กองบก.จุลสารราชดำเนิน
การจัดอบรม “การรายงานข่าวในภาวะวิกฤตและสาธารณภัย" (Safety Training รุ่นที่ 15) โครงการอบรมผู้สื่อข่าวของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ดำเนินมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 15ผ่านพ้นไปเมื่อปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมารวม 4 วัน ณ คุ้งน้ำรีสอร์ท จังหวัดนครนายก มีสื่อมวลชนจากหลากหลายสังกัดที่เข้าร่วมจำนวน 20 คน ได้ร่วมฝึกทักษะในสถานการณ์จำลองเพื่อวางแผนก่อนลงพื้นที่วิกฤต ภัยพิบัติทางน้ำ การรายงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้ง รวมถึง การแชร์ประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องเพื่อเสริมทักษะความปลอดภัยในการรายงานข่าว ที่ต้องตระหนักถึงอันตรายจากการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง

ที่พิเศษของปีนี้ คือ ทักษะใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา คือการฝึกเอาตัวรอดจากกระแสน้ำเชี่ยว หรือ Swift Water Training เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้สื่อข่าวสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่น้ำท่วมและน้ำหลากได้อย่างปลอดภัย โดยยกเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปี 2568มาเป็นกรณีศึกษา ที่สื่อมวลชนหลายสำนักลงพื้นที่ และกลายเป็นผู้ประสบภัยจำนวนไม่น้อย
โครงการดังกล่าว สมาคมนักข่าวฯ ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ "Safety Training” ภายใต้โครงการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อเพื่อการรับมือภัยพิบัติและข่าวปลอม ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 15 ระหว่างวันที่ 26 – 29 กรกฎาคม 2569
ประเมินความเสี่ยงเป็น ปลอดภัยทั้งตัวเองและไม่เป็นภาระงาน
เสียงสะท้อนจากสื่อมวลชนที่เข้าร่วมอบรมต่างสนับสนุนการจัดอบรมโครงการสร้างความปลอดภัยให้กับนักข่าว เช่น ชานนท์ ขุมทรัพย์ หรือ “นนท์” อายุ 31 ปี ผู้สื่อข่าวรายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส เล่าว่า อยู่วงการข่าวมาประมาณ 10 ปี ผ่านการทำงานข่าว ทั้งข่าวภาคสนาม ประเด็นสังคม รวมถึงข่าวม็อบสามนิ้ว เคยผ่านการอบรมสื่อมวลชนมาบางโครงการ แต่ถ้าเป็นการอบรมเรื่อง “เซฟตี้” นี่เป็นครั้งแรก

ชานนท์ ขุมทรัพย์ หลังได้เข้าร่วมอบรมจริง นนท์บอกว่า “ได้ความรู้ใหม่จริงๆ การอบรมครั้งนี้ทำให้ได้มองกลับมาที่ตัวเองมากขึ้น ว่าในสถานการณ์แบบไหนเราควรปฏิบัติตัวยังไงให้ปลอดภัย ทั้งเรื่องการประเมินความเสี่ยง การเอาตัวรอด หรือแม้แต่การดูแลตัวเองเบื้องต้น”
หนึ่งในกิจกรรมที่เขารู้สึกว่ามีประโยชน์มากคือการฝึกกู้ภัยทางน้ำ นนท์มองว่า แม้เราอาจไม่ได้ถึงขั้นไปช่วยคนอื่นได้ทันที แต่สิ่งสำคัญคือ “เราช่วยตัวเองได้ก่อน” แค่นี้ก็ลดภาระของเจ้าหน้าที่ไปได้แล้ว ในวันที่เกิดเหตุจริง เจ้าหน้าที่จะได้ไปช่วยคนที่เดือดร้อนมากกว่า ขณะที่ตัวนักข่าวเองก็ยังสามารถทำหน้าที่ต่อได้โดยไม่กลายเป็นภาระเพิ่ม
นอกจากนี้ การจำลองสถานการณ์ความขัดแย้งหรือเหตุชุมนุมก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้เขาเห็นภาพชัดขึ้น เพราะที่ผ่านมาแม้จะรู้ว่าม็อบหรือเหตุการณ์ใหญ่ๆ เกิดขึ้นอย่างไร การฝึกครั้งนี้ช่วยให้เห็นขั้นตอนการตัดสินใจ การเอาตัวรอด รวมถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ว่าเหตุการณ์แบบไหนควรทำอะไรเป็นอันดับแรก
นนท์มองว่าการอบรมเซฟตี้ไม่ใช่แค่เรื่องเสริม แต่เป็น “ทักษะที่จำเป็น” สำหรับนักข่าวในยุคนี้ เพราะสถานการณ์ข่าวมีความซับซ้อนและคาดเดายากมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่นักข่าวมีความรู้เรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่แค่ช่วยให้ตัวเองรอด แต่ยังช่วยให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปราณปริยา แก้วต๊ะ หรือ “มุก” วัย 24 ปี เธอนิยามตัวเองเป็น “เด็กจบใหม่” เพราะประสบการณ์ทำงานข่าวยังไม่มากแค่ 8 เดือน ส่วนใหญ่ทำงานข่าวในออฟฟิศ มีโอกาสออกไปเก็บข่าวภาคสนามบ้างในบางเหตุการณ์
“หนูยังไม่เคยไปอยู่ในจุดที่มันเสี่ยงแบบนั้นเลยค่ะ หนูอยากไปลุยมากขึ้น อยากลงพื้นที่ภาคใต้สักครั้ง อยากทำข่าวที่มันได้ลงมือจริง” เธอเล่าถึงเหตุตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ “ตอนแรกมาหนูก็เซอร์ไพรส์เลยค่ะ เพราะทุกอย่างพี่ๆ จะให้จำลองอยู่ในสถานการณ์จริงตลอด ทำให้มุมมองเปลี่ยนไป บางเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยที่สุด มันอาจจะอันตรายที่สุดก็ได้”
มุก บอกว่า สิ่งที่รู้สึกว่าได้ประโยชน์มาก คือการฝึกการเอาตัวรอดในน้ำเชี่ยวเพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญ “อย่างแรกคือตัวเราต้องปลอดภัยก่อน ถ้าเราไม่ปลอดภัย เราก็ช่วยคนอื่นไม่ได้”
สำหรับเธอ การอบรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ใหม่ แต่เป็นเหมือน “การซ้อมก่อนเจอของจริง” เธอทิ้งท้ายชวนให้นักข่าวคนอื่นๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการฝึกแบบนี้ลองเปิดใจเข้ามาเรียนรู้ “คุณไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งคุณจะต้องไปเจออะไร แต่ถ้าฝึกจากตรงนี้ได้ มันจะทำให้เรามีพื้นฐาน แล้วเราจะรู้ว่าต้องรับมือยังไงเมื่อถึงเวลาจริง ขอบคุณสมาคมนักข่าวอีกครั้ง และหลังจากนี้หนูตั้งใจจะสมัครเป็นสมาชิกสมาคมเผื่อได้รู้ข่าวการอบรมต่างๆ จะได้เข้าร่วม”
บทเรียนล้ำค่าในสนามข่าวจำลอง

ขณะที่ ผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่จากค่าย The Momentum นลินี ค้ากำยาน หรือ "น้ำ" สะท้อนว่าหลักสูตรดังกล่าวไม่เพียงเปลี่ยนมุมมองการทำงานข่าว แต่ยังทำให้เข้าใจ “ความปลอดภัย” ในฐานะทักษะที่จำเป็นไม่แพ้การรายงานข่าว
"เดิมทีไม่รู้ว่า หลักสูตรเป็นอย่างไร แต่รุ่นพี่ในองค์กรที่เคยผ่านการอบรมในรุ่นก่อนหน้าแนะนำให้มาฝึก พอได้มามีการจำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งมันใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในภาคสนาม” น้ำ กล่าว
ตลอดระยะเวลา 4 วันของการอบรม น้ำ อธิบายว่า รูปแบบการเรียนรู้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากการอบรมทั่วไป โดยเน้นการ “ลงมือทำ” ผ่านสถานการณ์จำลองหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เหตุฉุกเฉินไปจนถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ทดลองตัดสินใจ แก้ไขปัญหา ภายใต้การดูแลของทีมวิทยากรที่คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ น้ำ ในฐานะนักข่าวรุ่นใหม่ สะท้อน คือ การเปลี่ยนแปลงใน “วิธีคิด” ต่อการลงพื้นที่ทำข่าว จากเดิมที่อาจเตรียมตัวเพียงอุปกรณ์พื้นฐาน เช่น สมุดโน้ต กลายเป็นการตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัย ทั้งอุปกรณ์ การวางแผน และการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เพราะเราไม่รู้เลยว่าสถานการณ์อะไรจะเกิดขึ้น
“เราไม่รู้เลยว่าในการทำข่าวครั้งต่อไปจะต้องเจอกับอะไร แต่สิ่งที่ได้จากการอบรมคือ ทำให้เราพร้อมมากขึ้น อย่างน้อยก็รู้ว่าควรเตรียมตัวยังไง และรับมือยังไงเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด มันเป็นการอบรมที่เราเอาไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะสำหรับนักข่าวจบใหม่อย่างเรา ที่ยังไม่รู้ว่าในเส้นทางข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง การได้มาเรียนรู้ตรงนี้ ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นในการทำงาน”

เช่นเดียวกับ “แพรวา” แพรวารินทร์ โพธิทูล วัย 23 ปี ผู้สื่อข่าวต่างประเทศจาก The Momentum เธอบอกว่า บรรณาธิการเห็นความสำคัญและแนะนำให้เธอเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์ แม้ก่อนหน้านี้จะได้ยินคำร่ำลือจากรุ่นพี่มาบ้างว่าการอบรมนี้มีเสียงคล้ายระเบิดทำให้แอบกังวลอยู่บ้าง แต่ด้วยความเป็นเด็กจบใหม่ก็อยากลองมาเจอของจริงดูสักตั้ง
ภาพรวมตลอดการอบรมทำให้ค้นพบว่าบทเรียนนั้นจัดเต็มและแน่นมาก การจำลองสถานการณ์ทุกอย่างทำออกมาได้สมจริงสุดๆ โดยเฉพาะฐานการฝึกที่ชื่อว่า 'Swift Water' ที่กินเวลายาวนานตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึง 18.00 น. เธอรับว่าตอนแรกไม่คิดว่าจะต้องฝึกนานและโหดขนาดนี้ แต่มันก็ทำให้ตระหนักได้ว่า เมื่อต้องเผชิญกับความเสี่ยงในสถานการณ์จริง "สติ" คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราตั้งรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ทันท่วงที
แม้การฝึกบางอย่างอาจจะดูหนักหน่วง แต่แพรวามองว่าความรู้ที่ได้ติดตัวกลับมานั้นล้ำค่า โดยเฉพาะการจำลองสถานการณ์ความขัดแย้ง การลงพื้นที่ม็อบ และการรับมือกับการปะทะหรือเสียงระเบิด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักข่าวมีโอกาสต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง และเชื่อมั่นว่าบทเรียนเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะเมื่อเราทำงานอยู่ในสนามข่าว เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต
“ตลอด 4 วัน ก็ประทับใจและขอขอบคุณสมาคมนักข่าวฯ ที่จัดค่ายนี้ขึ้นที่มีประโยชน์และอัดแน่นไปด้วยคุณภาพ พี่ๆ สตาฟทุกคนที่ดูแลเป็นอย่างดี น่ารัก และทุ่มเท อยากฝากให้มีการจัดค่ายนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นประโยชน์กับนักข่าว”

ธนวัฒน์ เอี่ยมเสริม หรือ “ปลาทู” content creator จากไทยรัฐออนไลน์ อายุ 28 ปี ประสบการณ์ในวิชาชีพสื่อ 5 ปี เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจมาเข้าร่วมค่ายนี้ ไม่ได้มาจากความตั้งใจตั้งแต่แรก หากแต่เป็นคำชวนจากพี่นักข่าว ก่อนที่หัวหน้าจะโยนคำถามง่ายๆ ว่า “ลองไปไหม” ตอนนั้นสะดุดใจกับคำว่า “Swift Water” และภาพข่าวน้ำท่วมที่เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทำให้อยากรู้ว่า ทักษะเหล่านี้จะต่อยอดกับงานของตัวเองได้อย่างไร
ปลาทู รับว่า ไม่เคยผ่านสถานการณ์เสี่ยง ไม่เคยต้องลงพื้นที่จริงแบบที่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน จึงมีความกลัวที่เข้าฝึกอบรม แต่พอเข้าร่วม พี่ๆ สตาฟ ช่วยถ่ายทอดบทเรียนให้ฟังเป็นอย่างดี ตั้งแต่สิ่งที่ควรทำ ไปจนถึงสิ่งที่ต้องระวัง ประสบการณ์ที่ถูกเล่าซ้ำในหลายมุม
ด่านทดสอบที่ปลาทูยกให้เป็นทั้งความท้าทายและบทเรียนสำคัญ คือ “Swift Water” หรือการเอาตัวรอดในกระแสน้ำเชี่ยว สำหรับคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ มันคือความหนักหนาที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและสติ แต่เมื่อเข้าใจหลักการ กลับมองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้แรง หากเป็นการ “รู้จังหวะ” และ “อยู่กับธรรมชาติ” เพื่อเอาชีวิตรอด
อีกหนึ่งบทเรียนที่เขามองว่า “ใช้ได้จริง” คือการจำลองสถานการณ์ข่าวความขัดแย้ง การฝึกทำให้เห็นว่า แม้จะวางแผนล่วงหน้าแค่ไหน สถานการณ์จริงก็พร้อมเปลี่ยนตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่แผน แต่คือ “สติ” และ “ความพร้อม” ที่ต้องอยู่กับตัวตลอดเวลา
ในสถานการณ์จำลอง ได้เรียนรู้ตั้งแต่การหลบภัย การปฐมพยาบาล ไปจนถึงการรับมือกับเหตุไม่คาดคิด เช่น เสียงระเบิดหรือความโกลาหล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทักษะเพื่อเอาตัวรอดของตัวเอง แต่ยังหมายถึงโอกาสในการช่วยชีวิตผู้อื่น ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย สิ่งสำคัญการรายงานในพื้นที่ความขัดแย้ง ต้องไม่ “เพิ่มภาระ” และไม่ตกเป็น “กระบอกเสียง” ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว การมีสติและการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน จึงเป็นหัวใจของการทำหน้าที่สื่ออย่างรับผิดชอบ
แม้จะไม่ได้เป็นนักข่าวภาคสนามเต็มตัว แต่ประสบการณ์จากค่ายนี้กลับกลายเป็น “ทุน” ที่เขามองว่ามีค่ามากกว่าที่คาดไว้ จากคนที่เริ่มต้นด้วยความไม่รู้จักคำว่าเซฟตี้ วันนี้เขากลับมองเห็นภาพการทำงานข่าวในอีกมิติหนึ่ง คือ ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ
เจ้าตัว มองว่า การอบรมลักษณะนี้มีคุณค่า คือ “โอกาส” ที่ดีของคนทำข่าว โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้อยู่หน้างาน ให้ได้เติมเต็มทักษะที่ขาด และเข้าใจโลกของการรายงานข่าวในสถานการณ์เสี่ยงมากขึ้น และอยากเห็นสมาคมนักข่าว เดินหน้าจัดโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป
ทลายภาพจำเดิมๆ สู่ทักษะการรอดชีวิตจริง

“ปอเช่” นันท์นภัส เด่นดวงไพโรจน์ วัย 36 ปี ผู้สื่อข่าวภาคสนามจาก PPTV ประสบการณ์กว่า 12 ปีในสายงานข่าว เธอบอกอยู่ภาคสนามไลฟ์สดข่าวใหญ่เป็นประจำ ก่อนเข้าร่วม ยอมรับว่ามีภาพจำเกี่ยวกับการฝึกที่ค่อนข้างกดดัน คิดไปถึงบรรยากาศแบบ “พี่ว้าก” ต้องสั่งหมอบหรือใช้ความเข้มงวดแบบที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อได้เข้ามาสัมผัสจริง กลับพบว่าทุกอย่าง “ดีกว่าที่คิดไว้เยอะมาก” และแตกต่างจากภาพจำโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่ทำให้ประทับใจมากที่สุด คือความตั้งใจของทีมวิทยากรและผู้ฝึก ที่ไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี แต่ “ทำให้เห็นภาพจริง” ผ่านสถานการณ์จำลองที่สมจริงจนแทบแยกไม่ออกจากเหตุการณ์จริง ทุกคนอยู่ในบทบาทอย่างเต็มที่ ไม่มีหลุดคาแรคเตอร์ และทำให้ผู้เข้าอบรมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤตจริง ๆ
“การฝึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ใหม่ แต่เป็นการทบทวนตัวเองโดยเฉพาะในฐานะนักข่าวไลฟ์สด ที่ต้องพูดทุกอย่างตรงหน้าโดยไม่มีการตัดต่อ จากที่ผ่านมา อาจคิดอะไรก็พูด แต่หลังจากผ่านการอบรม ทำให้รู้ว่าการมีสติ การเลือกคำพูด และการประเมินสถานการณ์ เป็นสิ่งสำคัญ และถือว่า ได้ประโยชน์ 100% จากการอบรมครั้งนี้ เพราะทุกเนื้อหาสามารถนำไปใช้ได้จริงในงานข่าว โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์เสี่ยง”
ทักษะสำคัญที่เธอพูดถึง คือการทำ CPR ซึ่งเธอมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด และควรเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนต้องมี ไม่ใช่เฉพาะของนักข่าวเท่านั้น องค์ความรู้แบบนี้ จึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในห้องอบรม

“ถ้าวันนั้นทุกคนทำ CPR เป็น เหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว อาจจะไม่เสียชีวิตมากขนาดนี้” นอกจากนี้ การเรียนรู้เรื่องการแบ่งโซนพื้นที่อย่าง Hot Zone, Warm Zone และ Cool Zone ยังเป็นอีกสิ่งที่เธอนำไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง โดยเฉพาะการลงพื้นที่ชายแดนที่เคยเผชิญสถานการณ์สู้รบ ทำให้เห็นชัดว่า “ถ้าไม่ได้มาอบรมก่อนหน้านี้ อาจเป็นจุดที่อันตรายที่สุดสำหรับตัวเอง”
เธออยากเห็นการขยายโอกาสของการฝึกแบบนี้ไปสู่ผู้สื่อข่าวทุกสายงาน และมากไปกว่านั้นคือ “ประชาชนก็ควรได้รับรู้ด้วย” เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทักษะด้านความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ท้ายสุด ปอเช่ ฝากคำขอบคุณถึงสมาคมนักข่าวที่จัดโครงการนี้ขึ้น โดยมองว่าเป็น “หลักสูตรที่ดีมาก ครบทุกอย่าง” และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มทักษะที่นักข่าวภาคสนามจำเป็นต้องมี พร้อมย้ำว่า นี่คือการอบรมครั้งแรกของเธอ และเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนมุมมองการทำงานข่าวไปอย่างสิ้นเชิง

ขณะที่ นันท์ลิน เที่ยงแท้ หรือ “ซอส” วัย 25 ปี Content creator จาก Bangkok Post คือหนึ่งในนักข่าวรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับงาน “หลังจอ” มากกว่าหน้างานจริง งานส่วนใหญ่ของเธอคือการคัดเลือกข้อมูล วิเคราะห์ และเล่าเรื่องผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มากกว่าจะลงพื้นที่เผชิญเหตุโดยตรง ประสบการณ์ภาคสนามจึงยังไม่มากนัก เมื่อเทียบกับนักข่าวสายลุยที่ต้องอยู่หน้างานแทบทุกวัน แต่การอยู่ “ข้างใน” ไม่ได้ทำให้ซอสห่างจากความจริงของข่าว ตรงกันข้าม เธอกลับต้องใช้การกลั่นกรองข้อมูล คลิปที่ไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดนิ่ง
ก่อนเข้าร่วมการอบรม เธอรู้จักโครงการนี้ผ่านคำแนะนำของรุ่นพี่ในสายงาน ที่มองเห็นว่าการฝึกทักษะความปลอดภัยและการรายงานข่าวในสถานการณ์เสี่ยง เป็นสิ่งที่นักข่าวทุกคนควรมี ไม่ว่าจะทำงานอยู่ “หน้าแนว” หรือ “หลังบ้าน” ก็ตาม
ตลอด 4 วัน ซอสบอกว่านี่คือประสบการณ์ที่ “ไม่คิดว่าจะได้ทำในชีวิต” ตั้งแต่การจำลองสถานการณ์ การเอาตัวรอด ไปจนถึงการเรียนรู้เทคนิคที่ใช้ได้จริงในภาคสนาม บรรยากาศการฝึกที่สมจริง ทั้งเสียง เอฟเฟกต์ และสถานการณ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้มข้น ทำให้เธอได้ลองคิดและตัดสินใจเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ “การได้ลอง” แต่คือการได้เรียนรู้จากคนที่เคยผ่านสถานการณ์เหล่านั้นมาจริง รุ่นพี่ในวงการที่มาเป็นผู้สอน ไม่ได้พูดจากทฤษฎี แต่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรง กลายเป็นองค์ความรู้ที่จับต้องได้ และสามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที
แม้ซอสจะยอมรับว่างานของเธอส่วนใหญ่ยังอยู่ในห้องข่าว แต่การอบรมครั้งนี้ทำให้มุมมองเปลี่ยนไป เธอเข้าใจมากขึ้นว่าเบื้องหลังของภาพข่าวหนึ่งชิ้น มีความเสี่ยงอะไรซ่อนอยู่บ้าง และเมื่อกลับมาทำงานออนไลน์ เธอก็สามารถเลือกใช้เนื้อหาได้อย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น ทั้งในแง่ความถูกต้องและความเหมาะสม
ในอีกมุมหนึ่ง ซอสยังมองว่าความเสี่ยงของนักข่าวในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ว่าจะเป็นข่าวประเภทไหน ก็สามารถกลายเป็นสถานการณ์ไม่คาดคิดได้เสมอ การมี “อาวุธทางความรู้” ติดตัว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักข่าวภาคสนาม แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในวิชาชีพควรมีร่วมกัน
และสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกมีความหวังมากที่สุด คือ “การมีอยู่ของสมาคมนักข่าว” สำหรับนักข่าวรุ่นใหม่อย่างเธอ การได้รู้ว่ายังมีพี่ๆ ในวงการที่รวมตัวกัน คอยแบ่งปันประสบการณ์ และตั้งใจผลักดันให้มาตรฐานวิชาชีพดีขึ้น เป็นเรื่องที่มีความหมายมาก เพราะหลายครั้ง คนรุ่นใหม่อาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเอง “ขาดอะไร”
ย้อนรอย 15 ปี Safety Training
โครงการ Safety Training ของสมาคมนักข่าวฯ เริ่มต้นขึ้นในปี 2553 เนื่องจากขณะนั้น สื่อมวลชนเผชิญความเสี่ยงจากการรายงานข่าวในพื้นที่ความขัดแย้ง การชุมนุมทางการเมืองม็อบเสื้อสี สื่อมวลชนลงพื้นที่รายงานข่าว มีความเสี่ยงสูง ได้รับบาดเจ็บ ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยยังไม่เคยมีหลักสูตรลักษณะนี้มาก่อน ผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงหรือถ่ายทอดกันแบบปากต่อปาก
สมาคมนักข่าวฯ จึงเห็นความสำคัญจัดอบรมหลักสูตร Safety Training เพื่อสร้างความปลอดภัยในการทำงานข่าว ให้กับผู้สื่อข่าวภาคสนาม ความรู้ด้านการประเมินความเสี่ยง ก้าวแรกของโครงการเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกับ International News Safety Institute (INSI) องค์กรระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวทั่วโลก ที่สนับสนุนทีมวิทยากรผู้สื่อข่าวจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนมีประสบการณ์ทำข่าวในพื้นที่ความขัดแย้ง การก่อความไม่สงบ และภัยพิบัติ
จากนั้น จึงได้เริ่มจัดอบรมครั้งนี้ นับเป็นการวางรากฐานด้านความปลอดภัยของวิชาชีพสื่อไทยอย่างแท้จริง โดยในช่วง 5–6 ปีแรก ระหว่างปี 2553–2559 หลักสูตรเน้นหนักไปที่ ความปลอดภัยเชิงกายภาพ (physical safety) เป็นหลัก เช่น การรายงานข่าวในพื้นที่ความไม่สงบ การปะทะ การสลายการชุมนุม รวมถึงการทำงานในพื้นที่ภัยพิบัติ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง แพทย์ฉุกเฉิน และอดีตผู้สื่อข่าวภาคสนามเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ตรงให้ผู้เข้าอบรมนำไปใช้ได้จริง

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา หัวหน้าทีมสต๊าฟ โครงการฝึกอบรมหลักสูตรเซฟตี้เทรนนิ่ง สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมในการรายงานข่าวในสถานการณ์เสี่ยง โดยเฉพาะ 2 ด้านหลัก ได้แก่ การรายงานข่าวในพื้นที่ความขัดแย้ง และการรายงานข่าวในสถานการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งเป็นบริบทที่ผู้สื่อข่าวต้องเผชิญความเสี่ยงสูงในการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลักสูตรเซฟตี้เทรนนิ่ง ได้เพิ่มเนื้อหาการรับมือภัยพิบัติเข้ามา โดยเฉพาะ “ภัยทางน้ำ” เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศไทย และสามารถเกิดได้เกือบตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม รูปแบบการฝึกในปี 2569 มีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น หลังพบว่าพฤติกรรมของฝนและน้ำหลากมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยากขึ้น เช่น เหตุการณ์น้ำหลากในพื้นที่หาดใหญ่ช่วงปลายปี 2568

สถาพร กล่าวว่า “Swift Water” หรือการเอาตัวรอดในกระแสน้ำเชี่ยวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอบรม โดยร่วมมือกับทีมกู้ชีพและหน่วยงานจากกองทัพเรือ เพื่อให้ผู้สื่อข่าวเข้าใจธรรมชาติของน้ำ การไหลของกระแสน้ำ รวมถึงวิธีเอาตัวรอดและช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน การฝึกดังกล่าวถูกปรับให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้สื่อข่าว ไม่ใช่การฝึกกู้ภัยเต็มรูปแบบ แต่เน้นการเอาตัวรอดและลดความเสี่ยงระหว่างปฏิบัติงาน
“เป้าหมายสำคัญของการฝึกอบรมไม่ใช่การผลักดันให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็น แต่เพื่อให้มีความรู้และสติในการประเมินสถานการณ์ สามารถตัดสินใจได้อย่างปลอดภัย และไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับพื้นที่หรือหน่วยกู้ภัยในสถานการณ์วิกฤต”
สำหรับผลลัพธ์ของการจัดอบรมตลอด 15 รุ่นที่ผ่านมารวมถึงปัจจุบัน หัวหน้าทีมสต๊าฟฯ มองว่า หลักสูตรเซฟตี้เทรนนิ่งช่วยยกระดับทั้งความปลอดภัยและคุณภาพการทำข่าวของผู้สื่อข่าวอย่างชัดเจน โดยผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งในเชิงวิธีคิดและวิธีปฏิบัติ โดยเฉพาะในการรายงานข่าวในพื้นที่ความขัดแย้ง การชุมนุม หรือข่าวเชิงสืบสวนที่มีความเสี่ยงสูง
หัวหน้าทีมสต๊าฟฯ ยังเน้นว่า หลักสูตรดังกล่าวเปิดกว้างสำหรับผู้สื่อข่าวทุกแขนง ทั้งสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อใหม่ โดยเชื่อว่าการพัฒนาทักษะด้านความปลอดภัยจะช่วยยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนไทย และส่งผลให้ข่าวสารที่นำเสนอมีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมิติของการเตือนภัยและการสื่อสารความเสี่ยงต่อสาธารณะ

ว่าที่ ร.ต.การันต์ ศรีวัฒนบรูพา อดีตผู้ช่วยโฆษกสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการแพทย์ฉุกเฉิน มูลนิธิร่วมกตัญญู และร่วมเป็นเทรนเนอร์ฝึกอบรม Safety Training ให้กับสมาคมนักข่าวฯมายาวนานถึง 9 ปี เปิดเผยว่า ปีนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหา โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ เนื่องจากประเทศไทยเผชิญเหตุลักษณะนี้บ่อยครั้งและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้สื่อข่าวต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย
ส่วนตัวเห็นว่า ควรขยายหลักสูตรดังกล่าวไปยังผู้สื่อข่าวในสายงานอื่น นอกเหนือจากสายข่าวทั่วไป โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวสายกีฬาและสายบันเทิง ซึ่งแม้จะไม่ได้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเชิงความมั่นคงหรือภัยพิบัติโดยตรง แต่กลับมีความเสี่ยงเฉพาะด้านที่เพิ่มสูงขึ้นในยุคปัจจุบัน เพราะ ผู้สื่อข่าวสายกีฬาเป็นกลุ่มที่ต้องลงพื้นที่รายงานสดในสถานการณ์ที่มี ความตึงเครียดของมวลชน อาทิ การแข่งขันที่มีเดิมพันสูง การเผชิญหน้าระหว่างแฟนกีฬา หรือเหตุการณ์ปะทะหลังการแข่งขัน ซึ่งอาจบานปลายเป็นความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว หรือการสื่อสารในภาวะวิกฤต อาจทำให้ผู้สื่อข่าวตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ในทำนองเดียวกัน ผู้สื่อข่าวสายบันเทิงก็เผชิญกับความเสี่ยงในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงพื้นที่แออัด การรายงานในงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ การเผชิญหน้ากับฝูงชนหรือแฟนคลับจำนวนมาก รวมถึงสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเบียดเสียด การล้มทับ หรือแม้แต่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มบุคคลในพื้นที่
เขากล่าวว่า ในต่างประเทศมีการจัดอบรมด้านความปลอดภัยสำหรับผู้สื่อข่าวอย่างแพร่หลาย และมักมีค่าใช้จ่ายในระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะด้านนี้ในระดับสากล ขณะที่การพัฒนาหลักสูตรในประเทศไทยถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ขณะเดียวกัน ยังเป็นห่วงผู้สื่อข่าวภาคสนามในปัจจุบันว่า หลายครั้งต้องทำงานท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ โดยเฉพาะผู้สื่อข่าวรุ่นใหม่ที่อาจยังขาดประสบการณ์ในการประเมินสถานการณ์จริง หากไม่ได้รับการฝึกฝนด้านความปลอดภัยอย่างเพียงพอ อาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและตกอยู่ในความเสี่ยงได้ง่าย
ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในวิชาชีพสื่อไทย
ตลอดระยะเวลา 16 ปี โครงการ Safety Training ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการฝึก “เอาตัวรอดในภาคสนาม” ไปสู่การสร้าง “ความปลอดภัยรอบด้าน” ครอบคลุมทั้งกายภาพ ดิจิทัล กฎหมาย และจิตใจ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่ซับซ้อนขึ้น และตอกย้ำบทบาทของสมาคมฯ ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ พร้อมเตรียมความพร้อมให้ผู้สื่อข่าวไทยรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในยุคปัจจุบัน

ในปีนี้ 2569 หลักสูตรฝึกอบรมโครงการ Safety Training ยังได้ต่อยอดไปยังต่างจังหวัด โดยเปิดอบรมให้กับนักข่าวภูมิภาคโดยตรงที่ จ.เชียงใหม่ และอีกที่ จ.ขอนแก่น นอกจากนี้ยังมีโครงการ Safety Training เฉพาะด้าน เน้นเรื่อง “ดิน น้ำ อากาศ” ที่ให้ความรู้นักข่าวเรื่องการรายงานข่าวภัยพิบัติโดยตรงในสถานการณ์พายุ ภัยพิบัติ แผ่นดินไหว และ Safety Training ด้านความปลอดภัยด้านไซเบอร์ เช่น การป้องกันข้อมูล การรับมือการคุกคามทางออนไลน์ สะท้อนว่าภัยคุกคามต่อสื่อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคสนาม แต่ขยายเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างชัดเจน ทั้งสองโครงการจะมีขึ้นในเดือน ส.ค.- ก.ย. นี้
