รายงานพิเศษ
...................................
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ยังเดินหน้าจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาทักษะและให้องค์ความรู้เรื่อง AI กับคนในแวดวงสื่อสารมวลชนอย่างต่อเนื่อง
โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น มีการอบรมหลักสูตร "AI For Journalists หลักสูตรพื้นฐานสำหรับนักข่าวส่วนกลาง"ที่มีนักข่าวส่วนกลางจากสื่อหลายสำนัก ให้ความสนใจร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งหลังงานเสร็จสิ้นลง สื่อมวลชนหลายคนส่งเสียงสะท้อนว่า ได้รับสาระความรู้ที่อัดแน่นและนำไปใช้กับการทำงานข่าวได้จริง

ในช่วงหนึ่งของกิจกรรมครั้งนี้ นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ได้มาร่วมเป็นวิทยากรกล่าวบรรยายในประเด็นการนำAI มาใช้กับการทำงานของนักข่าว-กองบรรณาธิการข่าวและสำนักข่าว โดยมีการยกเคสของสื่อ-สำนักข่าวต่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่น The New York Times -สำนักข่าว AP-สำนักข่าวBBC-The Washington Post มาประกอบการบรรยาย
บนการเน้นย้ำอย่างหนักแน่นของ "ผศ.ดร.สกุลศรี" ว่า "AI มาแทนที่นักข่าวไม่ได้" พร้อมกับแนะนำว่า"สำนักข่าว-สื่อ ใช้AI ช่วยในการทำงานข่าวได้ แต่การเขียนข่าว นักข่าว กองบก.ต้องเป็นคนเขียนเอง อย่าใช้ AI เขียนให้ เพราะไม่เช่นนั้น จะสูญเสียSignature(เอกลักษณ์เฉพาะตัว) ไป และผลที่ตามมาคือ Trust จะหายไป"
"ผศ.ดร.สกุลศรี"เปิดบทบรรยายด้วยการพูดถึงความสำคัญของนักข่าว-กองบก.ในยุคที่AI เข้ามามีบทบาทในการทำงานของสื่อมวลชนมากขึ้นว่า
"นักข่าวไม่ต้องไปกลัว AI เพราะAI จะมาช่วยในการทำงานเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเครื่องมือAI ที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่มีอันไหนเลยที่จะมาแทนนักข่าว
องค์กรสื่อหลาย ๆ ที่ยังมองว่านักข่าวยังจำเป็นอยู่ ยังไงสุดท้ายแล้วทักษะของความเป็นspecialization ของการเป็นนักข่าวมันจำเป็นและมีความสำคัญ"
..เพียงแต่ว่าเครื่องมือAI มันมาช่วยให้นักข่าวทำงานได้อย่างมีquality และทำงานได้เพิ่มมากขึ้นหรือทำให้ลดภาระบางอย่างของนักข่าวลงไป นักข่าวจะได้มีเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ ในงานข่าวที่อยากทำหรือว่านำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในบางเรื่องให้นักข่าวได้ แต่องค์กรสื่อแต่ละแห่ง ก็ต้องพิจารณาในเรื่องของระดับการใช้เครื่องมือ AI คือรู้ว่าจะใช้AI ทำอะไรได้บ้าง มีเครื่องมือแบบไหน มีอะไรบ้างนักข่าวนำไปใช้ในการทำงานได้ นักข่าวแต่ละคนก็ต้องฝึกพรอมต์ให้ดีให้เก่งด้วย ต้องรู้เท่าทันมันว่าเราจะใช้งานอย่างไร แต่ว่าในกระบวนการทำงานของนักข่าว เช่นการเซิร์ชหาข้อมูลต่างๆ ซึ่งจริงๆก็ไม่ค่อยอยากให้เซิร์ชข้อมูลจากAI เพราะว่ามันไม่มีความถูกต้องอย่างที่มันควรจะเป็น หากเราเซิร์ชข้อมูลบนAIเราก็จะเกิดปัญหาทันทีว่าเราอาจจะได้ของที่ไม่ถูกต้อง หรือแม้บางทีมันอาจจะถูกต้องแต่มันจะบิดโดยบางทีมันจะพยายามบิดตามที่แบบเราอยากให้มันเป็นหรือออกมาตามสิ่งที่เราเคยคุยกับเครื่องมือAI ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องระวัง
"ผศ.ดร.สกุลศรี"สะท้อนความคิดเห็นต่อการอ่านข่าวของสำนักข่าวต่างๆ ในช่วงหลังว่าหากถามว่าตัวเราเอง เคยอ่านข่าวจากสำนักข่าวต่างๆของไทยแล้วเรารู้สึกว่านี่คือภาษาAIเขียนหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า เราเจอ ซึ่งหากคน detect ว่าสื่อใช้AI เขียน เขาจะลดความเชื่อถือลง เพราะฉะนั้นเป็นเส้นที่ สำนักข่าวต้องระวังมาก ๆ ในการเอามาใช้ หรือจะใช้ตรงไหน โดยสื่อบางแห่ง ก็มีการเขียนไว้ท้ายข่าวว่ามีการใช้AI ในส่วนใดบ้าง ก็คือเพื่อความโปร่งใส เพราะฉะนั้นก็ใช้ AI ได้ในทุกกระบวนการ แต่ว่าต้องใช้อย่างระมัดระวังคือต้องไม่ไปลดมาตรฐานของตัวเรา
..เรื่องที่ในอนาคตแต่ละองค์กรสื่อ สำนักข่าว แต่ละแห่ง จะมีการคุยกันว่าจะพัฒนาการใช้ AI อย่างไร ได้ไปหาข้อมูลมาจากสำนักข่าวต่าง ๆ พบว่าบางแห่ง ให้นักข่าวร่วมในกระบวนการออกแบบการใช้AIก็คือไม่ได้สั่งให้นักข่าวไปใช้ AI แต่บอกนักข่าวของตัวเองว่ามาช่วยกันคิดว่าจะใช้AI แบบไหน ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม สื่อบางแห่งก็ทำเครื่องมือออกมาให้นักข่าวไปลองใช้
..จึงสรุปมาเป็นแนวทางที่เรียกว่า "แนวทางการพัฒนาและเลือกใช้AI" กรณีหากสำนักข่าวแต่ละแห่ง ถ้าจะใช้ AI อย่างจริงจัง ใช้ให้เป็นระบบต้องทำอย่างไร หรือ AI Innovation in Newsroom ก็จะมีกระบวนการ-ขั้นตอนที่สำคัญ ตามลำดับ
1. WHY -กำหนดเป้าหมาย
สิ่งแรกที่สำคัญก็คือองค์กรควรต้องวิเคราะห์ก่อนว่าจะใช้ AI เพื่ออะไร เพราะAIไม่ใช่แฟชั่น จึงควรต้องเข้าใจเพื่อให้ใช้งานได้เหมาะสม อย่างถามว่าสำนักข่าว จะออกเงินให้นักข่าวใช้AI ทุกตัวได้หรือไม่ ก็คงไม่ได้ โดยหากใช้ไม่เหมาะสมกับสิ่งที่เราจะต้องใช้ ก็แปลว่าอาจจะมีความเสี่ยงกับการลดมาตรฐานหรือความน่าเชื่อถือของสำนักข่าว
ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายสำคัญมาก เป้าหมายที่ต้องรู้คือ AI แก้ปัญหาอะไรให้องค์กรได้ แล้วเราก็ไปใช้ตรงจุดนั้น เช่น คนเราน้อย แต่เราต้องทำข่าว ดังนั้นจะเน้นไปทำข่าวเชิงลึก แต่เราต้องมีข่าวเบสิกด้วยเพื่อรันให้ขึ้น ก็ต้องดูว่า AI จะมาช่วยได้หรือไม่ หรือหากทีมกราฟิกในสำนักข่าวมีน้อยมากแล้วนักข่าวอยากจะบอกให้กราฟิกทำประกอบข่าวให้ แต่พูดกันยังไงก็ไม่รู้เรื่อง ก็อาจใช้ AI ทำดราฟต์ให้ แล้วส่งให้กราฟิกไปทำต่อได้
2.WORKFLOW-เข้าใจกระบวนการ
เมื่อเข้าใจแล้วว่า จะใช้AI เพื่ออะไร มีเป้าหมายอย่างไรในการใช้ จากนั้นก็ไปวาง workflow( ลำดับขั้นตอนการทำงานที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ) ว่าจะให้ AI มาอยู่ตรงไหนของ workflow อยู่ในกระบวนการทำงานของเราในส่วนไหน เพื่อจะได้ให้นักข่าวเรารู้ว่าเขาจะใช้AI ได้แค่ไหน และจะมีกระบวนการที่มนุษย์อยู่ตรงไหนในการทำงานข่าว แต่ละองค์กรต้องสำรวจให้ดีแล้ววางworkflowร่วมกัน
เรื่องนี้มีความจำเป็นมาก อยากฝากเตือนไปถึงทุกสำนักข่าวว่า ไม่ใช่แค่บอกนักข่าวของตัวเองว่าไปเรียน-ศึกษาAI แล้วก็มาใช้AI แต่ควรต้องมีกระบวนการให้นักข่าวรู้ว่าเขาจะใช้AIในกระบวนการทำงานไหนได้บ้าง เช่น ตอนค้นข้อมูลใช้ได้แค่ไหน ตอนผลิตออกมาใช้ได้แค่ไหน เป็นสิ่งที่ต้องตกลงร่วมกันในองค์กรข่าว แล้วทำworkflow ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นอาจควบคุม quality ไม่ได้ องค์กรต้องมีนโยบายตรงนี้ตั้งแต่ต้นให้ชัดเจน
3.CHOOSE -เลือกแนวทางAI
หลังจากนั้นก็เลือกแนวทางว่าเราจะใช้อะไร เราจะเป็นแค่ผู้ใช้AI หรือจะเริ่มไปสู่การใช้AI ที่customize ได้ คือออกแบบมาได้ว่าเราจะใช้มันอย่างไร เช่นใส่สกิลให้AI หรือกำหนดสิ่งต่างๆให้ AI ว่าเราจะใช้แบบไหน จะเอาAIไปบูรณาการกับกระบวนการในการทำงานเราแบบไหน หรือเราจะไปพาร์ทเนอร์กับใคร ในการที่จะพัฒนาAIให้ใช้งานได้เองในแบบของเรา แต่สำนักข่าวคงไม่ต้องลงทุนทำAIของตัวเอง ก็คือไม่จำเป็น แต่ว่าเราจะใช้เซอร์วิสที่มีอยู่ สร้าง agent หรือว่าทำงานยังไง หรือจะไปคุยกับ NECTEC ในการทำLLM ( Large Language Model -โมเดลภาษาขนาดใหญ่ )ร่วมกัน มันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพื่อทำให้เราสามารถที่จะมีเครื่องมือAI ที่ไปมากกว่ายูสเซอร์ปกติ ก็คืออาจจะเป็นสเต็ปในอนาคตที่สำนักข่าวควรจะต้องคิด
4.CO-DESIGN ร่วมออกแบบ
การร่วมออกแบบ ก็คือคนใช้ กับคนสั่งให้ใช้ และฝ่ายเทคโนโลยีควรมีการได้พูดคุยกัน อันนี้สำคัญ คือไม่ใช่สั่งให้ฉันใช้อย่างเดียว แล้วฉันก็มึนมากว่าจะใช้ยังไง จึงต้องมีCo-design ในการร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถที่จะใช้งานออกมาได้ โดยเฉพาะ ถ้าเราอยากพัฒนาAI ในการใช้งานที่มากกว่าแค่เป็นยูสเซอร์ปกติ เราอาจจะต้องทำงานในการดีไซน์มันร่วมกันให้มากขึ้น
5.TEST -ทดลองกับงานจริง
คือการเรียนรู้จากการใช้งานจริงในบริบทขององค์กร แล้วก็ดู feedback ด้วย ที่เป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็เผยแพร่ แต่ต้องเก็บข้อมูลให้เห็นด้วยว่า จริง ๆ แล้วกลุ่มเป้าหมายของเราต้องการแค่ไหน
เพราะกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มอาจจะบอกว่าทำมาเลย ชอบ โอเค ใช้ได้ เนื้อหาคอนเทนต์บางประเภทอาจจะเหมาะกับการทำAI ตัวกลุ่มเป้าหมายเขาอาจยินดีให้ทำ แต่เนื้อหาบางประเภท กลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่ง อาจไม่ต้องการเนื้อหาที่ทำจาก AI แต่ต้องการสิ่งที่ทำจากมนุษย์ ต้องการความจริง ต้องการความreal เราก็ต้องฟัง เพื่อจะได้เลือกใช้ให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้มันเสีย Trust ขององค์กร และไม่ให้แฟนเรา(กลุ่มเป้าหมาย)หนีไปที่อื่น เพราะเขาไม่ได้ต้องการสิ่งนี้ ก็ลอง test แล้วก็ลองฟังฟีดแบ็ก อาจทำ audience research ประกบก็ได้ ให้เห็นว่าขอบเขตขององค์กรในการใช้ AI ควรจะอยู่ในระดับไหนที่กลุ่มเป้าหมายรับได้ เพราะว่ามันจะมีผลกับการที่เขาจะติดตามเราต่อไป
6.GOVERN AND MEASURE -กำกับและวัดผล
ต้องมีกระบวนการในการกำกับดูแลในการใช้งานในองค์กรว่าขอบเขตในการใช้คืออะไร ใช้ได้แค่ไหน ทุกองค์กรควรมีไกด์ไลน์ของตัวเองในการใช้ AI
ตอนนี้สำนักข่าวต่างประเทศค่ายใหญ่ๆ ต่างก็มีไกด์ไลน์การใช้AIในองค์กรหมดแล้วเพื่อจะได้ให้มีความเข้าใจตรงกัน และไกด์ไลน์การใช้ AI ดังกล่าวถูกเผยแพร่สู่สาธารณะบนหน้าเว็บไซต์ขององค์กรเพื่อเป็นความโปร่งใสให้ผู้ติดตามเข้ามาอ่านแล้วเช็กได้ว่าองค์กรนี้ใช้AI ในระดับไหนและขั้นตอนใดบ้าง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของตัวเองไว้ คนจะได้ไม่ต้องไปคิดเอาเองว่า สำนักข่าวใช้AIทำทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ได้ โดยเมื่อสำนักข่าวทำงานกับAIไปได้สักระยะหนึ่ง ก็ต้องมาดูว่าจะสามารถ ต่อยอดskill มันได้หรือไม่ ก็เป็นในเชิงระบบขององค์กรที่จะต้องทำ
"แต่อะไรที่เป็นทักษะสำคัญของนักข่าว ที่จะไม่ยอมให้หายไป อะไรคือจุดเด่นของเราที่เราจะไม่ยอมให้AIมาทดแทนเรา เราก็อย่าใช้AIทำสิ่งนั้น เพราะว่าใช้ไปสักพักมันจะกลืนเรา จนเราอาจเริ่มแยกไม่ออกว่า นี้คือตัวเราหรือAI เพราะฉะนั้นต้องระวังด้วย"
... เช่นบางคนบอกว่าฉันมีสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ แต่คุณใช้AIไปสักพัก มันเริ่มเรียนรู้การเขียนเรา แล้วเราเริ่มแยกไม่ออกว่า อันนี้คือตัวเราหรือAI แล้วมันจะหายไป อันนี้ต้องระวัง หรือว่าบางคนแบบเป็นคนทำกราฟิก ปกติเรามีลายเส้นในการทำกราฟิกของเรา แต่พอเราถูกบอกว่าเราต้องใช้AI แล้วเราก็ทำมัน ความคิดสร้างสรรค์เราหายไปจากการที่เราเคยทำ คือยังไง สมองคนก็ซับซ้อนกว่าที่AI ทำ
AI อาจจะเป็นตัวช่วยเวลาที่เรานึกไม่ออก หรือต้องทำปริมาณมาก แต่งานcraftมันยังเป็นฝีมือของเรา จึงอยากฝากไว้ว่าต้องพิจารณาให้ดีว่าตรงไหนที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริง ๆ ในการใช้งานAI แล้วถ้าความจำเป็นนั้นคือ เพื่อนำมาแก้Pain Point ของเราเช่น เราบอกว่าอยากจะเป็น Data Journalism แต่ว่าอ่าน data แล้วงงมาก แบบนี้ก็ใช้AI มาช่วยในการจัดระเบียบข้อมูล หรือเราทำ Data Journalism มาสักระยะ แต่มีคนชอบบอกว่าข้อมูลเรามันไม่รอบด้านหรือว่าเรามีอคติกับข้อมูล แบบนี้ เราอาจลองใช้AI เพื่อให้เราเห็นมุมมองที่แตกต่าง เถียงกับมัน ที่ก็อาจทำให้เห็นการตีความข้อมูลนั้นในแบบที่แตกต่างออกไป ก็ลองดูว่า จะนำAI มาใช้แก้ Pain Point ในการทำงานอย่างไร แต่ต้องไม่ใช่ทั้งหมดในการทำงานของเรา
แนะสื่อ-สำนักข่าว
ต้องมีไกด์ไลน์การใช้ AI
ของแต่ละองค์กร

"ผศ.ดร.สกุลศรี รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"ให้ทัศนะว่า เห็นด้วยที่สื่อมวลชนไทยควรต้องมีการวางมาตรฐานในเรื่องของการใช้ AI สิ่งนี้ควรต้องทำออกมา ไม่ใช่ว่าใช้AI แล้วค่อยวางมาตรฐานการใช้งาน ปัจจุบันสภาการสื่อมวลชนก็มีทำไกด์ไลน์ไว้แล้ว ซึ่งก็มีขอบเขตที่ครอบคลุมระดับหนึ่ง แต่ว่าสื่อเองก็ควรมีการทำไกด์ไลน์ของแต่ละองค์กร เพราะลักษณะของการทำงานแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน เช่น หากบางแห่งเน้นข่าวexclusiveก็จะมีเครื่องมือในการใช้AIที่แตกต่างจากสำนักข่าวทั่วไป ทำให้ขอบเขตในการใช้ก็จะแตกต่างกัน
..แต่สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นก็คือการที่ให้นักข่าวค้นข้อมูลจาก AI โดยที่ไม่มีข้อมูลอื่นเลย คือไป เซิร์ช จาก AI มาทั้งหมดเลย เพราะยังไงมันก็ไม่ถูก เพราะตัวเราเองเคยลองหลายครั้งแล้ว ก็พบว่าไม่เคยได้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างแท้จริง แล้วความน่ากลัวก็คือว่า ถ้าเราใช้มันบ่อย ๆ AI มันจะจำว่าเราชอบข้อมูลแบบไหน แปลว่ามันจะตอบเรามาตามที่เราชอบ ซึ่งจะบิดข้อมูลหรือแม้กระทั่งว่าเรามีข้อมูลแล้วโยนลงไปให้ โดยใช้คนละแชทแล้ว มีการเปิดแชทใหม่ แต่เราเคยคุยเรื่องประมาณนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว มันจะไปดึงข้อมูลนั้นกลับมาตอบเรา เราก็จะเห็นว่า อันนี้มันใช่ที่เคยทำไปแล้ว เราก็ต้องรู้เท่าทันมัน
"การค้นข้อมูล ต้องมีขอบเขตบอกกับนักข่าวด้วยว่าเราทำได้แค่ไหน ค้นจากแชทกับAI อย่างเดียวหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ห้ามทำโดยเด็ดขาด รวมถึงการให้AI เขียนเองทั้งหมดหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะ สไตล์ของสำนักข่าวจะหายไปทันที
เพราะหากทุกคนเขียนแบบนั้น เราจะจำไม่ได้เลยว่านี่คือข่าวจากสำนักข่าวไหนSignature(เอกลักษณ์เฉพาะตัว) ของเราจะหายไป โดยแม้ว่าเราเขียนออนไลน์ แต่เราทุกคนมีSignature แต่AIมันจะทำให้เราเหมือนกันหมด"
..แต่ละองค์กรต้องคุยกัน และที่สำคัญคือไกด์ไลน์ควรลงไปในรายละเอียดถึงworkflow ในการทำงานของนักข่าว เพราะตอนนี้ไกด์ไลน์มันอาจจะมีแค่บอกเราว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แต่ว่ากระบวนการในการทำงานจริง ๆ มันสำคัญมากที่แต่ละองค์กรต้องมาคุยกันว่าจะให้นักข่าวใช้อะไร บรรณาธิการข่าวจะเข้าไปดูตรงprocess ไหนที่ใช้AI จุดไหนที่ต้องให้มนุษย์ดูและตรวจสอบ จุดไหนที่ปล่อยผ่านจากที่AI ทำได้
สรุปก็คือ workflow ต้องชัดในทุก ๆ องค์กร เพื่อป้องกันการเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ trust ของเรา อย่าให้เสียไป"
เปิดโมเดล
การใช้AIในงานข่าว
ของสื่อต่างประเทศ
"ผศ.ดร.สกุลศรี-รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"พูดถึงการใช้AI ในการทำงานข่าว-ผลิตสื่อของสำนักข่าวต่างประเทศว่า ในส่วนการใช้AI เพื่อช่วยในงานเขียน สำนักข่าวในต่างประเทศจำนวนมากจะมีไกด์ไลน์บอกกับนักข่าวของตัวเองว่าไม่ให้ใช้AI เขียนข่าวให้ 100% ก็คืออาจจะมีdraft แต่ว่า final สุดท้ายก็ยังต้องเป็นคนในการเขียน บางข่าวให้ใช้AI ย่อยข้อมูลมาเป็นเบสิกให้ แต่นักข่าวต้องไปทำสัมภาษณ์เพิ่ม ไปทำสิ่งอื่นเพิ่ม แล้วนำทั้งหมดมาประกอบร่าง แต่จะสมบูรณ์และเป็นเอ็กซ์คลูซีฟก็คือการที่ต้องมีบทสัมภาษณ์ มีการหาข้อมูลเพิ่มเติม

ทั้งหมดต้องเป็นมือของนักข่าวเป็นคนทำ แต่ก็มีบางสำนักข่าวในต่างประเทศบอกเลยว่าไม่ให้ใช้AIเขียนข่าวให้ ให้ใช้แค่ในการปรับปรุง แต่เวอร์ชั่นแรกนักข่าวต้องเป็นคนเขียนข่าวเอง คือไม่ยอมให้นักข่าวนำAI มาเขียนข่าวให้ตั้งแต่เริ่มต้น
..ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวในต่างประเทศ มีการเปิดทดลองให้มีการใช้AIในการทำงานอย่างเต็มที่แต่พอผ่านไปสักระยะ หลายองค์กรสื่อที่ต่างประเทศ มองว่าต้องจำกัดการใช้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ให้นักข่าวไปใช้มากขึ้น แต่จำกัดการใช้ในprocess ที่จำเป็นจะต้องใช้นักข่าว ตรงนั้น ต้องให้นักข่าวทำจริง ๆ แล้วก็เอาAIไปช่วยในการเสริมส่วนอื่น
รวมถึงการที่สำนักข่าวต่างประเทศ หลายแห่งก็ใช้AI มาช่วยในการเผยแพร่เนื้อหา คือทำยังไงให้สามารถกระจายเนื้อหาที่สื่อผลิตออกมาได้กว้างมากขึ้น มีรูปแบบที่เราสามารถทำได้มากขึ้น เช่นอาจจะมีวิดีโอยาว ก็ใช้AI มาช่วยในการตัดต่อ มาทำไฮไลท์ให้เพื่อให้มันกระชับและเร็วขึ้น ซึ่งAI เกี่ยวกับออดิโอ วิดีโอ ถูกพัฒนาเครื่องมือมาพอสมควร
ส่วนการ แปลภาษา แม้ว่าจะช่วยได้มาก แต่บางสำนักข่าวเช่น สำนักข่าว AP จะบอกเลยว่าให้AI ช่วย translation ได้แต่ต้องมีคนมาตรวจปรู๊ฟสุดท้ายก่อน โดยห้ามเผยแพร่จนกว่าจะมีการปรู๊ฟสุดท้ายทำให้คนตรวจปรู๊ฟยังไม่ตกงาน และจะยิ่งสำคัญมากขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะยังต้องมีprocessของมนุษย์ที่ปรู๊ฟงานเองมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการป้อนเนื้อหาเฉพาะแพลตฟอร์ม เช่นใช้AI มาช่วยดัดเแปลงเนื้อหาที่สื่อผลิตให้เหมาะสม เช่น ของBBCจากที่มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล ก็มีการทดลองนำเสียงที่มีการพากย์การแข่งขันฟุตบอลแบบสดๆ มาทำเป็นคอนเทนต์แบบLive report บนหน้าเว็บไซต์เพราะคนที่ไม่ได้ดูถ่ายทอดฟุตบอลทางโทรทัศน์หรือวิทยุของBBCก็จะได้ติดตามผลการแข่งขันได้แบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ของBBCทำให้คนติดตามผลการแข่งขันผ่านtext ได้ เป็นการทดลองนำเนื้อหาจากฟอร์แมตหนึ่งไปสู่อีกฟอร์แมตหนึ่งโดยใช้material ที่สื่อผลิต เป็นการทำเพื่อให้สามารถเผยแพร่ได้หลายช่องทางมากขึ้น
..เรื่องโมเดลการหารายได้ของสื่อ สิ่งที่สำคัญก็คือ เราทำสื่อยุคนี้มันไม่ใช่เราทำคอนเทนต์อย่างเดียวในธุรกิจสื่อ ธุรกิจสื่อต้องมี layer ของคอนเทนต์อันนี้เป็นเบสิกพื้นฐาน ก็คือเราทำเนื้อหาข่าวรูปแบบต่างๆ layer ถัดมาก็คือเซอร์วิส หรือสิ่งที่มันส่งต่อออกไปจากคอนเทนต์ของเรา เพื่อว่าจะขยายคอนเทนต์ไปทำอะไรเพิ่มได้บ้าง
..เช่น เราทำคอนเทนต์ที่มันpersonal lifeเหมาะกับแต่ละบุคคลได้หรือไม่ เพราะเรื่องสุขภาพ แต่ละคนมีการดูแลสุขภาพและมีปัญหาสุขภาพไม่เหมือนกัน แต่สื่ออาจจะมีเวอร์ชันที่ทุกคนดูได้เหมือนกันและเวอร์ชันที่เฉพาะตามแต่ละบุคคล และสามารถส่งสิ่งนี้ไปให้ แต่ละคนได้ ส่งไปยังผู้รับแต่ละกลุ่มตามเป้าหมายที่มีการsubscribeเสียเงิน ซึ่งคนที่เสียเงินก็จะได้เวอร์ชันที่มันเฉพาะตัว เพราะอย่างทุกคนจะรู้ว่า การออกกำลังกายเป็นเรื่องดี แต่ว่าทุกคนออกกำลังกายแบบเดียวกันอาจไม่สำเร็จ ดังนั้นถ้าเกิดคุณอยากได้เวอร์ชันเฉพาะคุณ คุณต้องจ่ายเงินให้เรา แล้วจะมีข้อมูลนี้ให้หรือว่าถ้าคุณอยากได้ข้อมูลเชิงลึกบางอย่าง ก็จะต้องsubscribe ซึ่งในต่างประเทศ จะถูกเอาไปใช้กับเวอร์ชันsubscribe เสียเงินค่อนข้างเยอะ อันเป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำให้ สิ่งที่ต้องจ่ายเงิน แตกต่างจากของฟรี แล้วทำให้ของที่ต้องจ่ายเงินมีความพรีเมียมจริงๆ
สำนักข่าวBBC -The Washington Post
กับการใช้AI
เพื่อพัฒนางานข่าว-สร้างรายได้
"รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"กล่าวต่อไปว่า สำหรับการใช้ AI เพื่อช่วยในการเซิร์ชข่าว พบว่า The Washington Post มีการทำแชทบอตให้เซิร์ช แล้วก็อ่านข่าวของThe Washington Post
..หรือของสำนักข่าวBBC ที่ต้องการexpand time คือทำให้คนอยู่ในหน้าเว็บไซด์ของBBC นานขึ้น อ่านข่าวจากBBC แล้วไม่ต้องออกไปหาข้อมูลนี้จากที่อื่น อย่างเช่น ปกติเราจะทำลิงก์ไว้ในบทความเราให้คลิกอ่าน แต่ของ BBC ให้เซิร์ชในบทความเลย โดยใช้ข่าวที่มีอยู่ของ BBC ที่ให้เซิร์ชเลยว่า จากเรื่องนี้ยังจะมีบทความอื่นหรือมีข้อมูลที่อยู่ใหม่อื่นอีก ซึ่งมันก็เกิดจากการที่เอาData Base ที่มีอยู่ทำให้คนสามารถเซิร์ช แล้วก็เจอขึ้นมาได้ ทำให้คนจะเกิดความรู้สึกว่า หาเจอได้จากตรงนี้เลยไม่ต้องไปที่ไหน ที่หมายถึงทำให้ Expand time จะอยู่ที่หน้าเว็บไซต์ยาวขึ้น ที่ก็จะมีผลต่อการหารายได้ตามมา
สิ่งนี้คือ Value Chain ที่ก็คือหากองค์กรหรือเราจะเลือกใช้AI จึงไม่ใช่คำถามแค่ว่าใช้แล้วมันสะดวกมากขึ้นแค่ไหน หรือว่าใช้แล้วมันทำให้เราทำงานเร็วขึ้นแค่นั้น แต่มันควรตั้งคำถามว่ามันไปพัฒนาprocess อะไรใน Value Chainเพราะสุดท้าย มันจะกลายเป็น "มูลค่า"ที่ทำให้เราหาเจอว่าเราจะมีความพิเศษแบบใหม่ขึ้นได้หรือไม่ ส่งมอบคุณค่าของข่าวเราได้ดีขึ้นกว่าคนอื่นหรือไม่ มันจะกลายเป็นรูปแบบในการหารายได้ใหม่ ๆ ขององค์กรได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการใช้AI มาช่วยสนับสนุนการทำงานของสำนักข่าว แต่ตัวนักข่าวก็ต้องทำเองทุกprocess โดยเฉพาะในช่วงตั้งต้นและช่วยช่วงสุดท้ายของการผลิต แต่ให้ AI มาช่วยตรงกลาง เช่น ให้AI ช่วยตรวจสอบ หรือช่วยในการปรับร่างเนื้อหา แต่ไม่ได้แปลว่าAI จะมาแย่งงานบรรณาธิการข่าวเพราะยังไง AI ก็คิดเท่าเราไม่ได้ เช่นเรื่อง การมองประเด็น การฉีกประเด็นข่าว เพราะอย่างไรเสียความเป็นมนุษย์ยังสามารถมองบริบทนั้นได้มากกว่าที่AIทำ ดังนั้นมนุษย์ยังมีความสำคัญ

"ผศ.ดร.สกุลศรี"ยกตัวอย่างสำนักข่าวต่างประเทศ ที่ใช้AI เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานข่าวของนักข่าว-กองบรรณาธิการต่อไป โดยกตัวอย่างสำนักข่าวAP ว่า สำนักข่าว AP มีการทำเรื่องนี้ไว้เยอะ แต่แยกได้เป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือ เป็นเครื่องมือเพื่อให้นักข่าวของสำนักข่าวตัวเองได้นำไปใช้งาน อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นเซอร์วิสเพื่อให้คนอื่นมาใช้งานของสำนักข่าว ที่ทำให้สำนักข่าวมีรายได้เข้ามาด้วย แทนที่จะขายข่าวอย่างเดียว แต่การขายข่าวของAP มีเซอร์วิสที่ Top-up ขึ้นไป เช่น บริการในการ detect ข่าวให้รวดเร็วมากขึ้น เช่นใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ค้นหาเทรนด์ที่มันเปลี่ยนแปลงหรือข้อมูลที่อาจจะเป็นประเด็นข่าวแล้วก็ส่งเป็นhint ข่าวให้ บอกว่าตอนนี้มีเหตุการณ์นี้ มีประเด็นเรื่องนี้ แล้วส่งต่อให้นักข่าวเพื่อให้นักข่าวไปตามต่อได้ หรือสะกิดนักข่าวได้ว่า มันอาจจะเกิดอะไรขึ้น
..คือช่วยในการคิดให้ระดับหนึ่ง หรือบริการแปลงข้อมูลให้เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละlocal แปลงสิ่งที่มันเป็นเหมือน mass ปกติให้กลายเป็น local เฉพาะแต่ละพื้นที่ หรือใช้Merlin AIในการค้นหาพวกองค์ประกอบภายในภาพหรือวิดีโอ เพื่อช่วยในการทำงานให้เร็วขึ้น ช่วยดูว่ามีอะไรอยู่ในภาพ หรือช่วยในการดึงข้อมูลจากภาพจากวิดีโอมาใช้ประกอบในการทำข่าว รวมถึงการใช้เครื่องมือในการนำมาช่วยในการเขียนโปรยข่าวหรือเฮดไลน์ ให้คนเห็นแล้วเข้าใจได้ง่ายขึ้น
..ที่ก็คือมีเครื่องมือหลายอย่าง ที่สามารถนำมาใช้ในการทำให้การทำงานข่าวมีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ไม่ได้แทนนักข่าว จะเห็นได้ว่า ไม่มีอันไหนที่จะมาเขียนข่าวแทนนักข่าว เพราะยังไงก็ยังคงใช้ material ของเรา แต่ว่านำเครื่องมือมาใช้ทำงานบางอย่างเพื่อให้สามารถทำงานได้มากขึ้น
The New York Times
เครื่องมือAIกับการทำข่าวสืบสวน
ส่วนสำนักข่าวอื่นๆ พบว่า ของ The New York Times ก็มีเครื่องมือที่น่าสนใจเช่นCheatsheet ที่นำไปใช้กับงานข่าวเชิงสืบสวน คล้ายๆกับ Excel วิธีการทำงานก็คือ นำข้อมูลหรือเอกสาร รวมถึงอื่นๆเช่น บันทึกวีดีโอของตำรวจ บันทึกวิดีโอการประชุม นำเข้าระบบที่The New York Times พัฒนาขึ้นมา แล้วก็ให้ระบบทำงานให้เช่น สั่งให้ดึงคำพูดตามที่สั่งงานไว้ หรือดึงข้อมูลที่ต้องการ เช่นให้ดึงคำพูดของตำรวจที่คุยกัน หรือดึงสำนวนคดีจากบันทึกวีดีโอที่นำเข้าระบบ แล้วก็ให้ระบบสรุปใจความสำคัญหรือนำข้อความที่ได้มาแปลภาษา หรือนำไปค้นหาข้อมูลต่อยอดจากสิ่งที่ได้ -เอามาจัดประเภทของข้อมูล เพื่อให้นักข่าวจะสามารถทำงานกับเอกสารจำนวนมากดังกล่าวได้ ผลก็คือช่วยย่นระยะเวลาในการทำงานให้นักข่าว ช่วย Process Workflow ในการจัดการข้อมูลในการทำประเด็นข่าวต่างๆของนักข่าว
..อย่างเวลานักข่าวทำข่าวสืบสวน ข้อมูลมันจะเยอะ ต้องใช้เวลาใช้พละกำลัง ใช้คนค่อนข้างมาก เครื่องมือดังกล่าวก็เป็นกระบวนการที่ช่วยได้ พบว่า The New York Times ที่นำมาใช้ก็เช่น นำคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ทั้งหมดมาวิเคราะห์ แล้วก็ไปทำข่าวที่มันเกี่ยวข้องกับประเด็นนั้น หรือว่าทำข่าวเชิงสืบสวนในหลาย ๆ เรื่องที่ ที่The New York Times ทำซึ่งต้องอาศัย data จำนวนมาก เขาก็ทดลองมาใช้งาน ซึ่งมันก็ได้งานข่าวที่ Investigative ออกมาจากการที่ใช้ข้อมูลที่ปะติดปะต่อกันจนมาเป็นข้อมูลที่นำไปใช้งานได้ แต่สิ่งสำคัญคือตัวนักข่าวต้องเข้าใจบริบทของประเด็นนั้นด้วย เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันว่าข้อมูลที่ถูกดึงออกมามันMake senseพอหรือไม่ หรือว่าจะต้องสั่งเพิ่ม สั่งให้ดึงข้อมูลอะไรมาประกอบเพิ่มเข้าไปอีก
นอกจากนี้ ที่The New York Times ก็ยังใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Echo ที่ใช้ในงานรีมิกซ์ดัดแปลง เนื้อหาของตัวเองให้สามารถนำเสนอออกไปได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น วิธีการก็คือ เมื่อมีคอนเทนต์ที่ตัวเองเขียนเสร็จ อาจจะเป็นข่าวยาวหรือสกู๊ปพิเศษ แล้วก็ใช้เครื่องมือนี้ในการเชื่อมไปกับคลังข้อมูลของThe New York Times ที่มีอยู่แล้ว จากนั้นก็นำไปใช้งานต่างๆ เช่น ทำเป็นสรุปข่าวหรือนำไปสร้างหัวข้อที่ทำ SEO ได้(SEO-การปรับแต่งเนื้อหาข่าวหรือบทความของกองบรรณาธิการให้อยู่ในอันดับที่ดีบนหน้าผลการค้นหาของSearch Engine)เอามาทำเป็นแบบเวอร์ชั่นต่างๆ เพื่อที่จะลงโซเชียลมีเดียในแต่ละแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เพราะThe New York Times มีเซอร์วิสสำหรับคนที่ Subscription ก็จะส่งไปยังอินบ็อกซ์ของคนที่subscribe ที่ก็คือจะได้ Premium Content เขาก็นำเครื่องมือEcho มาใช้เพื่อให้ได้เนื้อหาที่เหมาะกับ Premium
สรุปก็คือ ใช้เครื่องมือนี้มาดัดแปลงเนื้อหาหนึ่งชิ้นให้ออกมาเป็นformat ที่หลากหลายแล้วก็แตกต่างเพื่อสามารถไปใช้ในลักษณะที่แตกต่างกันได้ในหลายรูปแบบ
"ผศ.ดร.สกุลศรี รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"ยังได้ยกตัวอย่าง การใช้AI ของสื่อระดับโลกอย่าง The Washington Post ว่า มีการใช้เครื่องมืออย่างเช่น Heliograf ที่เป็นระบบในการสร้างข่าวอัตโนมัติ โดยถูกนำไปใช้กับข่าวที่มีเรื่องของตัวเลข เช่น ข่าวกีฬา หรือผลการเลือกตั้ง ที่เป็น fact เป็นข้อมูล ที่สามารถให้เครื่องมือนี้มาประติดประต่อให้ได้ โดยใช้ระบบไฮบริด คือเมื่อจัดการข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นตัวเลขออกมาแล้ว ก็จะส่งต่อไปให้นักข่าว-กองบรรณาธิการ ให้เข้ามาทำ 2 สิ่ง
สิ่งแรกคือหาสัมภาษณ์เพิ่มเติม เพื่อให้ข่าวมีความสมบูรณ์และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น คือแทนที่จะต้องมาเสียเวลาเขียน ก็นำ data fact นั้นไปสัมภาษณ์เลย ก็ช่วยตัดปัญหาบางอย่างเช่น บางทีในข่าวจะมีแต่บทสัมภาษณ์ไม่มี fact เพราะว่าแค่สัมภาษณ์นักข่าวก็หมดเวลาแล้ว นักข่าวต้องรีบส่งข่าว แต่อย่าลืมว่าการสัมภาษณ์ของเรา แหล่งข่าวก็ใช้ความคิดเห็นของตัวเองมาครึ่งหนึ่งของข่าว ถ้าข่าวมีแค่สัมภาษณ์อย่างเดียว ไม่มีfact ไม่มีdata แปลว่าเราก็อ่านแค่ความเห็น ตรงนี้ก็เป็นวิธีการแก้ Pain Point คือแทนที่จะมีแต่สัมภาษณ์อย่างเดียวแต่เรามีfact ด้วย แต่ถ้าต้องค้นข้อมูล ใช้เวลาเรียบเรียงfact ก็เสียเวลาอีก ก็ให้เครื่องมือทำได้ นักข่าวไปทำสัมภาษณ์มา ให้เขียนวิเคราะห์ แล้วใส่บทวิเคราะห์ลงไป ก็จะมีเรื่องของบทวิเคราะห์เชิงลึก จากที่นักข่าวไม่มีเวลา มันก็ทำให้ข่าวสมบูรณ์มากขึ้น ตามหลักjournalismที่เราอยากให้เป็น
AI เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วย แต่ถามว่าแทนคนได้หรือไม่ ตอบได้ว่า ไม่แทน เพราะว่าAI ยังสัมภาษณ์ให้เราไม่ได้ AI ยังวิเคราะห์แบบที่เข้าใจบริบท แบบที่คนเชื่อมต่อประเด็นต่าง ๆ ไม่ได้ขนาดนั้น แต่ใช้ให้มาทำงานร่วมกัน
อีกหนึ่งตัวอย่างสำนักข่าวต่างประเทศ ที่ใช้AI ช่วยในการทำงาน ซึ่ง"ผศ.ดร.สกุลศรี"ยกมาบรรยายในครั้งนี้ก็คือ สำนักข่าว BBC โดยให้ข้อมูลว่า BBC มีการทดลองเรื่อง AI ตลอดเวลา มีเครื่องมือเยอะ ทำหลากหลายมาก ทำเสร็จแล้วใช้ก็มี ทำเสร็จแล้วไม่ใช้ก็มี
...ที่น่าสนใจก็เช่น At a Glance ที่เป็นเครื่องมือสรุปข่าวให้คนอ่านข่าวได้เร็วขึ้น โดยBBC ใช้ LLM มาช่วยในการทำพวก Bullet point ทำให้พอคนเข้ามาอ่านข่าว สามารถจับประเด็นข่าวได้ง่ายขึ้น ก็คือไม่ให้ AI เขียนข่าว แต่ให้ AI สรุปข่าวที่นักข่าวเขียน เพื่อที่จะทำsummarize หรือทำไฮไลท์ของข่าวนั้นให้ คนอ่านเพื่อให้คนอ่านเข้าใจมากขึ้น หรือการใช้Deepfake detectionช่วยตรวจสอบภาพ โดยฝ่าย R&D (Research and Development) ของBBC พัฒนาพวกDeepfake detectionขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ภาพว่าภาพไหนเป็นภาพที่ถูกสร้าง ถูก generate ขึ้นมาหรือไม่ เพราะว่ายุคนี้เฟกนิวส์มีภาพที่มันDeepfakeค่อนข้างเยอะ ก็เอาเครื่องมือนี้เข้ามาช่วย แต่ว่าBBC ก็บอกมันก็ยังไม่ได้แน่นอนในผลตรวจ แต่ก็เอามาใช้ประกอบการตัดสินใจของกองบรรณาธิการข่าวว่าจะใช้ข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ หรือจะตรวจสอบด้วยกระบวนการไหนเพิ่มเติม
นอกจากนี้ก็ยังมี BBC Verifyร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในการที่จะVerifyข้อมูลต่าง ๆ เอาเทคโนโลยีมาช่วยในการที่จะเช็กข้อมูลต่างๆที่พบว่าใช้ค่อนข้างเยอะ และยังมีเครื่องมืออื่นๆเช่น Personalized Football Audio ก็คือนำข่าวฟุตบอลที่นักข่าวBBC ทำไว้มาสรุปแล้วก็ปรับรูปแบบใหม่ด้วยAI แล้วก็สร้างเป็นเสียง วิเคราะห์สำหรับแฟนฟุตบอลแต่ละสโมสร
เช่นแฟนสโมสรทีมลิเวอร์พูล ก็จะได้ฟังในแบบที่แตกต่างจากแฟนทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะหากอยากทำคอนเทนต์ข่าวกีฬาให้ดัง ก็ต้องเข้าใจและต้องเล่นกับวัฒนธรรมแฟนกีฬา คนที่ทำข่าวกีฬา ก็จะต้องเข้าใจว่าแฟนฟุตบอลแต่ละทีมเป็นอย่างไร ทางBBC ก็ทดลองทำสคริปต์และการพูดที่เหมาะกับแฟนกีฬาแต่ละกลุ่ม โดยใช้เรื่องเดียวกันแต่ใช้AIในการgenarateขึ้นมา โดยมีคัดเลือกเสียง คัดเลือกสไตล์ คัดเลือกโทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดจากการไปทำResearchมาว่าแฟนฟุตบอลแต่ละทีมคาแรคเตอร์เป็นแบบไหน ชอบสไตล์ไหน มันก็จะได้อรรถรส
"ผศ.ดร.สกุลศรี"สรุปว่า จากข้อมูลข้างต้น ยุคนี้สำนักข่าว จะต้องคิดว่าเรามีคอนเทนต์เป็นโปรดักส์อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเซอร์วิสอะไรเข้าไปด้วย เซอร์วิสมันก็มีหลายแบบ เซอร์วิสแบบใช้เทคโนโลยีก็จะใช้เครื่องมือแบบนี้ แต่ถ้าเซอร์วิสแบบอยากจะใช้แบบเวิร์กช็อปก็ทำได้เหมือนกัน คือเป็นรูปแบบที่ สำนักข่าวสามารถหารายได้ได้มากกว่าแค่สปอนเซอร์ซื้อแอดโฆษณา ถือเป็นตัวอย่างที่่น่าสนใจซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศทำ
เนื้อหาการบรรยายข้างต้นจากนักวิชาการนิเทศศาสตร์ ที่เน้นย้ำหลายครั้งว่า ในยุค AI ”นักข่าว-กองบรรณาธิการข่าว”ยังมีความสำคัญ เพราะความเป็นJournalism เป็นสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ ทดแทนนักข่าวไม่ได้ คงช่วยปลุกเร้ากำลังใจให้นักข่าว-คนทำสื่อ รู้สึกฮีลใจ ในวันที่ธุรกิจสื่อ อุตสาหกรรมสื่อ ยังอยู่ในสถานการณ์แบบทรงๆ แค่ประคองตัวเองให้รอดแต่ละปี ก็เหนื่อย ข่าวการลดคน -ลดขนาดกองบรรณาธิการข่าว ในองค์กรสื่อ ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จนทำเอาคนสื่อบางส่วนรู้สึก Burn out อย่างไรก็ตาม หากใครได้อ่านเนื้อหาข้างต้น อาจทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการทำงานข่าวขึ้นมาบ้าง
