กองบก.จุลสารราชดำเนิน
วุฒิสภาจัด สัมมนา เรื่อง "ทิศทางการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ของไทย-เสรีภาพความรับผิดชอบและการคุ้มครองประชาชน” โดยคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารและการโทรคมนาคมวุฒิสภาเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นายสุทนต์ กล้าการขาย ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม วุฒิสภา และ สว.อุทัยธานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาวุฒิสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับปัญหาคอนเทนต์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการศึกษา พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนอินฟลูเอนเซอร์เข้าหารืออย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือน เพื่อหาแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม
นายสุทนต์ กล่าวว่า ขณะนี้การศึกษารวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นเกือบ 100% แล้ว เหลือเพียงการเปิดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการออกแบบกลไก “ส่งเสริมและกำกับดูแล” อาชีพอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติมองว่าเป็นอาชีพใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ ความมั่นคง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชน เมือง ไปจนถึงระดับประเทศ
ทั้งนี้ ภูมิทัศน์การสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดิมที่ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนจำกัดอยู่ในสื่อดั้งเดิม เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ แต่การเข้ามาของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ TikTok ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถค้าขาย ทำ e-Commerce และสื่อสารกับสาธารณะได้โดยตรง จนเกิดเป็นอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลต่อสังคมในวงกว้าง
นายสุทนต์ ย้ำว่าโจทย์สำคัญคือการสร้าง “ความสมดุล” ระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากอินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพที่ทุกคนสามารถเข้ามาทำได้ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายในระดับใด หรือควรเน้นการ “กำกับดูแลกันเอง” เพื่อให้สอดรับกับภูมิทัศน์สื่อและเทคโนโลยี โดยไม่กระทบหลักเสรีภาพในการแสดงออก โดยฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่สร้าง Chilling Effect หรือออกกฎหมายที่เข้มงวดเกินไปจนทำให้เกิดความหวาดกลัวและกระทบเสรีภาพในการสื่อสารของครีเอเตอร์ โดยมาตรการในอนาคตต้องรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมความมั่นคงในอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ กับการคุ้มครองประชาชนไม่ให้ได้รับความเสียหาย
ต้องหาจุดสมดุล “ครีเอเตอร์-แพลตฟอร์ม”
นายสุทนต์ กล่าวว่า ปัญหาที่ถาโถมในปัจจุบันส่วนหนึ่งเกิดจากภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากอดีตที่ข่าวสารจำกัดอยู่ในฟรีทีวีไม่กี่ช่องหรือหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ มาเป็นการรับข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านสื่อออนไลน์ “เวลาเกิดภัยพิบัติหรือเกิดความเสียหาย ประชาชนเข้าถึงได้ทันที สื่อสื่อได้เร็ว ปริมาณความเสียหายที่ถาโถมจึงดูเยอะมาก และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่าจะเข้าสู่ช่องทางร้องเรียนอย่างไร”
แม้ปัจจุบันจะมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน เช่น ETDA ผ่านสายด่วน 1212 และตำรวจไซเบอร์ที่รับผิดชอบคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังศึกษาจุดสมดุลใหม่ โดยเฉพาะประเด็นว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย เรากำลังศึกษาว่าผู้รับผิดชอบควรจะเป็นเฉพาะตัวอินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของแพลตฟอร์มจะต้องมาร่วมรับผิดชอบอย่างไร เพื่อหาทางออกในการเยียวยาผู้เดือดร้อนจากการค้าขายบนออนไลน์อย่างแท้จริง
ศึกษาปรับโครงสร้าง-อาจยกร่างกฎหมายแพลตฟอร์ม
นายสุทนต์ ยอมรับว่า กฎหมายเดิมอาจไม่เท่าทันความรวดเร็วของเทคโนโลยี จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง โดยระบุว่า เท่าที่มองตอนนี้ อาจต้องมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย หรือพิจารณายกร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์โดยเฉพาะเลยหรือไม่ เรื่องนี้อยู่ระหว่างการศึกษา เพราะแม้จะมี พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ก็ยังต้องขับเคลื่อนเพิ่มเพื่อควบคุมให้ครอบคลุม
สำหรับข้อมูลจากการศึกษาของวุฒิสภา พบว่า ประเทศไทยมีผู้ทำหน้าที่สื่อสารหรืออินฟลูเอนเซอร์ในระบบรวมกว่า 9 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่แอคทีฟและประกอบอาชีพอย่างชัดเจนราว 2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นอาชีพใหม่ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ยังต้องหาคำตอบคือ หน่วยงานใดจะเป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลประชาชนในทุกมิติ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน

นายสุทนต์ กล่าวว่า อยากขอความร่วมมือจากครีเอเตอร์ทั่วประเทศให้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง เนื่องจากเทคโนโลยีมีความรวดเร็วและกฎหมายอาจตามไม่ทัน จึงต้องอาศัยความร่วมมือและสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบร่วมกัน
“อยากฝากอินฟลูเอนเซอร์ว่า เราต้องช่วยกันสร้างสังคมสุจริตในการทำมาค้าขาย เพื่อยกระดับให้ช่องทางนี้เป็นอาชีพที่มั่นคงและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริงโดยข้อเสนอจากเวทีเสวนาจะถูกรวบรวมเข้ากับผลการศึกษา จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา และส่งต่อรัฐบาล เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายหรือกลไกสนับสนุนและกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป”
สมาคมครีเอเตอร์ดันเป็นอาชีพ ชูสิทธิ-สวัสดิการ เทียบเท่าอาชีพหลัก

น.ส.สุวิตตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน มุ่งผลักดันสวัสดิการและสิทธิของครีเอเตอร์ ซึ่งปัจจุบันยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Gig Economy หรือฟรีแลนซ์ ให้มีบรรทัดฐานเทียบเท่าอาชีพหลักอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสมาคมฯ ต้องการช่วยยกระดับอาชีพครีเอเตอร์ให้สามารถกู้บ้าน มีหลักฐานทางการเงินและเอกสารต่างๆ ที่ทำให้มีสิทธิเหมือนพนักงานประจำ เพราะเมื่อเป็นอาชีพที่ชัดเจน ก็จะสามารถกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น
ในส่วนของกติกาทางจรรยาบรรณวิชาชีพ (Code of Conduct) สมาคมฯ ตั้งเป้าจะประกาศใช้อย่างเป็นรูปธรรมก่อนช่วงปลายปีนี้ โดยจะไม่ใช่เพียงเกณฑ์ที่ตั้งไว้เฉยๆ หรือเป็นแค่ไฟล์ PDF ที่ออกมา แต่มีแผนขับเคลื่อนร่วมกับสมาคมวิชาชีพที่ใกล้ชิด เช่น สมาคม e-Commerce และภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้นำไปหยิบใช้ได้จริงในอุตสาหกรรม
น.ส.สุวิตตา กล่าวว่า คอนเทนต์ครีเอเตอร์ คือคนที่ประกอบอาชีพสุจริต ผลิตคอนเทนต์เพื่อยังชีพและจ่ายภาษีถูกต้อง โดยครีเอเตอร์มืออาชีพในไทยมีอยู่ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งมีกติกาและระมัดระวังตนเองค่อนข้างดี ส่วนครีเอเตอร์กลุ่มอื่นๆ อีกหลายล้านคน ก็เป็นเหมือนประชาชนทั่วไปที่ใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งแม่ค้าที่ดีและแม่ค้าที่เกเร แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการเหมารวมผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียในทางไม่เหมาะสมว่าเป็นครีเอเตอร์ ทั้งที่บางคนมีผู้ติดตามเพียงหลักสิบ แต่สามารถสร้างยอดวิวจากดราม่าได้ถึงหลักล้าน
เกราะคุ้มครองที่ดีที่สุดของวงการดิจิทัลไทย คือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างกฎหมายบ้านเมือง มาตรการของแพลตฟอร์ม และจรรยาบรรณวิชาชีพ โดย “กฎหมายบ้านเราครีเอเตอร์ทำผิดไม่ได้อยู่แล้ว การยกระดับวิชาชีพพร้อมแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะช่วยแยกแยะผู้ประกอบอาชีพสุจริตออกจากผู้สร้างความวุ่นวาย และทำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน”
อย่าออกกม.คุมเข้มเสี่ยง Chilling Effect ป้องกันกระทบอาชีพใหม่
อย่างไรก็ตาม ในคำว่ากำกับดูแล มันมีคำว่าดูแลอยู่ด้วย หากกำกับอินฟลูเอนเซอร์เข้มเกินไปก็จะเกิด Chilling Effect แต่ถ้ากำกับหลวมไปก็จะเกิดความวุ่นวาย โดยหลักการคือ ต้องเน้นการดูแลและป้องกันสิทธิของครีเอเตอร์ก่อนการกำกับ แต่หากรีบนำกฎหมายมาควบคุมเข้มงวดในขณะที่ครีเอเตอร์ยังไม่มีเกราะป้องกัน ก็ไม่ต่างจากการสั่งปิดอาชีพของประชาชน
สำหรับแนวปฏิบัติที่สมาคมฯ มองว่าควรมีหลายข้อ ครีเอเตอร์ต้องรู้พื้นฐานกฎหมาย จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อพลเมือง เพราะเป็นบุคคลสาธารณะ รวมถึงต้องมีความเข้าใจเรื่อง PDPA และการสื่อสารกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ในช่วงเกิดวิกฤต ไม่ควรขยายผลการพูดคุยหรือเนื้อหาที่อาจสร้างผลกระทบ ขณะที่จรรยาบรรณของครีเอเตอร์ถือเป็นพื้นฐานที่สมาคมฯ ได้สื่อสารและแจ้งแนวทางแก่ครีเอเตอร์ 2 ล้านคนอยู่แล้ว

น.ส.สุวิตตา กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเปลี่ยนจากการไล่ตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการควบคุมที่ “ต้นทาง” โดยเฉพาะการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน (Identity Verification) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบัญชีปลอมหรือการสร้างกระบอกเสียงเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่สุจริต โดยระบุว่า “วันนี้เหมือนเราย้ายการกำกับไปอยู่ที่ปลายเหตุ มันก็จะยาก แต่ถ้าย้อนกลับมาดูต้นเหตุว่าคนนี้เขาเป็นใคร ย้อนกลับได้ เขาจะไม่ใช้กระบอกเสียงในทางที่เกเร แน่นอนว่าเพราะบัตรประชาชนมันแขวนอยู่”
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญในการลดภัยไซเบอร์และสร้างความโปร่งใส คือการเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนกับบัตรประชาชน ซึ่งหากปล่อยให้บุคคลเดียวสามารถสร้างบัญชีได้นับพันช่องโดยไม่ระบุตัวตน ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย โดย “ถ้าหนึ่งคนเปิดพันช่อง หรือเปิดสองหมื่นช่อง เจตนามันชัดเจนแล้วว่ามีอะไรไม่ดี การกำกับดูแลจะง่ายขึ้นมากหากดำเนินการยืนยันตัวตนตั้งแต่ต้นทาง” เช่นเดียวกับกลไกจัดการภัยไซเบอร์ที่ได้ผลอยู่ในปัจจุบัน
หวั่น ใช้กม.คุมเข้ม อุตสาหกรรมจะถอยหลังได้
น.ส.สุวิตตา กล่าวว่า แนวคิดระบบใบรับรองวิชาชีพ (Badge/Certificate) ควรใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจเพื่อยกระดับมาตรฐาน มากกว่าการบังคับเป็นใบอนุญาต เพราะหากกำหนดว่าผู้ไม่มีใบรับรองจะไม่สามารถผลิตหรือเผยแพร่เนื้อหาได้ อาจเกิด Chilling Effectทำให้ครีเอเตอร์ไม่กล้าแสดงออกและกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม เห็นว่าคอนเทนต์ความเสี่ยงสูง เช่น สุขภาพและการแพทย์ การลงทุน เด็กและเยาวชน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง ควรมีระบบใบรับรองเฉพาะเพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล
ทั้งนี้ สมาคมฯ ต้องการเปิดรับครีเอเตอร์ที่ประกอบอาชีพจริงอย่างครอบคลุม โดยพิจารณาจากการมีช่องทางสื่อสารสาธารณะและสร้างรายได้โดยสุจริตต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี รวมถึงกลุ่ม e-Commerce และครีเอเตอร์สายปักตะกร้า โดย น.ส.สุวิตตา ระบุว่า ครีเอเตอร์จำนวนมากต้องเผชิญกับแพลตฟอร์มระดับโลกเพียงลำพัง ทั้งปัญหาอัลกอริทึม ค่าตอบแทน ช่องถูกปิดโดยไม่มีเหตุผล หรือถูกนำคลิปไปปลอมแปลงตัวตนและใช้ในทางผิดกฎหมาย จึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางเข้ามาช่วยคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของคนทำงาน
“ขอเวลาสั้นๆ สัก 6 เดือนในการดูแลและยกระดับเป็นวิชาชีพ ถ้าทุกภาคส่วนช่วยกันดันให้เรายืนได้แข็งแรง วงการนี้ก็พร้อมอย่างมากที่จะถูกกำกับดูแลอย่างถูกต้องและยั่งยืน แต่ทุกอย่างต้องดูเรื่องบรรยากาศ มันสำคัญมาก อย่าให้เศรษฐกิจเสีย การใช้กฎหมายแบบเอาไม้มาตีปากกาจะทำให้เกิดการถอยหลังของอุตสาหกรรม เพราะมันจะสะท้อนว่าไทยไม่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของอาชีพใหม่ๆ เพราะครีเอเตอร์เป็นแค่สปริงบอร์ดแรก เดี๋ยวจะมีอาชีพใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับ AI อีกระลอกใหญ่ การกำกับดูแลจึงต้องทำอย่างนุ่มนวล โปร่งใส และก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันทั้งระบบ”
น.ส.สุวิตตา ทิ้งท้ายว่า สมาคมฯ กำลังเร่งจัดทำจรรยาบรรณวิชาชีพ (Code of Conduct) เพื่อประกาศใช้จริงก่อนปลายปีนี้ โดยจะนำไปขับเคลื่อนร่วมกับสมาคมอีคอมเมิร์ซและภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้อุตสาหกรรมหยิบไปใช้ได้จริง ทั้งนี้ ฐานกฎหมายบ้านเรา ครีเอเตอร์ทำผิดไม่ได้อยู่แล้ว แต่การมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับระบบยืนยันตัวตนที่แข็งแรงของแพลตฟอร์ม จะช่วยคัดกรองผู้ประกอบอาชีพสุจริตออกจากกลุ่มผู้สร้างปัญหาได้อย่างยั่งยืน
อัยการชี้กม.ไทยครอบคลุมอินฟลูแล้ว แต่ยังขาดกลไกเชื่อมโยง-ป้องกัน

นางสมกมล ตันศิริ แสนสุข อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หากพิจารณากรอบกฎหมายไทยในปัจจุบัน ถือว่ามีกฎหมายที่ครอบคลุมการกระทำความผิดในหลากหลายมิติแล้ว ทั้งกฎหมายอาญา เช่น พ.ร.บ.ยา พ.ร.บ.เครื่องสำอาง หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ดูแลเรื่องละเมิด สัญญาจ้างทำของ หรือความรับผิดระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รีวิว รวมถึงกฎหมายความผิดทางพินัยที่ปรับลดโทษอาญาที่รุนแรงในคดีเล็กน้อยลงมา ตลอดจนมาตรการทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ใช้ติดตามและกำกับดูแลรายได้ของอินฟลูเอนเซอร์
ในมิติการกำกับดูแลตัวบุคคล สังคมไทยมีกฎหมายจริยธรรมภายในองค์กร เช่น ข้าราชการและอัยการ มีกฎหมายสภาวิชาชีพ เช่น แพทยสภา สภาการพยาบาล และองค์กรด้านสื่อมวลชน ตลอดจนหลักธรรมาภิบาลทางธุรกิจของภาคเอกชน ขณะที่การคุ้มครองเฉพาะกลุ่มก็มี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก กฎหมายคุ้มครองผู้สูงอายุและผู้พิการ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนองค์กรกำกับดูแล เช่น กสทช. ตลาดหลักทรัพย์ และหน่วยงานที่กำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังคงพบช่องว่างทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีเยาวชนรับจ้างรีวิวสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แม้เยาวชนจะมีเสรีภาพในการหารายได้ แต่ด้วยความไร้เดียงสาและวุฒิภาวะที่ยังไม่สูงพอ การยินยอมให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือรับรีวิวสินค้าที่ไม่เหมาะสมกับวัย อาจกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพฉวยโอกาส และสร้างความเสียหายต่อตัวเด็กและสังคมก่อนที่จะกลายเป็นคดีความ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน เช่น อินฟลูเอนเซอร์ทางกฎหมายหรือวิชาชีพอื่นๆ ที่แสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลออกสื่ออย่างต่อเนื่อง จนอาจกระทบต่อภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมเมื่อผลคดีไม่ตรงกับสิ่งที่สื่อสาร รวมถึงกลไกการระงับเนื้อหาเสี่ยงที่แม้ยังไม่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ส่งผลกระทบต่อสังคมหรือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งปัจจุบันศาลหรือหน่วยงานรัฐยังมีข้อจำกัดในการเข้าไปจัดการก่อนเกิดเหตุ
กำกับต้องดูที่เนื้อหา ไม่ใช่ตัวบุคคล เสนอสร้างมาตรฐานกลาง
“ส่วนตัวมองว่า เนื้อหาทางกฎหมายไทยมีเพียงพอและครอบคลุมอยู่แล้ว แต่อยู่กระจัดกระจายตามหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน คอขวดสำคัญจึงอยู่ที่ขาดกลไกเชื่อมโยง และกลไกเชิงป้องกันที่เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงการมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เป็นอาชีพอิสระใหม่ ที่สร้างผลกระทบสูงต่อสังคม จึงควรมีการพิจารณากำกับดูแลอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนเช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการคุ้มครองสังคมโดยรวม”
นางสมกมล ชี้ถึงจุดเริ่มต้นของการกำกับดูแลว่า ควรเน้นที่รูปแบบและลักษณะของเนื้อหา มากกว่าการมุ่งควบคุมตัวบุคคล โดยไม่ควรมุ่งไปที่การควบคุมบุคคล หรือควบคุมสิ่งที่สื่อสารออกมาว่าเขาไม่ควรสื่อสาร แต่ควรแยกลักษณะออกมาให้ได้ว่า แบบใดที่ถึงขั้นรัฐต้องเข้าไปกำกับดูแล การกำกับดูแลที่ดีต้องมีทั้งมิติของการส่งเสริมและสนับสนุนควบคู่กันไป
นางสมกมล เสนอแนวคิดการจัดตั้งองค์กรหรือคณะกรรมการร่วมเพื่อสร้างบรรทัดฐานกลางในการกำกับดูแล ซึ่งหากมีหน่วยงานกลางขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคณะกรรมการร่วมหรือศูนย์ปฏิบัติการร่วม โดยดึง regulator เฉพาะทางมาออกแนวทางที่เป็นไกด์ไลน์ในการกำกับดูแล จะมีข้อดีอย่างยิ่งในการสร้างมาตรฐานกลาง ซึ่งจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และลดความเหลื่อมล้ำหรือความสับสนในการบังคับใช้กติกา
มาตรฐานวิชาชีพเป็นเกราะคุ้มครอง เสนอเจ้าภาพกลางเร่งส่งต่อคดี
ในมิติของการคุ้มครองผู้บริโภคและการดำเนินคดี นางสมกมล ระบุว่า มาตรฐานวิชาชีพจะเป็นเกราะคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ การปฏิบัติตามไกด์ไลน์หรือมาตรฐานวิชาชีพ ถือเป็นข้อได้เปรียบในทางคดีหากท่านตกเป็นผู้ต้องหา ส่วนในกรณีที่เป็นผู้เสียหาย หน่วยงานกลางหรือสมาคมก็จะเป็นผู้ประสานงานช่วยเหลือและส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การมีผู้ประสานงานกลางจะช่วยลดช่องว่างในกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า เนื่องจากปัจจุบันยังขาดเจ้าภาพหลักในการรับเรื่องและส่งต่อพยานหลักฐานทางเทคโนโลยี ทำให้การดำเนินคดีอาญา หรือการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายบนโลกออนไลน์เป็นไปได้ยาก จึงควรมีกลไกกลางที่สามารถรับเรื่อง คัดกรอง ประสานหน่วยงาน และส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว
นางสมกมล สรุปถึงหัวใจสำคัญของการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลในยุคใหม่ว่า ไม่ว่าสุดท้ายรูปแบบการกำกับดูแลจะออกมาอย่างไร แต่อยากให้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาเรื่องร้องเรียน และการออกคำสั่งที่รวดเร็วเท่าทันต่อเทคโนโลยี เพื่อป้องกันความเสียหายในวงกว้าง
"แนวทางระยะสั้นควรเร่งสร้างความตระหนักรู้และจัดทำไกด์ไลน์มาตรฐานอาชีพที่ทุกฝ่ายยอมรับ ก่อนนำผลไปประเมินเพื่อพิจารณาการพัฒนากฎหมายหรือมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมในระยะต่อไป" นางสมกมล กล่าว
ETDA หนุนสร้างสมดุลทั้ง Ecosystem
น.ส.ศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ ผอ.ฝ่ายกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกิจแพลตฟอร์ม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ETDA มุ่งเน้นการใช้กลไกกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและได้สัดส่วน เนื่องจากทั้งแพลตฟอร์มและผู้สร้างคอนเทนต์มีความหลากหลายสูง โดย ETDA กำหนดให้แพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์และอีคอมเมิร์ซต้องแจ้งเงื่อนไขการให้บริการ ตลอดจนมาตรการจัดการเนื้อหาให้ผู้ใช้งานรับทราบอย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลผู้ค้าและอินฟลูเอนเซอร์ในระบบ

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มต้องมีกติกาของตนเอง หรือที่คุ้นเคยกันในคำว่า Community Guidelines หรือข้อตกลงการให้บริการ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการควบคุมเนื้อหาและกำหนดแนวทางจัดการกับผู้ที่ฝ่าฝืนกติกา โดย ETDA มองว่าการกำกับดูแลต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแพลตฟอร์มและลักษณะการใช้งาน ไม่สามารถใช้มาตรการเดียวกันกับทุกกรณี
สำหรับการจัดการเนื้อหาในพื้นที่สีเทา เช่น สื่อสร้างความเกลียดชัง ข่าวปลอม หรือคอนเทนต์ที่ใช้ AI สร้างความสับสน แพลตฟอร์มต้องกำหนดบทลงโทษภายในระบบให้ชัดเจน ตั้งแต่การแจ้งเตือน การปิดกั้น ไปจนถึงการแบนบัญชี ขณะเดียวกัน ETDA พร้อมสนับสนุนการสร้างมาตรฐานวิชาชีพร่วมกัน โดยหากกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์จัดทำจรรยาบรรณหรือมาตรฐานวิชาชีพ ก็สามารถนำ Code of Practice ไปหารือกับแพลตฟอร์ม เพื่อกำหนดร่วมกันว่าคอนเทนต์ลักษณะใดควรถูกจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงใด และควรใช้มาตรการจัดการในระดับใด
น.ส.ศุภจิตรา กล่าวว่า การกำกับดูแลโลกออนไลน์ไม่สามารถฝากไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องทำทั้งระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยให้ผู้ใช้ แพลตฟอร์ม และผู้ประกอบการเดินหน้าไปพร้อมกัน เพื่อสร้างสมดุลและความเท่าเทียมระหว่างสื่อดั้งเดิมกับสื่อออนไลน์ ขณะที่หากจะออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับอินฟลูเอนเซอร์ จำเป็นต้องตอบคำถาม 5W1H ให้ชัดก่อนว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และทำไม รวมถึงต้องระบุให้ได้ว่าพฤติกรรมใดเป็นปัญหาจนจำเป็นต้องเข้าไปควบคุม และควรใช้มาตรการหรือบทลงโทษในระดับใด
ต้องพัฒนาสู่การมีใบอนุญาตลักษณะสภาวิชาชีพ
สำหรับแนวทางกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ ETDA มองว่า อาจพัฒนาไปสู่ระบบรับรองหรือใบอนุญาตในลักษณะเดียวกับสภาวิชาชีพ หรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านการเงิน เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถตรวจสอบสถานะและคุณสมบัติของผู้ทำโฆษณาได้ทันที ขณะเดียวกัน กลไก Community Guidelines ของแต่ละแพลตฟอร์มยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดกติกาและบทลงโทษ โดย ETDA พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคประชาชนกับแพลตฟอร์ม เพื่อนำระบบกำกับดูแลกันเอง หรือ Code of Practice ขององค์กรวิชาชีพ ไปประยุกต์ใช้เป็นกติกาของแพลตฟอร์ม

น.ส.ศุภจิตรา กล่าวว่า ภายใน 6 เดือน ETDA จะเร่งประสานแพลตฟอร์มรายใหญ่เพื่อหารือเรื่องระบบการมองเห็นและอัลกอริทึม โดยผลักดันให้จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการออกแบบระบบ หากมีการรับรองจรรยาบรรณ คอนเทนต์จากผู้ประกอบวิชาชีพที่ผ่านการรับรองอาจถูกนำไปเป็นหนึ่งใน Main Parameter หรือปัจจัยหลักของอัลกอริทึม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพของเนื้อหาที่ถูกนำเสนอแก่ผู้ใช้งาน
ทั้งนี้ ETDA เห็นว่า กลไกตาม พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีอยู่ สามารถนำมาปรับใช้ตามระดับความเสี่ยง และยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันเทคโนโลยีได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการออกกฎหมายใหม่ทั้งหมด แต่สามารถใช้กลไกที่มีอยู่ผสมผสานกับมาตรฐานวิชาชีพและมาตรการของแพลตฟอร์ม
น.ส.ศุภจิตรา กล่าวว่า การนำจรรยาบรรณเข้าสู่ระบบอัลกอริทึมจะช่วยลดการผลักดันคอนเทนต์อันตราย หลอกลวง หรือเฟกนิวส์ ไม่ให้ถูกขยายการมองเห็นจนสร้างความเสียหายในวงกว้าง และยังช่วยสร้างความสมดุลระหว่างสื่อดั้งเดิมกับสื่อออนไลน์ ผ่านความร่วมมือและSelf-regulation มากกว่าการใช้กฎหมายที่แข็งกระด้าง
ท้ายที่สุด เป้าหมายสำคัญของ ETDA คือการทำให้กติกาวิชาชีพสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับระบบของแพลตฟอร์มได้จริง โดย ETDA พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานทั้งภาควิชาชีพ ผู้ใช้งาน และแพลตฟอร์ม เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสม ได้สัดส่วน และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยมุ่งให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกัน
