลา ซานตังเก้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ได้ยื่นฟ้องนิตยสารสืบสวนสอบสวน L'Espresso เรียกค่าเสียหายแพ่งพุ่งสูงถึง 5 ล้านยูโร หรือราว 195 ล้านบาท เพียงเพราะสื่อลงบทความขุดคุ้ยธุรกิจส่วนตัวและผลประโยชน์ทับซ้อน

ดาเนียลา ซานตังเก้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว
ดาเนียลา ซานตังเก้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว

หรือกรณีในประเทศกรีซ ช่วงปี 2565- 2567 ที่ กริกอริส ดิมิเทรียดิส อดีตเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องสำนักข่าวสืบสวน Reporters United และภาคีสื่อมวลชน เรียกร้องค่าเสียหายรวมกันสูงถึง 3.3 ล้านยูโร หรือราว 130 ล้านบาท เพื่อหวังยับยั้งการเปิดเผยข้อมูลคดีสปายแวร์สอดแนม Predator ที่ดักฟังโทรศัพท์นักข่าวและนักการเมือง

เช่นเดียวกับในประเทศบัลแกเรีย บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ Lev Ins AD ได้ยื่นฟ้องสื่อออนไลน์ Mediapool  เมื่อปี 2566 เรียกเงินชดเชยสูงถึง 500,000 ยูโร หรือราว 19 ล้านบาท เพียงเพราะสื่อนำเสนอรายงานข่าวที่ถอดคำแถลงของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังจากรายงานการประชุมภาครัฐ

ความแยบยลของการฟ้องปิดปากในปี 2569 ยังได้พัฒนาไปอีกขั้น เมื่อผลการวิจัยจากรัฐสภาอังกฤษและเวที European SLAPP Contest 2569 บันทึกตรงกันว่า ผู้ฟ้องยุคนี้เริ่มลดการฟ้องด้วยข้อหาหมิ่นประมาทแบบเดิม แต่เปลี่ยนไปใช้วิธีอ้างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ GDPR และกฎหมายความลับทางการค้า

กลุ่มทุนข้ามชาติได้ใช้ช่องทางดังกล่าว ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งฉุกเฉินสั่งให้สื่อมวลชนลบรายงานสืบสวน ลบชื่อบุคคล หรือลบเอกสารหลุดทางการเงินออกจากระบบทันที โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ยังมีกรณีดัง เช่น องค์กรสากลเตือนภัยปี 2569 'คดี SLAPPs' เทรนด์ใหม่ โดยเมื่อเดือนก.ค. 2569 ยูเนสโก ร่วมกับองค์กร ADEPT เผยแพร่รายงานติดตามสถานการณ์ระดับประเทศ กรณีประเทศมอลโดวาเป็นโมเดลเตือนภัยสากล ภายใต้หัวข้อ "ฝ่ายตุลาการระดมกำลังยุติการคุกคามนักข่าวผ่านกระบวนการกฎหมายในมอลโดวา”

รายงานยังระบุว่า ตลอดปี 2569 นักข่าวสืบสวนที่ติดตามประเด็นเครือข่ายแทรกแซงการเมือง ปฏิบัติการข่าวปลอมช่วงเลือกตั้ง และไอโอ (IO) ข้ามพรมแดน ถูกกลุ่มอิทธิพลยื่นฟ้องศาลแพ่งและอาญาพร้อมกันหลายคดี โดยมีเป้าหมายสร้างภาระค่าใช้จ่ายและดึงเวลาให้สื่อต้องขึ้นศาลข้ามปี เพื่อกดดันให้เกิดสภาวะหวาดกลัวและยุติการขุดคุ้ย

ในประเทศอิตาลี พันธมิตร Media Freedom Rapid Response (MFRR) เปิดเผยรายงานผลการลงพื้นที่สืบสวน ณ กรุงโรม ในชื่อ "ภารกิจตรวจสอบการถดถอยด้านเสรีภาพสื่อในอิตาลี" เมื่อเดือน กฃค. 2569 ระบุว่าประเทศอิตาลีกำลังเผชิญการพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจของ "คดี SLAPPs จากรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง" โดยเจ้าหน้าที่รัฐอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายหมิ่นประมาทที่เข้มงวด ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งสูงถึงหลักแสนถึงล้านยูโรต่อบทความสืบสวนเพียงชิ้นเดียว ส่งผลให้นักข่าวสืบสวนในอิตาลีเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายรุนแรงที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป สอดคล้องกับผลศึกษาของรัฐสภายุโรปเมื่อปี 2567 ที่ระบุว่าอิตาลีมีจำนวนคดี SLAPP สูงที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิก EU ทั้งหมด

คดีที่ชัดเจนที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาคือกรณีของ โรแบร์โต ซาเวียโน นักเขียนและนักข่าวสายต่อต้านมาเฟียชื่อดัง ซึ่งถูก มัตเตโอ ซัลวินี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยื่นฟ้องหมิ่นประมาททางอาญา หลังซาเวียโนวิจารณ์นโยบายต่อต้านผู้อพยพของซัลวินีผ่านโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปี 2561 โดยอัยการเรียกร้องโทษปรับ 10,000 ยูโร ขณะที่ทีมทนายของซัลวินีเรียกค่าเสียหายเพิ่มอีก 100,000 ยูโร ในที่สุดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ศาลอาญากรุงโรมได้ตัดสิน "ยกฟ้อง" ซาเวียโนทั้งหมด ซึ่งองค์กรสื่อระดับสากลยกให้เป็นคำพิพากษาบรรทัดฐานสำคัญด้านเสรีภาพสื่อ และเป็นตัวอย่างชัดเจนของรูปแบบคดีฟ้องปิดปากที่ผู้ฟ้องมีอำนาจทางการเมืองเหนือกว่าจำเลยอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ คดีของซาเวียโนไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2566 เขาเคยถูกศาลตัดสินปรับฐานหมิ่นประมาทนายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี จากกรณีวิจารณ์นโยบายเรือกู้ภัยผู้อพยพในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาแล้ว สะท้อนแนวโน้มที่นักการเมืองระดับสูงของอิตาลี รวมถึงตัวนายกฯ เมโลนีเอง ใช้กฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาเป็นเครื่องมือฟ้องนักข่าวและนักวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง องค์กร ARTICLE 19 และ PEN International จึงเรียกร้องให้ทางการอิตาลียกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญาโดยเร็ว พร้อมออกกฎหมายคุ้มครองนักข่าวจากคดี SLAPP อย่างเป็นทางการ

ด้านรัฐสภาสหราชอาณาจักร ได้จัดอภิปรายวาระ Backbench Business Debate เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ในหัวข้อ  "ผลกระทบจากการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (SLAPPs)" นำโดย ส.ส. อเล็กซ์ โซเบล

ที่ประชุมอภิปรายถึงแนวโน้มในปี 2569 ที่กลุ่มมหาเศรษฐีและบรรษัทข้ามชาติเปลี่ยนยุทธวิธีจากการฟ้องหมิ่นประมาท มาเป็นการอ้าง "กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” เพื่อบีบให้สื่อและนักวิจัยลบชื่อบุคคลหรือเอกสารทางการเงินออกจากรายงานสืบสวน พร้อมระบุว่ามาตรการป้องกันฟ้องปิดปาก เดิมภายใต้ พระราชบัญญัติอาชญากรรมทางการเงินและความกว้างขวางโปร่งใสขององค์กรปี 2566  ยังไม่ครอบคลุมเนื่องจากจำกัดเฉพาะคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จึงมีการผลักดันร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ฉบับใหม่ที่ครอบคลุมกว้างขึ้นในรัฐสภา

มาตรการ EU และ ยูเนสโก้ปกป้องสื่อ

วิกฤตการณ์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ EU และยูเนสโกต้องเร่งวางมาตรการตอบโต้เชิงรุกเพื่อหยุดยั้งสภาวะสื่อมวลชนถูกฟ้องปิดปาก

EU ออกกฎเมื่อต้นปี 2567 โดยเรียกกฎหมายนี้ว่า "กฎหมายของแดฟนี" เพื่อเป็นเกียรติแก่ดาฟเน คารัวนา กาลิเซีย นักข่าวชาวมอลตาที่ถูกลอบสังหารเมื่อปี 2560 ขณะเผชิญคดีหมิ่นประมาททั้งทางแพ่งและอาญารวมกันถึง 48 คดี

สาระของกฎหมายฉบับนี้ที่วางไว้คือ ระบบ "Early Dismissal" ที่ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีตั้งแต่ระยะแรก บทลงโทษให้โจทก์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของจำเลย หากศาลตัดสินว่าเป็นการฟ้องกลั่นแกล้ง รวมถึงมาตรการเรียกหลักประกันค่าใช้จ่ายและบทลงโทษเชิงยับยั้งต่อผู้ยื่นฟ้องคดีในลักษณะนี้

ประเด็นที่น่าสนใจและสร้างแรงสะเทือนระดับโลกมากที่สุด คือการตั้งกลไกคุ้มครองข้ามพรมแดน ซึ่งอนุญาตให้ผู้มีภูมิลำเนาในเขต EU สามารถยื่นฟ้องต่อศาลในประเทศบ้านเกิดของตนเอง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากคดี SLAPP ที่เกิดขึ้นนอกเขตสหภาพยุโรปได้ ถือเป็นการขยายขอบเขตอำนาจการคุ้มครองประชาชนทางกฎหมายที่ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านดินแดนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ระบบยุติธรรมสากล ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องเสรีภาพในการสื่อสารและการตรวจสอบในชาติต่างๆ ของ EU เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ฟ้องคดีกลั่นแกล้งทั่วโลก ว่าจะไม่สามารถใช้ช่องว่างทางกฎหมายต่างแดนมาบีบบังคับหรือฟ้องปิดปากประชาชนได้อีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีสำคัญ นั่นเพราะเป็นเส้นตายการถ่ายโอนกฎหมายเข้าสู่ระบบกฎหมายภายในของแต่ละประเทศสมาชิก ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 7 พค. 2569 พอดี ล่าสุดพบว่ามีถึง 14 ประเทศสมาชิกที่ยังไม่ดำเนินการถ่ายโอนกฎหมายให้ทันเวลาจน EU ต้องเริ่มกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดประเทศเหล่านั้น

ขณะที่ ยูเนสโก ก็มีกองทุนที่ทำหน้าที่อัดฉีดงบสนับสนุนค่าทนายความให้นักข่าว มีอายุเกือบทศวรรษแล้ว นั่นคือ กองทุนปกป้องสื่อมวลชนโลก  (Global Media Defence Fund - GMDF) เป็นกองทุนทรัสต์แบบหลายภาคี เกิดขึ้นจากการรณรงค์เสรีภาพสื่อมวลชนระดับโลกเมื่อปี 2562 เพื่อสนับสนุนแผนของสหประชาชาติว่าด้วยความปลอดภัยของนักข่าวและการต่อต้านการลอยนวลพ้นผิด โดยก่อตั้งขึ้นด้วยเงินสนับสนุนเริ่มต้นจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรและแคนาดา กองทุนนี้ได้กลายเป็นกลไกเสริมสร้างการคุ้มครองทางกฎหมายให้นักข่าวทั่วโลก

กองทุนนี้บริหารโดยยูเนสโก มุ่งสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานเสริมการคุ้มครองทางกฎหมายให้นักข่าว ผ่านการเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมายและการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมส่งเสริมความรับผิดชอบผ่านงานข่าวสืบสวน และผลงานที่สะสมมาตลอดหลายปีก็ไม่น้อย ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา กองทุนได้สนับสนุนโครงการไปแล้วราว 170 โครงการทั่วโลก ครอบคลุมนักข่าวกว่า 9,000 คน ทนายความกว่า 1,600 คน และองค์กรสื่อกว่า 300 แห่ง

ที่ผ่านมายูเนสโกยังได้เดินหน้าจัดโครงการฝึกอบรมบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งผู้พิพากษาและอัยการไปแล้วกว่าพันคนทั่วโลก เพื่อสร้างความเข้าใจและรู้เท่าทันรูปแบบคดีฟ้องปิดปาก

EU เปิดกระบวนการละเมิดกฎหมายกับ 14 ประเทศ

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกชุดแถลงการณ์ดำเนินการละเมิดกฎหมายโดยส่ง "หนังสือแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ" ไปยัง 14 ประเทศสมาชิก ได้แก่เยอรมนี, อิตาลี, สเปน, เนเธอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, ออสเตรีย, โปรตุเกส, ฮังการี, กรีซ, สาธารณรัฐเช็ก, สโลวาเกีย, โรมาเนีย, บัลแกเรีย และลักเซมเบิร์ก

สาเหตุเพราะประเทศเหล่านี้ไม่สามารถนำกฎหมายข้อกำหนดของสหภาพยุโรปว่าด้วยการต่อต้านคดีปิดปาก (EU Anti-SLAPP Directive) ไปตราและบังคับใช้เป็นกฎหมายภายในประเทศ ได้ทันตามกำหนดเดดไลน์อย่างเป็นทางการ ในเดือนพค. 2569

ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการทำงานของสหภาพยุโรป การเปิดกระบวนการลงโทษจะไม่ได้ทำโดยการสั่งปรับเงินก้อนใหญ่ในทันที แต่จะมี 3 ขั้นตอนหลักตามลำดับ

คณะกรรมาธิการยุโรปส่งหนังสือเตือนถึง 14 ประเทศ โดยให้ระยะเวลา 2 เดือน ในการส่งคำชี้แจง และแจ้งความคืบหน้าในการเร่งผ่านกฎหมายต่อสภา

หากพ้น 2 เดือนแล้ว ประเทศใดยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจหรือยังไม่แก้กฎหมาย EUจะยกระดับส่ง "ข้อชี้ขาด" กำหนดรอบสุดท้าย

หากประเทศสมาชิกยังละเลย EUจะส่งเรื่องฟ้อง ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป เพื่อสั่งลงโทษปรับเงินก้อนใหญ่ และสั่งปรับรายวัน จนกว่าประเทศนั้นจะยอมตรากฎหมายฟ้องปิดปากได้สำเร็จ

กฎหมาย EU Anti-SLAPP Directive  หรือที่รู้จักกันในชื่อ Daphne's Law เพื่อเป็นเกียรติแก่นักข่าวสืบสวน แดฟนี คารูอานา กาลิเซีย ที่ถูกลอบสังหาร ได้เห็นชอบมาตั้งแต่ปี 2568 โดยให้อำนาจศาลในยุโรปสามารถ ยกฟ้องทันที ศาลสามารถปัดตกคดีฟ้องปิดปากที่ไม่มีมูลความจริงออกไปได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการไต่สวน และยังมีบทลงโทษผู้ฟ้องกลั่นแกล้ง โดยกำหนดให้ผู้ฟ้อง เช่น นักการเมือง/กลุ่มทุน  ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความทั้งหมดแทนสื่อมวลชนที่ตกเป็นจำเลย

นักข่าวสืบสวน แดฟนี คารูอานา กาลิเซีย ที่ถูกลอบสังหาร
นักข่าวสืบสวน แดฟนี คารูอานา กาลิเซีย ที่ถูกลอบสังหาร

การที่ 14 ประเทศสมาชิกปล่อยให้เลยกำหนดในเดือนพค. 2569  ทำให้นักข่าวสืบสวนสอบสวนในประเทศ เหล่านั้นยังคงขาดเกราะคุ้มครองทางกฎหมาย และยังคงโดนคดีฟ้องเรียกค่าเสียหายหลักล้านยูโรเล่นงานอย่างต่อเนื่อง EU จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายลงโทษขั้นเด็ดขาด

ยุโรปเปิดเวทีแฉ “คดีปิดปากสื่อ” ทั่วทวีป

เครือข่ายต่อต้าน SLAPPs ในยุโรป (CASE) จัดงาน "The European SLAPP Contest 2026"  หรือ การประกวดคดีฟ้องปิดปากแห่งยุโรป ประจำปี 2569  เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาที่กรุงโซเฟีย บัลแกเรีย  มอบรางวัล “ผู้ฟ้องปิดปากสื่อ” เป็นครั้งที่ 5 เพื่อส่งสัญญาณเตือนก่อนถึงเส้นตายกฎหมาย EU Anti-SLAPP Directive ในปี 2569  โดยมีกรณีศึกษาที่ชนะรางวัลหลักๆ เช่น

รางวัล SLAPP Politician of the Year (นักการเมืองยอดแย่แห่งปี) ตกเป็นของ โคลด เออร์เดอเกินส์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอันแดนน์  ประเทศเบลเยียม จากกรณีการใช้กระบวนการทางกฎหมายกดดันผู้วิจารณ์การบริหารงานของเขา ซึ่งคณะกรรมการตัดสินรางวัล (ประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภายุโรปและผู้เชี่ยวชาญจาก CASE) ระบุว่า เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้อำนาจทางการเมืองข่มขู่ผู้เห็นต่าง

รางวัล Corporate Bully of the Year (บริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่คุกคามสื่อ) ตกเป็นของจอห์น คีแกน  และบริษัทเหมืองหินคีแกน ควอร์รีส์ จำกัด จากไอร์แลนด์ ซึ่งใช้การฟ้องร้องกดดันชุมชนและนักเคลื่อนไหวที่คัดค้านการขยายพื้นที่เหมือง

รางวัล Green Gag Award (รางวัลปิดปากสื่อสิ่งแวดล้อม) ตกเป็นของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอิตาลี Eni จากกรณีฟ้ององค์กรสื่อสืบสวนและ NGO ที่ทำข่าวเปิดโปงการฟอกเขียวและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยข้อกฎหมายละเมิดความลับทางการค้าและชื่อเสียงองค์กรเป็นเครื่องมือกดดัน

ในปี 2569 องค์กรระดับโลกไม่ได้มองคดีฟ้องปิดปาก เป็นเรื่องของ "คดีหมิ่นประมาทธรรมดา" อีกต่อไป ยูเนสโกและEU ต่างก็ชี้ตรงกันว่าเป็น "ยุทธศาสตร์ปิดปากสื่อ" ที่เปลี่ยนรูปแบบจากการฟ้องเนื้อหาข่าว ไปเป็นการอ้างกฎหมายไซเบอร์ กฎหมายการเงิน และการฟ้องคดีอาญาโดยรัฐมนตรี เพื่อทำให้สื่อล้มละลายหรือกลัวจนยอมเซ็นเซอร์ตัวเอง

--

ที่มา- https://commonsbusiness.parliament.uk/Document/105379/Pdf?subType=LargePrint

https://www.eunews.it/en/2026/07/15/italy-and-13-other-countries-are-facing-eu-infringement-proceedings-over-the-directive-against-gag-lawsuits/

https://www.the-case.eu/latest/the-european-slapp-contest-2026/

https://commonsbusiness.parliament.uk/Document/105379/Pdf?subType=LargePrint