ปริศนากระแสควบรวม อสมท-ไทยพีบีเอส” เขย่าวงการสื่อ – 2 องค์กรต่างภารกิจ

กอง บก.จุลสารราชดำเนิน 

แนวคิดการ "ควบรวม" ระหว่าง อสมท กับไทยพีบีเอส เป็นประเด็นที่ถูกจับตาในอุตสาหกรรมสื่อ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของ อสมท ที่ขาดทุนต่อเนื่อง พร้อมกับกระแสข่าวแกนนำรัฐบาลบางส่วนต้องการให้ควบรวมกับสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส นำมาสู่คำถามใหญ่ว่า อะไรคือ เบื้องหลัง?… เพราะต้องการแก้ปัญหาการขาดทุนของ อสมท หรือเพราะรัฐต้องการเข้าไปบริหารไทยพีบีเอสทางอ้อม และถ้าเกิดขึ้นจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะทั้งสององค์กรมีจุดประสงค์ของการก่อตั้งที่แตกต่างกัน

 สคร. ชงแผนทบทวน 3 รัฐวิสาหกิจรวม อสมท

ชนวนเหตุมาจากการเร่งแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนจากเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณาทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง จากกลุ่มเป้าหมายเดิม 8 แห่ง ให้มีความชัดเจน ครอบคลุมทั้งแนวทางการยุบกิจการ การควบรวม และรูปแบบอื่นๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐ โดย อสมท เป็นหนึ่งใน 8 รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในบัญชีรายชื่อศึกษาปรับโครงสร้างร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ

ต่อมา เกิดกระแสข่าวแนวคิด ควบรวม 2 องค์กรสื่อคือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ที่ประกอบธุรกิจสื่อมวลชนหลัก 3 สาย คือ โทรทัศน์ วิทยุ และสำนักข่าวไทย รวมกับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส ที่เป็นสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร ได้รับเงินบำรุงจากสัดส่วนภาษีสุราและยาสูบ ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี

 'โมเดลการบินไทย' ลดหุ้นต่ำกว่า 50% - ขีดเส้นหาเอกชนใน 6 เดือน

ขณะที่ นายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ผู้ดำเนินรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ออกมาตอกย้ำในรายการเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ว่า ทราบว่ากระทรวงการคลังมีแนวคิดจะใช้ "โมเดลการบินไทย" เข้ามาปรับโครงสร้าง อสมท ด้วยการลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังลงให้ต่ำกว่าร้อยละ 50 เพื่อให้ อสมท พ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ พร้อมกำหนดเส้นตายให้ อสมท ไปแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุน

นายดนัย ระบุว่า หากภายในระยะเวลา 6 เดือน อสมท ยังไม่สามารถหาพันธมิตรเอกชนเข้ามาตอบโจทย์ได้ กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนสำรองด้วยการนำ อสมท เข้าไป "ควบรวมกิจการ" กับ ไทยพีบีเอส ซึ่งแม้ว่าไทยพีบีเอสจะเป็นองค์กรสื่อสาธารณะที่จัดตั้งขึ้น พ.ร.บ. เฉพาะ แต่แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงการคลังยืนยันว่าพร้อมที่จะผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้เกิดการควบรวมดังกล่าว

นอกจากนี้ นายดนัย ยังได้เปิดเผยงบการเงินปี 2568 ของไทยพีบีเอสว่า ไทยพีบีเอสมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 2,695 ล้านบาท ซึ่งกว่า 2,049 ล้านบาทเป็นเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ ขณะที่ฝั่งค่าใช้จ่ายพบว่าสูงถึง 2,625 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงมากถึง 820 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยเดือนละ 68 ล้านบาท และต้นทุนการผลิตหรือจ้างผลิตรายการอีกกว่า 855 ล้านบาทต่อปี

รมต.ศุภมาส ยืนยัน ยังไม่มีข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสข่าวการควบรวม น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริง ปัจจุบัน อสมท อยู่ระหว่างแก้ปัญหาขาดทุนและปรับองค์กรให้แข่งขันได้ พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงต้องนำไปสู่ความมั่นคงขององค์กรและพนักงาน ขอให้บุคลากร อสมท ไม่วิตกกังวลต่อข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้ และข่าวดังกล่าวเป็นเพียงกระแสที่อ้างถึงแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเท่านั้น

น.ส.ศุภมาส ย้ำว่า เป้าหมายของรัฐบาลและผู้กำกับดูแล คือทำให้ อสมท มีความมั่นคงมากขึ้น ทั้งในมิติขององค์กร การบริหารจัดการ และบุคลากร โดยการปรับเปลี่ยนใด ๆ ต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับพนักงานทั้งนี้ อสมท กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านผู้บริหารและการปรับโครงสร้างการทำงาน จึงจำเป็นต้องเดินหน้าวางทิศทางองค์กรอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทุกระดับ

“อสมท ยังมีศักยภาพสำคัญ ทั้งธุรกิจโทรทัศน์ วิทยุ แพลตฟอร์มดิจิทัล เทคโนโลยี ทรัพย์สิน และบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่ต้องปรับรูปแบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อและการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วในช่วงต่อจากนี้ อสมทจะเดินหน้าปรับผังรายการให้มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มและการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น”

น.ส. ศุภมาส ย้ำว่า การดูแล อสมท ไม่ได้มุ่งเฉพาะการแก้ปัญหาทางการเงิน แต่ต้องรักษาความมั่นคงของบุคลากร และทำให้องค์กรสามารถปรับตัวเพื่ออยู่รอดได้ในระยะยาว ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อที่ผู้ชมมีทางเลือกหลากหลายขึ้น

คนละสายพันธุ์ แต่ถ้าทำจริงแก้กม.-ระเบียบอีกมาก   

นายระวี ตะวันธรงค์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ได้โพสต์ความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเพียง "แนวคิด" จากกระทรวงการคลังที่ต้องบริหารงบประมาณแผ่นดินและแก้ไขปัญหาการขาดทุนของหน่วยงานรัฐ ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก

นายระวี ได้ฉายภาพ 3 ฉากทัศน์ ในมิติการบริหารจัดการทางการเงิน ไว้อย่างน่าสนใจ

Scenario 1 คลังลดหุ้นเหลือ 40% แปลงเป็นเอกชนขายพร้อมหนี้ เมื่อถอดโครงสร้างตัวเลข อสมท มีต้นทุนการบริหารเฉลี่ยสูงถึง 1,400++ ล้านบาท/ปี ขณะที่รายได้ล่าสุดปี 2568 อยู่ที่ราว 1,100++ ล้านบาท/ปี ภาพรวมติดลบซ้ำเติมด้วยอุตสาหกรรมสื่อขาลง แม้จะมีที่ดินมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท (รัชดา, หนองแขม, บางไผ่) แต่มีหนี้สินอีกราว 3,600 ล้านบาท จุดติดขัดคือการนำทรัพย์สินไปทำประโยชน์ติดเงื่อนไขกฎหมายรัฐวิสาหกิจที่ซับซ้อน และในนาทีนี้เอกชนแทบไม่มีใครกล้าลงทุนในธุรกิจสื่ออีกแล้ว

Scenario 2  ควบรวม อสมท x ไทยพีบีเอส ในทางหลักการถือว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจะทำจริงจะเป็นมหากาพย์การแก้ไขกฎหมาย แก้ พ.ร.บ. และแก้ระเบียบงบประมาณมหาศาล ยังไม่นับรวม DNA ของสององค์กรที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี คลังมีจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่สามารถใช้เงินภาษีเข้าไปอุ้มรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนสะสมแบบไม่มีที่สิ้นสุด” การคิดในมิติการบัญชีและการเงินจึงเกิดขึ้นได้แต่ทำจริงยากยิ่ง

Scenario 3  ผ่าตัดใหญ่ อสมท เร่งลดรายจ่าย-ปลดล็อกที่ดิน เป็นทางออกที่ "ทำได้แน่นอน" ในเชิงโครงสร้าง แต่ต้องชนกับผลประโยชน์มหาศาลที่จะมีคนบาดเจ็บ พร้อมเร่งแก้เงื่อนไขกฎหมายปล่อยเช่าที่ดิน หากเปลี่ยนมูลค่าที่ดินหมื่นล้านเป็นรายได้สัก 5,000 ล้านบาท จะสามารถล้างหนี้เดิมและเติมกระแสเงินสดใหม่ให้องค์กรได้ทันที

"ข้อมูลนี้เป็นมุมมองจากแนวคิดกระทรวงการคลัง ไม่ได้มองในมุมสื่อ ไม่ต้องวิพากษ์เรื่องจรรยาบรรณหรือสื่อของรัฐ... ต้องเข้าใจบริบทของเรื่อง ไม่ใช่วิจารณ์ก่อนอ่าน" นายระวี ตะวันธรงค์ ระบุ

"รัฐวิสาหกิจ" ชน "สื่อสาธารณะ" กฎหมายคนละฉบับ

ขณะเดียวกัน เพจ Media Hub ซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวในวิชาชีพสื่อ ได้โพสต์วิเคราะห์มิติทางกฎหมายว่า การนำ อสมท และ ไทยพีบีเอส มาควบรวมกันไม่ได้ง่ายเหมือนการรวมบริษัทเอกชนทั่วไป เนื่องจากทั้งสององค์กรมีฐานะทางกฎหมาย และระบบการเงินที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงตั้งแต่ต้น

ในฝั่งของ อสมท มีสถานะเป็น "รัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนจำกัด" ที่แปลงสภาพตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โครงสร้างรายได้มาจากการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สิน หุ้น และภาระผูกพันแบบบริษัทมหาชน ขณะที่ ไทยพีบีเอส (ส.ส.ท.) ถูกจัดตั้งตาม พ.ร.บ. ส.ส.ท. พ.ศ. 2551 มีสถานะเป็น "หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ" ทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไร มีรายได้หลักจากเงินบำรุงภาษีสุราและยาสูบ 1.5% (ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท/ปี)

ทางเพจ Media Hub ได้ชี้ให้เห็นถึง 6 ปมปัญหาใหญ่หากเกิดการควบรวม:

  1. ใครจะเป็นองค์กรหลัก - หากใช้ อสมท เป็นแกน จะกระทบความเป็นสื่อสาธารณะ แต่หากใช้ไทยพีบีเอสเป็นแกน จะนำบริษัทมหาชนที่มีหุ้นและหนี้สินเข้าไปอยู่ในหน่วยงานที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจได้อย่างไร
  2. ใช้สูตรควบรวมบริษัทไม่ได้ - ไทยพีบีเอสไม่ใช่บริษัทมหาชน จึงไม่สามารถใช้กลไกการควบบริษัทตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้โดยตรง ต้องตรา พ.ร.บ. ใหม่หรือแก้ไขกฎหมายจัดตั้งเท่านั้น
  3. โครงสร้าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ถูกออกแบบมาเพื่อระบบสื่อสาธารณะ ทั้งการกำกับดูแล การเงิน และความเป็นอิสระไม่ได้ออกแบบมารองรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ
  4. ปัญหาด้านบุคลากร สวัสดิการ อัตราจ้าง สถานะพนักงาน และโจทย์ใหญ่เรื่องการลดคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  5. การโอนถ่ายทรัพย์สินและหนี้สิน ต้องมีกลไกทางกฎหมายชัดเจนในการแยกแยะและโอนย้ายทรัพย์สินรัฐ หุ้น และภาระผูกพัน
  6. คลื่นความถี่และใบอนุญาต สิทธิและใบอนุญาตจาก กสทช. ไม่ได้เปลี่ยนมือตามโดยอัตโนมัติ

ทางออกที่เป็นไปได้  Shared Services ดีกว่ารื้อกฎหมาย

หากเป้าหมายของรัฐคือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ทางเลือกที่ "ทำได้ง่ายกว่าและมีความเป็นไปได้สูง" ในปัจจุบัน ไม่ใช่การควบรวมเป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่คือการทำ Shared Services โดยทั้ง อสมท และ ไทยพีบีเอส ยังคงสถานะทางกฎหมายเดิมของตนเองไว้ แต่หันมาร่วมมือกันใช้ทรัพยากรที่ซ้ำซ้อน เช่น ศูนย์ข่าว, Production Hub, สตูดิโอ, คลังข้อมูล Archive, เทคโนโลยี และ Digital Platform/OTT ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนงบประมาณของรัฐได้ทันที โดยไม่ต้องเผชิญมหากาพย์การรื้อถอนและแก้ไขกฎหมายครั้งใหญ่ที่ซ้ำซ้อนเกินจำเป็น

เสียงจากคนข้างใน สหภาพฯ ค้านควบรวม  

อีกด้าน จากกระแสข่าวควบรวม ทำให้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อสมท ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) แสดงความกังวลต่อแนวทางการควบรวมองค์กร พร้อมเสนอให้เร่งแก้ปัญหาที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและสภาพคล่องของ อสมท โดยระบุว่า องค์กรเผชิญภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อและเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง รวมถึงการลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาทในการประมูลช่องทีวีดิจิทัล ขณะที่นโยบายบริหารขาดความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและผู้บริหารหลายระดับ

สหภาพฯ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz โดยระบุว่าเคยคัดค้านการแบ่งเงินชดเชยระหว่าง อสมท กับบริษัท เพลย์เวิร์ค ในสัดส่วน 50:50 และได้ร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ต่อมาหลัง กสทช. อนุมัติเงินเยียวยากว่า 3,200 ล้านบาท สหภาพฯ ระบุว่าสัดส่วนที่บริษัทเอกชนได้รับเพิ่มขึ้นเป็น 2 ส่วน ขณะที่ อสมท ได้รับ 1 ส่วน หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งถูกนำไปชำระหนี้เงินกู้และจ่ายชดเชยพนักงานตามโครงการสมัครใจลาออกก่อนเกษียณ 2 รอบ เกือบ 400 คน

นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลต่อการบริหารภายใน หลัง อสมท ไม่มีกรรมการผู้อำนวยการใหญ่มานานกว่า 4 ปี และมีโครงการลงทุนบางส่วนที่สหภาพฯ เห็นว่าไม่สอดคล้องกับภารกิจและความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

สำหรับข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี สหภาพแรงงานฯ ขอให้การคัดเลือกบอร์ด อสมท คำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และกฎหมาย เพื่อให้สามารถกลั่นกรองโครงการลงทุนและป้องกันความเสียเปรียบของรัฐ พร้อมขอให้เร่งแก้ปัญหาการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท เพื่อสร้างความมั่นใจและขวัญกำลังใจแก่พนักงาน รวมทั้งขอให้การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง

ขณะเดียวกัน สหภาพฯ เสนอให้รัฐบาลพิจารณาการบริหารสินทรัพย์ของ อสมท ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะที่ดินประมาณ 50 ไร่ บริเวณถนนพระราม 9 ซึ่งสหภาพฯ ระบุว่ามีมูลค่าประเมินปัจจุบันเกือบ 10,000 ล้านบาท โดยเสนอเป็นทางเลือกให้พัฒนาเป็นศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ รองรับการประชุมและกิจกรรมของภาครัฐและเอกชน รวมถึงเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพด้านการเดินทางและเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 2สาย

 เปิดแผน อสมท ปล่อยเช่าที่ดินทองคำ 50 ไร่ รัชดา-พระราม 9

หากย้อนดู แผนทำธุรกิจของ อสมท คือการปล่อยเช่าที่ดินทองคำ 50 ไร่ ย่านรัชดา - พระราม 9 ซึ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 9,000 ล้านบาท น.ส.สุนทรียา วงษ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน บมจ.อสมท ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ที่ดินผืนนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากกลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับ "ท็อปเทียร์" (Top-tier) โดย อสมท ได้เริ่มเปิดจำหน่ายเอกสารประกวดราคา (ซองประมูล) ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม ถึง 26 สิงหาคม ก่อนจะเปิดให้ยื่นข้อเสนอโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 26–27 พฤศจิกายน

น.ส.สุนทรียา วงศ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท
น.ส.สุนทรียา วงศ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท

ปัจจัยสำคัญที่เสริมให้ที่ดินแปลงนี้มีศักยภาพสูงอย่างยิ่ง คือการเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางระบบขนส่งมวลชน เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีกำหนดเปิดให้บริการช่วงกลางปี มีโครงสร้างเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รวมถึงการวางระบบ Skywalk เชื่อมตรงจากสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเข้าสู่พื้นที่โดยตรง

ความพิเศษในเชิงการพัฒนากว่านั้น คือการที่ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครกำลังเตรียมปรับเปลี่ยนสัญลักษณ์การใช้ประโยชน์ที่ดินจาก "ผังสีน้ำตาล" ให้กลายเป็น "ผังสีแดง" (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ช่วงกลางปีเช่นกัน การปรับเป็นสีแดงจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เปิดทางให้นักลงทุนสามารถสร้างโครงการเชิงพาณิชย์ อาคารสำนักงาน หรือที่อยู่อาศัยแบบมิกซ์ยูส (Mixed-use) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ในส่วนของรูปแบบสัญญา อสมท วางเงื่อนไขการให้เช่าพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้ที่ระยะเวลา 30 ปีตามที่กฎหมายกำหนดในสัญญาแรก พร้อมทั้งมีเงื่อนไขเปิดทางสำหรับการเจรจาขยายสัญญาในอนาคตระบุไว้ในเอกสารประกวดราคา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องคำนวยระยะเวลาคืนทุนและผลตอบแทนในระยะยาว

สำหรับขั้นตอนและกรอบเวลาในการพิจารณา หลังจากปิดยื่นข้อเสนอปลายปีแล้ว อสมท จะใช้เวลาคัดเลือกผู้เสนอโครงการราว 2 เดือน เพื่อสรุปรายชื่อผู้คัดเลือกหลัก (Prospects) 2 รายในช่วงปลายเดือนมกราคม จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาร่างสัญญา ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดช่วยตรวจพิจารณา ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติ ซึ่งคาดว่าจะลงนามสัญญาและเริ่มขั้นตอนพัฒนาได้ในช่วงกลางปี

ที่ดิน 50 ไร่ รัชดา-พระราม 9 ของ อสมท
ที่ดิน 50 ไร่ รัชดา-พระราม 9 ของ อสมท

นอกจากแผนการพัฒนาโครงการระยะยาวแล้ว ในระหว่างช่วงสุญญากาศที่รอการลงนามและการเริ่มก่อสร้าง อสมท ยังเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าเช่าพื้นที่ในระยะสั้น เป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี สำหรับการจัดงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต กิจกรรมตามเทศกาล หรือการเช่าทำสำนักงานและแคมป์ชั่วคราวสำหรับโครงการก่อสร้าง เพื่อไม่ให้ที่ดินถูกปล่อยทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์

สำหรับเป้าหมายหลักทางธุรกิจ MCOT วางเป้าให้รายได้จากค่าเช่าที่ดินแปลงนี้เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างทางการเงิน ช่วยล้างภาระหนี้สินเดิม และเสริมสร้างสภาพคล่องสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นการแปลงสินทรัพย์ที่ดินที่มีอยู่นำมาต่อยอดเป็นกระแสเงินสด เพื่อนำกลับไปยกระดับธุรกิจสื่อมวลชนหลักของ อสมท ให้ก้าวไปสู่ระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมั่นคง

เอกซเรย์งบการเงิน อสมท  สินทรัพย์หมื่นล้าน แต่รายได้-กำไรผันผวน

ด้าน ฐานเศรษฐกิจ เปิดเผยตัวเลข งบการเงินย้อนหลัง 5 ปี (2564–2568) พบว่า อสมท มีฐานสินทรัพย์ขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้านบาทมาโดยตลอด โดยสิ้นปี 2568 มีสินทรัพย์รวม 10,508 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเป็น 3,787 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 9.61%) ด้านรายได้รวมอยู่ในทิศทางชะลอตัวลงชัดเจน โดยชะลอจากระดับสูงสุด 2,383 ล้านบาทในปี 2566 ลงมาเหลือ 1,170 ล้านบาทในปี 2567 และ 1,124 ล้านบาทในปี 2568 ท่ามกลางผลการดำเนินงานที่ยังผันผวนสูง

ผลประกอบการล่าสุดในครึ่งแรกของปี 2569 ยังสะท้อนว่าธุรกิจสื่อหลักเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 253 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 63 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับขาดทุน 83 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งบรวม 6 เดือนแรกของปี 2569 อสมท มีรายได้รวม 493 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิสะสม 133 ล้านบาท โดยโครงสร้างรายได้หลักมาจากธุรกิจให้บริการโครงข่ายกระจายเสียง (MUX) 223 ล้านบาท ธุรกิจโทรทัศน์ 123 ล้านบาท ธุรกิจวิทยุ 85 ล้านบาท และธุรกิจดิจิทัล/ธุรกิจใหม่ 46 ล้านบาท

แม้นโยบายการปรับโครงสร้างสื่อของรัฐจะเห็นความชัดเจนในรัฐบาลนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะต้องเผชิญแรงต้านจากบุคลากรของทั้งสององค์กร โดยเฉพาะ ไทยพีบีเอสและเครือข่ายที่ยืนยันถึงความต่างระหว่าง “สื่อสาธารณะ” กับสื่อรัฐ ขณะเดียวกัน อนาคตทีวีดิจิทัลไทยหลังสิ้นสุดใบอนุญาตปี 2572 ก็ยังไร้ทิศทางชัดเจนว่าจะเหลือกี่ช่องที่รอด และการจัดระเบียบภารกิจที่ซ้ำซ้อนของทีวีรัฐ ทั้งช่อง 5 ช่อง 11 และ อสมท ว่าจะทำอย่างไรให้ลงตัว

---