ย้อนรอยทรัมป์……ปิดประตูสื่อ บททดสอบเสรีภาพและประชาธิปไตยสหรัฐฯ

กองบก.จุลสารราชดำเนิน

ศึกระหว่างทรัมป์กับสื่อสหรัฐสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบนสำนักข่าวระดับแนวหน้า 3 แห่ง ได้แก่ CNN, MS NOW และ Politico จากการเข้าพื้นที่ทำเนียบขาว เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้สื่อข่าวและช่างภาพของทั้งสามสำนักถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธการเข้าพื้นที่และยึดหรือยกเลิกบัตรเข้าทำเนียบขาว (Hard Pass) จนไม่สามารถเข้าร่วมการแถลงข่าวในห้องเจมส์ เอส. เบรดี ได้

ทรัมป์ระบุว่า การสั่งห้ามครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำหน้าที่ที่เขาเรียกว่าเป็นการเสนอ "ข่าวปลอม" อย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าสื่อทั้งสามแห่งรายงานข้อมูลที่เป็นเท็จ เจตนาสร้างความเสียหายต่อรัฐบาลของเขา พร้อมทั้งประกาศว่าสื่ออื่นๆ อาจถูกแบนตามไปด้วย

ขณะที่ สมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว (White House Correspondents' Association - WHCA) โดย แจกกี ไฮน์ริช ประธานสมาคมฯ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน ว่า "การยึดสิทธิ์การเข้าถึงของนักข่าวจาก CNN, POLITICO และ MS NOW เป็นการละเมิดบทแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 การใช้มาตรฐานตามความพอใจของรัฐบาลเพื่อกีดกันสื่อใดสื่อหนึ่งเนื่องจากการรายงานข่าว กลายเป็นบรรทัดฐานอันตรายที่นำมาใช้กับสื่อทุกแห่งได้ในอนาคต"

ด้านสามสำนักข่าวใหญ่ไม่ยินยอมให้คำสั่งนี้ดำเนินต่อไป โดย CNN, MS NOW และ Politico ได้ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลเขตสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กันยายน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทนายความของทั้งสามสำนักอ้างอิงการละเมิดสิทธิ์ตามบทแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ และการกระทำที่ขัดต่อสิทธิในการได้รับกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของ MS NOW อคายลา การ์ดเนอร์ (ซ้าย) ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบขาวของ CNN เบ็ตซี ไคลน์ (กลาง) และผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของ Politico เชย์แอนน์ แฮสเล็ตต์ (ขวา) บริเวณใกล้ทำเนียบขาว หลังทั้งหมดถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นที่และถูกยึดบัตรประจำตัวสื่อ ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศห้ามสำนักข่าวทั้งสามเข้าทำเนียบขาว เมื่อวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ (ที่มา- AP)
ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของ MS NOW อคายลา การ์ดเนอร์ (ซ้าย) ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบขาวของ CNN เบ็ตซี ไคลน์ (กลาง) และผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวของ Politico เชย์แอนน์ แฮสเล็ตต์ (ขวา) บริเวณใกล้ทำเนียบขาว หลังทั้งหมดถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าพื้นที่และถูกยึดบัตรประจำตัวสื่อ ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศห้ามสำนักข่าวทั้งสามเข้าทำเนียบขาว เมื่อวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 ที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ (ที่มา- AP)

เปิดสถิติการเพิกถอนสิทธิ์สื่อในยุคทรัมป์

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์เปิดศึกห้ามสื่อเข้าพื้นที่ทำเนียบขาว หากย้อนดูประวัติศาสตร์ทั้งในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกและสมัยที่สอง รัฐบาลทรัมป์มีสถิติสั่งห้ามและเพิกถอนสิทธิ์สื่อมวลชนครั้งใหญ่หลายคดีสำคัญ

คดี The Associated Press (AP - กุมภาพันธ์ 2568) รัฐบาลทรัมป์สั่งห้ามสำนักข่าว AP เข้าทำข่าวในห้องทำงานไข่มุก (Oval Office) และบนเครื่องบิน Air Force One หลังจาก AP ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนคู่มือสไตล์การเขียนข่าวเพื่อใช้นามเรียกใหม่ของอ่าวเม็กซิโกเป็น "อ่าวอเมริกา" (Gulf of America) ตามคำสั่งฝ่ายบริหาร ซึ่ง AP ได้ยื่นฟ้องศาลในเวลาต่อมา

คดี Jim Acosta (CNN - พฤศจิกายน 2561) ทำเนียบขาวยึดบัตร Hard Pass ของ จิม อะคอสตา ผู้สื่อข่าวสายทำเนียบขาวของ CNN หลังโต้เถียงอย่างรุนแรงในงานแถลงข่าวประเด็นผู้อพยพ ก่อนที่ศาลสหรัฐฯ จะสั่งให้ทำเนียบขาวคืนบัตรให้เขาเนื่องจากละเมิดกระบวนการทางกฎหมาย

คดีปิดประตูห้ามกลุ่มสื่อใหญ่ (กุมภาพันธ์ 2560) ทำเนียบขาวสั่งห้ามสื่อหลายแห่ง รวมถึง CNN, The New York Times, Politico, Los Angeles Times, BuzzFeed และ The Guardian เข้าร่วมการบรีฟข่าวแบบปิดในห้องทำงานของโฆษกทำเนียบขาว

คดี Kaitlan Collins (CNN - กรกฎาคม 2561) ถูกห้ามเข้าร่วมงานที่สวนกุหลาบของทำเนียบขาว หลังจากเธอตั้งคำถามจี้ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศเกี่ยวกับรัสเซียและทนายความส่วนตัวของทรัมป์

คดีสั่งตัดสิทธิ์สื่อสายหาเสียง (2558–2559) ในระหว่างการรณรงค์หาเสียง ทรัมป์เคยถอนใบอนุญาตทำข่าวของ The Washington Post, Politico, BuzzFeed News, The Huffington Post และสื่ออื่นๆ ไม่ให้เข้าพื้นที่จัดงานหาเสียง

โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ที่มา - Jabin Botsford / The Washington Post
โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568
ที่มา - Jabin Botsford / The Washington Post

สถานะเสรีภาพสื่อสหรัฐฯ ในสายตาองค์กรระดับโลกสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนานว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพสื่อ แต่ในช่วงรัฐบาลทรัมป์ องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders - RSF) เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ระบุว่า สหรัฐอเมริกา ร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 64 ของโลก จากทั้งหมด 180 ประเทศ ซึ่งเป็นการตกลงจากอันดับที่ 57 ในปี 2568 และทำให้แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นยังทำอันดับแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 62

RSF ระบุในรายงานว่า สหรัฐฯ ถูกจัดอยู่ในหมวด "มีปัญหา" ปัจจัยหลักมาจากการที่ผู้นำระดับสูงของรัฐบาลแสดงพฤติกรรมคุกคามและวาดภาพให้สื่อเป็น "ศัตรูของประชาชน" การใช้อำนาจบริหารแทรกแซงการทำข่าว และการใช้หน่วยงานกำกับดูแลอย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนนคมแห่งชาติ (FCC) เข้าตรวจสอบองค์กรสื่อที่เป็นปฏิปักษ์

นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชนได้ออกมาแสดงท่าทีถึงปัญหาทรัมป์กับสื่อมวลชนสหรัฐ อย่างบรูซ ดี. บราวน์ ประธาน Reporters Committee for Freedom of the Press (RCFP) ออกแถลงการณ์ล่าสุด (18 กันยายน 2569) ว่า การแบนเช่นนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน บทแก้ไขครั้งที่ 1 ระบุชัดว่า เมื่อทำเนียบขาวเปิดให้นักข่าวเข้าแล้ว จะไม่สามารถแบนสื่ออื่นเพราะไม่พอใจการรายงานข่าวของพวกเขาได้ นี่คือการเลือกปฏิบัติตามมุมมอง และศาลจะสั่งยกเลิกได้อย่างรวดเร็วหากมีการท้าทาย นอกจากนี้ เขายังระบุว่า การกระทำครั้งนี้ แสดงให้เห็นชัดว่า ฝ่ายบริหารจะตามมาหาคุณ หากพวกเขาไม่พอใจสิ่งที่คุณรายงาน

ขณะที่ เซธ สเติร์น ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสิทธิ มูลนิธิเสรีภาพสื่อ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแบนครั้งนี้ในเดือนกันยายน ว่า รู้สึกกังวลกับตัวการแบนเอง และยังกังวลกับผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะ หากศาลไม่ลงมือ หยุดยั้งคำสั่งนี้

ส่วน ไบรอัน คาเรม อดีตผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ผู้ซึ่งเคยฟ้องรัฐบาลทรัมป์และชนะคดีการยึดบัตรทำข่าวถึง 3 ครั้ง ได้วิเคราะห์ว่า การควบคุมสื่อมีมาทุกยุคสมัย เช่น รัฐบาลบารัก โอบามา ที่เคยใช้กฎหมายจารกรรม ดำเนินคดีกับแหล่งข่าวลับ แต่ในยุคทรัมป์สมัยที่สอง มาตรการรุนแรงและเปิดเผยกว่ายุคใดๆ

นักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสื่อจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลจะหันไปให้สัมภาษณ์และให้สัมปทานข่าวแก่พอดแคสเตอร์ สื่อทางเลือก หรืออินฟลูเอนเซอร์ฝ่ายขวาที่เสนอคำถามเชิงบวกแทน ขณะที่สื่อกระแสหลักจะถูกผลักให้ไปทำงานฝั่งตรงข้ามอย่างเต็มตัว

จากท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ ทำให้สื่อสหรัฐฯ มีความยากในการแสวงหาข้อเท็จจริงมากขึ้น เช่น การเข้าถึงแหล่งข่าว เมื่อไม่มีบัตร Hard Pass นักข่าวจะไม่สามารถเข้าร่วมการบรีฟข่าวประจำวัน ไม่สามารถตั้งคำถามต่อประธานาธิบดีในห้องทำงานไข่มุก และไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับขบวนเครื่องบิน Air Force One ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล

เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ถูกกีดกัน สำนักข่าวท้องถิ่นขนาดเล็กทั่วประเทศที่ไม่มีงบประมาณส่งนักข่าวมาวอชิงตัน และต้องพึ่งพาเนื้อหาจากสำนักข่าวใหญ่ จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนสหรัฐฯ ไม่ได้ยอมจำนน แต่ได้พัฒนากลยุทธ์ในการรับมือ โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาการแถลงข่าว มาเป็นการเจาะลึกแหล่งข่าวลับ

สื่อที่ถูกห้ามและสื่อที่ยังได้รับอนุญาตจับมือกันจัดตั้งระบบแบ่งปันบันทึกข่าว (Notes & Transcripts) เพื่อให้มั่นใจว่าสำนักข่าวที่ถูกขึ้นบัญชีดำยังคงมีข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ได้ ในสัปดาห์ที่เกิดเหตุ สื่อใหญ่ 5 แห่ง รวมถึง Fox News ได้ประกาศระงับการทำข่าว Pool Coverage ของประธานาธิบดีเพื่อแสดงความสมานฉันท์ ขณะเดียวกัน องค์กรสื่อร่วมมือกับมูลนิธิกฎหมาย ยื่นฟ้องรัฐบาลทันทีที่เกิดการละเมิด

บทวิเคราะห์ทางการเมืองหลายฉบับของสื่อต่างชาติ สรุปตรงกันว่า พฤติกรรมของรัฐบาลทรัมป์ได้เปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง "รัฐบาลกับสื่อมวลชน" จากเดิมที่เป็นความสัมพันธ์แบบ "ตรวจสอบและถ่วงดุล"ไปสู่ความสัมพันธ์แบบ "สงครามข่าวสาร"

การตัดสิทธิ์สื่อเข้าทำเนียบขาวไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความสะดวกสบายในการทำงานของนักข่าว แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงสังคมว่า ความจริงเป็นเรื่องของ "การเลือกข้าง" ซึ่งในระยะยาว จะส่งผลเสียต่อระบบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ เนื่องจากประชาชนจะขาดข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน และหันไปเสพเฉพาะสื่อที่สะท้อนทัศนคติทางการเมืองของตนเอง

นักวิเคราะห์มองปรากฏการณ์นี้อย่างไร?

การลดลงของอันดับเสรีภาพสื่อสหรัฐฯ ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาภายในประเทศ แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่องค์กรด้านเสรีภาพสื่อและนักวิชาการจับตามองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงทำเนียบขาวกับสำนักข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฝ่ายบริหาร

รายงานของ Reporters Without Borders (RSF) ระบุว่า สหรัฐฯ อยู่ในอันดับ 64 จาก 180 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อโลกปี 2026 ลดลงจากอันดับ 57 ในปี 2025 โดย RSF ระบุถึงแรงกดดันทางการเมือง การใช้กลไกของรัฐต่อสื่อ และความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันองค์กรสื่อที่มีเนื้อหาวิจารณ์รัฐบาล เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์เสรีภาพสื่อสหรัฐฯ ถดถอยลง

ขณะที่ Knight First Amendment Institute แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มองกรณีการห้าม CNN, MS NOW และ Politico เข้าทำเนียบขาวว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักการของ First Amendment โดยเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรใช้การเข้าถึงพื้นที่ทำงานของรัฐบาลเป็นเครื่องมือในการลงโทษสำนักข่าวเพราะเนื้อหาการรายงานข่าว และระบุว่าการจำกัดการเข้าถึงดังกล่าวยังส่งผลต่อสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลด้วย

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับองค์กรสื่อหลายกรณี โดย CNN, MS NOW และ Politico ยื่นฟ้องรัฐบาลเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 โดยอ้างว่าการถูกห้ามเข้าทำเนียบขาวและการยึดบัตรผ่านสื่อกระทบต่อสิทธิตาม First Amendment ขณะที่ฝ่ายบริหารให้เหตุผลว่าต้องการตอบโต้สิ่งที่ประธานาธิบดีมองว่าเป็น “ข่าวปลอม” และการรายงานที่ไม่เป็นธรรมต่อรัฐบาล

สหรัฐถดถอยสู่ “เผด็จการทางการบริหาร” หรือวิกฤตเสรีภาพสื่อ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกลายเป็นข้อถกเถียงว่า รัฐบาลสามารถใช้กลไกด้านการเข้าถึงข้อมูลและพื้นที่ทำงานของรัฐ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อสื่อที่มีจุดยืนหรือเนื้อหาการรายงานไม่ตรงกับฝ่ายบริหารได้มากเพียงใด

นักวิชาการด้านกฎหมายสื่อให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ เพราะทำเนียบขาวและหน่วยงานรัฐเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญของสาธารณะ หากสื่อบางแห่งถูกตัดออกจากพื้นที่หรือกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการรายงานข่าว ย่อมเกิดคำถามตามมาว่าเส้นแบ่งระหว่าง “การบริหารจัดการการเข้าถึงสื่อ” กับ “การเลือกปฏิบัติต่อสื่อเพราะเนื้อหาข่าว” อยู่ตรงไหน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังมีกลไกตรวจสอบหลายระดับ ทั้งศาล รัฐสภา องค์กรสื่อ และองค์กรด้านสิทธิเสรีภาพ ขณะเดียวกัน สำนักข่าวที่ถูกจำกัดการเข้าถึงยังสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมต่อสู้กับรัฐบาลได้ โดยกรณีล่าสุดของ CNN, MS NOW และ Politico กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐบาลกลาง

ที่หลายฝ่ายจับตาคือ สถาบันตรวจสอบของสหรัฐฯ จะทำหน้าที่คุ้มครองหลักการเสรีภาพสื่อและสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลจากรัฐบาลได้มากเพียงใด ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสื่อที่ยังดำเนินต่อไป

ประเด็นที่นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกสนใจ คือ สหรัฐอเมริกากำลังกลายสภาพเป็นรัฐเผด็จการหรือไม่ โดยนักวิชาการจากสถาบันชั้นนำ เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สรุปว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเผด็จการทหารเบ็ดเสร็จ แต่กำลังเผชิญภาวะ “เผด็จการทางการบริหาร” หรือ “ภาวะประชาธิปไตยถอยหลัง” ผ่านการใช้อำนาจบริหารสกัดกั้นสื่ออย่างแยบยล เช่น การริบบัตรทำข่าว การยกเลิกใบอนุญาต และการขู่ฟ้องคดีแพ่ง เพื่อกดดันให้สื่อเกิดภาวะเซ็นเซอร์ตัวเอง

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์การตีกราดสื่อกระแสหลักว่าเป็น “ข่าวปลอม” หรือ “ศัตรูของประชาชน” ยังมีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนสถาบันสื่อในฐานะตัวกลางตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสื่ออาชีพ ส่งผลให้ฝ่ายบริหารสามารถสื่อสารและสร้างเรื่องเล่าของตนเองผ่านแพลตฟอร์มส่วนตัวได้โดยตรง โดยไม่ต้องถูกตั้งคำถามจี้จุด ซึ่งนักวิชาการบางส่วนชี้ว่า เป็นคุณลักษณะเด่นของระบอบอำนาจนิยมยุคใหม่ที่ทำลายระบบการตรวจสอบในสังคมประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่ากลไกการคานอำนาจของสหรัฐฯ ยังไม่พังทลายลงทั้งหมด เนื่องจากยังมี “ด่านปราการ” สำคัญอย่างอำนาจศาลรัฐบาลกลางที่เป็นอิสระ ซึ่งยึดมั่นในบทแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 และเคยมีคำตัดสินเป็นบรรทัดฐานสั่งคืนบัตรนักข่าวมาแล้วในคดี Acosta (พ.ศ. 2561) และ Karem (พ.ศ. 2562) รวมทั้งความเข้มแข็งของสถาบันสื่อที่ผนึกกำลังยื่นฟ้องรัฐบาลและจับมือแบ่งปันข้อมูลข่าวสารซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันทางวิชาชีพที่ยังคงทำหน้าที่คานอำนาจอย่างแข็งแกร่ง

อ้างอิง - สำนักข่าวต่างประเทศ