เกาะติดห้องข่าวยุค AI สื่อไทยใช้ปัญญาประดิษฐ์ผ่อนแรง  กองบก.ยิ่งสำคัญมากกว่าเดิม

กองบก.จุลสารราชดำเนิน 

---
เปิดประเด็นร้อนจากเวทีเสวนา “Generative AI in Newsroom”  ของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งปะเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนภาพการปรับตัวของวงการสื่อมวลชนไทยเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ โดยคนข่าวยอมรับว่า AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระงานประจำ ตั้งแต่การถอดเทปสัมภาษณ์ การตัดและคัดไฮไลต์จากวิดีโอความยาวมาก ไปจนถึงการจัดทำอาร์ตเวิร์กสรุปข้อมูล ช่วยลดเวลาในการทำงาน และเปิดโอกาสให้นักข่าวนำเวลาที่ประหยัดได้ไปทุ่มเทกับงานที่ต้องใช้ทักษะสูง เช่น ข่าวสืบสวนสอบสวน การวิเคราะห์เชิงลึก และการลงพื้นที่

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนาชี้ว่า AI ยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎหมาย การเมือง และสังคมไทยที่มีบริบทและข้อยกเว้นจำนวนมาก มีกรณีที่ AI สรุปประวัตินักการเมืองคลาดเคลื่อนจนกล่าวหาว่ามีประวัติทุจริต ขณะที่บางกรณีในศูนย์ข่าวภูมิภาค AI ยังนำชื่อบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วมาสร้างเป็นผู้ร่วมพูดบนเวที รวมถึงการวิเคราะห์ช่องโหว่ทางกฎหมายและการสรุปข้อมูลที่ผิดพลาด สะท้อนความเสี่ยงที่กองบรรณาธิการไม่สามารถปล่อยให้ AI ทำหน้าที่แทนนักข่าวโดยไม่มีการตรวจสอบ

ประสบการณ์ บก. ส่ง Prompt แหลมคม

"บก. ที่มีประสบการณ์เขียนบทความ จะสามารถป้อนคำสั่งหรือ Prompt ให้ AI ทำงานได้แหลมคมและตรงประเด็นกว่าคนสายไอที” นายสุภโชค ภัทรามรุต  ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV กล่าวบนเวทีเสวนา"Genrative AI in News Room” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างทักษะการรู้เท่าทันและเฝ้าระวังสื่อ ระยะที่ 2:  วารสารศาสตร์ AI เพื่อการรับมือภัยพิบัติและข่าวปลอม  “AI For Journalists ; หลักสูตรพื้นฐานสำหรับนักข่าวส่วนกลาง


บนเวที สุภโชค ให้มุมมองว่าหากมองการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในองค์กรสื่อ ด้วยฐานะคนที่ทำงานเบื้องหลังระบบเทคนิคและไอที จะพบว่าคนทำสื่อในยุคนี้โชคดีมากที่ได้ AI มาเป็นเครื่องมือสุดยอดในการช่วยทำงานประจำ ส่วนตัวแล้ว คิดว่าการเปลี่ยนแปลงในยุคก่อนหน้านี้ เช่น การปรับตัวจากสื่อสิ่งพิมพ์มาสู่เว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย มีความน่ากลัวและต้องปรับตัวมากกว่าการเข้ามาของ AI เสียอีก

“เวลานั้นต้องเปลี่ยนวิธีคิดและการนำเสนอใหม่ทั้งหมด ในยุคเปลี่ยนผ่านแรก สำนักข่าวเคยคิดว่าเพียงแค่นำเนื้อหาข่าวจากหนังสือพิมพ์ไปโพสต์บนเว็บไซต์ก็จบ แต่ในความเป็นจริง ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ สื่อต้องรื้อและเปลี่ยนวิธีการนำเสนอใหม่ทั้งหมด จากบทความข่าวยาวฉบับสิ่งพิมพ์ มาเป็นข่าวสั้น สรุปประเด็น และต้องรีไรท์เนื้อหาให้เข้ากับพฤติกรรมผู้ใช้ในแต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่เหมือนกันเลย เพิ่มภาระงานมหาศาลและต้องเรียนรู้ทักษะใหม่จากศูนย์โดยไร้ตัวช่วย”

สุภโชค กล่าวว่า ยุคดิจิทัลดิสรัปชันบังคับให้คนทำสื่อหนึ่งคนต้องทำหน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ต้องเรียนรู้ทั้งการทำเว็บ เทคนิคโปรแกรมมิ่ง และการทำคอนเทนต์โซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นภาระงานที่หนักและต้องปรับตัวอย่างมาก ในทางกลับกัน คนทำสื่อในยุคนี้มีความโชคดีมาก เพราะ AI ไม่ได้เข้ามาบังคับให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารใหม่เหมือนยุคดิจิทัลดิสรัปชัน แต่ AI เข้ามาในฐานะสุดยอดเครื่องมือ Super Tool ที่เข้ามาช่วยทลายงานประจำที่เคยยุ่งยาก ปลดล็อกและรวบรัดภาระให้ทำได้ง่ายขึ้น

สำหรับ PPTV การนำ AI มาใช้งานในองค์กรถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. งานระบบหลังบ้าน (Back office) 2. งานสื่อสารมวลชนสำหรับนักข่าวและโต๊ะข่าว และ 3. งานสายผลิต (Production) เช่น การทำภาพ เสียง และตัดต่อวิดีโอ

“การเริ่มต้นนำ AI มาใช้ เกิดจากการพยายามแก้ปัญหาของทีมงาน และนำมาช่วยลดภาระงานที่เป็นงานทำซ้ำๆ เรามีการสร้างเครื่องมือที่เรียกว่า "New Center" โดยใช้ AI ช่วยดึงข้อมูลจากแหล่งข่าวที่กระจัดกระจายมารวมไว้เป็นแดชบอร์ด และทำบทสรุปข่าวเพื่อให้ บก. หรือโต๊ะข่าวนำไปใช้งานต่อได้ง่ายขึ้น”



PPTV เลือกใช้ AI สร้างเครื่องมืออัปเดตราคาอาร์ตเวิร์กทองคำและน้ำมัน ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานของนักข่าวจาก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 10 วินาที หรือไม่เกิน 3 นาที ทำให้สามารถเผยแพร่ขึ้นเว็บไซต์ได้แบบเกือบจะเรียลไทม์

ก้าวต่อไปของ PPTV คือการสร้าง "Knowledge Catalog" เพื่อใช้เป็นคลังความรู้ให้พนักงานและ AI สามารถเรียนรู้คำศัพท์ วัฒนธรรมองค์กร หรือรูปแบบการทำงานได้ทันที ทำให้พนักงานใหม่ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้จากศูนย์

“เราหวังเปลี่ยนคลังความรู้ให้เป็น สมองกลาง ที่ AI เข้าถึงได้ ไม่ได้เป็นเพียงคู่มือหรือระเบียบการให้คนอ่านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างฐานข้อมูลที่รวบรวมวัฒนธรรมองค์กร สไตล์ภาษาข่าว คำศัพท์เฉพาะของ PPTV ตลอดจนศัพท์เทคนิคประจำแต่ละแผนก เช่น ข่าว บัญชี ไอที ไว้ให้ AI เรียนรู้”

ในอดีต พนักงานใหม่ของ PPTV ต้องใช้เวลาอบรมนานนับปีกว่าจะเข้าใจวิถีการทำงานและภาษาขององค์กร แต่เมื่อมี Knowledge Catalog พนักงานใหม่จะทำงานผ่านเครื่องมือ AI ซึ่ง AI จะไปดึงบริบทจากคลังความรู้นี้มาช่วยแนะนำและป้อนข้อมูลที่ถูกต้อง ทำให้พนักงานใหม่ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แน่นอนว่าคลังความรู้นี้จะถูกสะสมและอัปเดตข้อมูลใหม่เข้าไปอย่างต่อเนื่องทุกวันและทุกเดือน ทำให้องค์ความรู้ของ PPTV ยังคงอยู่และต่อยอดได้เสมอ แม้จะมีการผลัดเปลี่ยนบุคลากรในทีมก็ตาม

ไม่ว่าการพัฒนาจะก้าวหน้าไปเพียงไร สุภโชคย้ำว่าการปรับตัวและการพัฒนาทักษะของคนในองค์กรนั้นถือเป็นสิ่งที่ควรให้ความใส่ใจ โดยหลักการสำคัญข้อแรกคือ องค์กรต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยอัปสกิลให้ทุกคนในทีมมีพื้นฐานการใช้ AI ที่ใกล้เคียงกัน และใช้งานเป็นเสียก่อน

“จากการลองผิดลองถูกพบว่า การอบรมแบบจับมือทำ โดยเริ่มสอนตั้งแต่ศูนย์ ประสบความสำเร็จและได้ผลดีมากสำหรับคนในองค์กร องค์กรควรต้องมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถสื่อสารโต้ตอบกับ AI ได้ เพื่อนำเครื่องมือมาประยุกต์ใช้ให้ตอบโจทย์ความต้องการของทีม และต้องรู้จักเลือกเครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับงานสื่อ เพื่อป้องกันปัญหา AI ตอบคำถามด้วยข้อมูลที่ไม่รู้ที่มา”



ในยุคปัจจุบัน สุภโชคมองว่า AI ยังมีความผิดพลาดและยังไม่น่าเชื่อถือพอที่จะปล่อยให้ทำงานแบบอัตโนมัติได้ 100% จึงยังต้องมีมนุษย์ หรือ Human in the loop คอยกำกับดูแลและตรวจสอบความถูกต้องอยู่เสมอ ขณะเดียวกัน ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญส่วนบุคคลของมนุษย์ยังเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยชี้ว่าสิ่งที่ AI ไม่มี แต่มนุษย์มีคือความเห็นอกเห็นใจ สามารถสังเกตสีหน้า แววตา หรือท่าทางของแหล่งข่าว เพื่อนำมาสะท้อนในการนำเสนอข่าวได้ ดังนั้น สื่อมวลชนจึงต้องรักษาจริยธรรมทางวิชาชีพในการตรวจสอบเนื้อหาเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงในการใช้ AI

ในอีกด้าน สุภโชคเชื่อว่าอนาคตของ Human in the Loop ในวงการสื่อนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะสื่อมวลชนจะต้องกลับมาทบทวนว่า คุณค่าที่แท้จริงของการที่มนุษย์ต้องอนุมัติหรือ "Approve" ข่าวคืออะไร และหากการอนุมัติหมายถึงแค่การตรวจคำผิดและข้อเท็จจริง วันหนึ่ง AI ย่อมทำได้เหนือกว่ามนุษย์แน่นอน แต่หากการอนุมัติหมายถึงการแบกรับความรับผิดชอบทางกฎหมายและจริยธรรม นั่นคือจุดที่ AI ไม่สามารถรับผิดชอบแทนมนุษย์ได้ เพราะเมื่อเกิดคดีความหรือความผิดพลาดขึ้น สังคมและกฎหมายเรียกร้องความรับผิดชอบจากตัวบุคคลและองค์กรสื่อ ไม่ใช่จากตัวโมเดล AI 

“ณ วันที่เราไปถึงจุดที่ AI บอกว่า ทำไมส่งงานมาแล้วไม่มีแก้ไขเลยเป็นเดือน... แล้วถ้าวันหนึ่งมันถามกลับมาว่า 'แล้วทำไมฉันจะต้องให้คุณ approve อีก ในเมื่อไม่เคยผิดเลย' ผมก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่า ณ วันนั้นจะเป็นอย่างไร” สุภโชคกล่าวทิ้งท้ายถึงคุณค่าที่แท้จริงของคนข่าวในวันที่ AI ไม่รายงานผิดพลาดเลย “ผมมีคีย์เวิร์ดคำว่า 'Truth' ไม่ใช่ True Social แต่คือ True for Trust คือความจริงเพื่อทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ”

ดึงสติ พร้อมรักษาทักษะ-อัตลักษณ์

นายเอกพล บรรลือ Content Director ของ The Standard กล่าวถึงโครงสร้างการขับเคลื่อน AI ในองค์กร The Standard ทั้ง 3 ระดับ ว่าประกอบด้วยระดับบุคคล ที่ใช้สืบค้นข้อมูล ค้นหาประเด็นข่าว และช่วยเตรียมงานด้านโปรดักชันตามโจทย์เฉพาะของแต่ละคน นอกจากนี้คือระดับทีม โดยมีการไล่พิจารณากระบวนการทำงานทุกขั้นตอนตาม Standard Operating Procedure หรือ SOP เพื่อแยกออกมาเป็นชั้นและดูว่าขั้นตอนไหนสามารถนำ Generative AI เข้ามาช่วยลดเวลาทำงานได้ บนกระบวนการรักษาทักษะ ที่ดึงสติคนข่าวว่าห้ามปล่อยให้ AI ทำงาน 100% โดยไม่มีมนุษย์ตรวจทานเด็ดขาด

ขณะที่ระดับองค์กร The Standard มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในชื่อ The Standard People Hub ที่ใช้บริหารการจองห้องประชุมและการอนุมัติเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังนำเอา AI มาอยู่ในกลไกการกำหนดKPI และวัฒนธรรมแบ่งปันความรู้ Knowledge Sharing ทุกเดือน

“ที่ The Standard มีการระบุหัวข้อ "การนำ AI มาใช้อย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน" ไว้ใน KPI ของทีมอย่างเป็นทางการ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานทดลองนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยย่อระยะเวลาในกระบวนการทำงาน” เอกพลกล่าว ก่อนจะเล่าถึงวิธีการประเมินผลผ่านเวที Monthly Review “เพื่อไม่ให้ KPI เป็นเพียงตัวเลขหรือกรอบกว้างๆ ทางทีมใช้วิธีการประเมินผลผ่านการประชุมร่วมกันทุกเดือน โดยคัดเลือกผลงาน 3 ชิ้น/เดือน ให้พนักงานแต่ละคนเลือกชิ้นงานที่ตนเองรู้สึกว่าใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ที่สุดจำนวน 3 ชิ้นมานำเสนอ และแลกเปลี่ยนร่วมกันว่า ใช้เครื่องมือ AI ตัวไหน, มีกระบวนการอย่างไร, และเขียนคำสั่ง (Prompt) แบบไหนถึงได้ผลลัพธ์ที่เวิร์กหรือไม่เวิร์ก”



เอกพลเล่าว่า 1 ใน 2 ประโยชน์จากการประเมิน KPI รูปแบบนี้ คือเกิด Knowledge Sharing ภายในทีม เพราะพนักงานได้เห็น Use Case จริงของเพื่อนร่วมทีม ได้เรียนรู้ชุดคำสั่ง Prompt ที่ดีเครื่องมือใหม่ และเทคนิคการทำงานที่นำไปปรับใช้ต่อได้ทันที อีกประโยชน์คือเป็นช่องทางให้หัวหน้าคุมความเสี่ยง ทำให้หัวหน้าทีมได้เห็นกระบวนการทำงานจริงของลูกทีม และมีโอกาสตักเตือนจุดเสี่ยง เช่น การป้องกันปัญหาข้อมูลผิดพลาด  หรือการเตือนสติว่าห้ามปล่อยให้ AI ทำงาน 100% โดยไม่มีมนุษย์ตรวจทานเด็ดขาด

สำนักข่าว The Standard นั้นมีการแบ่งประเภทงานและข้อมูลเพื่อกำหนดว่าจุดใดควรให้ AI ทำ และจุดใดที่มนุษย์ต้องเป็นผู้ทำ เช่น ข้อมูลทั่วไปและข้อมูลเชิงลึก และงานคุณค่าต่ำและคุณค่าสูง 

“การใช้งาน AI ต้องดูตามโจทย์ของแต่ละทีม เช่น งานข่าวต้องเน้นความน่าเชื่อถือและความถูกต้องเป็นหลัก ในขณะที่งานไลฟ์สไตล์อาจเน้นความสวยงามของการเล่าเรื่อง หลักคิดสำคัญคือการแยกงานประเภท"Low Value" ออกมาให้ AI ทำ ซึ่งคืองานที่ใช้เวลาทำนานแต่ใครก็สามารถทำแทนได้ เช่น การถอดเทปสัมภาษณ์ที่อาจใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง หรือการกรอกตัวเลขใบเสร็จเบิกจ่าย เมื่อนำ AI มาช่วยจัดการงาน Low Value จะทำให้คนทำงานมีเวลาเหลือเพื่อไปสร้างสรรค์งานที่มีมูลค่า และมีคุณค่ามากขึ้น”

นอกจากผลักดันงาน Low Value ที่ใช้เวลามากให้ AI ทำ เพื่อให้คนข่าวเอาเวลาไปสร้าง High Value ที่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้อ่าน เอกพลยังเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อต้องตรวจทานเล่มสิ่งพิมพ์  ที่ต้องการความละเอียดสูง แต่ด้วยความเคยชินจากการใช้ทางลัดและ AI ช่วยงาน ทำให้มองข้ามความผิดพลาดไปหลายจุด เหตุการณ์นี้ทำให้ตระหนักว่า เทคโนโลยีอาจทำให้เราหลงลืมทักษะและมาตรฐานความเป็น บก. มืออาชีพที่เคยสั่งสมมา จึงต้องคอยดึงสติตนเองให้รักษาทักษะและความละเมียดในการตรวจทานไว้เสมอ

เมื่อถามถึงคุณค่าของมนุษย์ที่ AI ยังทดแทนไม่ได้ เอกพลเชื่อว่าหากสำนักข่าวประกาศว่าใช้ AI ทำงาน 100% ความเชื่อถือจากผู้อ่านจะลดลง และคนอาจไม่อยากติดตามอ่านอีกต่อไป



“สิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีกว่า AI คือการหาอินไซต์  จากการไปพูดคุยกับแหล่งข่าวหรือคนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่หาไม่ได้จากในอินเทอร์เน็ต...อินไซต์ที่ได้จากมนุษย์ด้วยกัน จะนำไปสู่การตั้งประเด็นและตั้งคำถามที่ถูกต้อง ลึกซึ้ง และเป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน มากกว่าการใช้ AI คิดคำถามให้ซึ่งมักจะได้ผลลัพธ์ที่ผิวเผิน”

ที่สุดแล้ว เอกพลเชื่อว่าประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของมนุษย์ในการตรวจสอบความถูกต้องยังคงเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เพราะบางครั้งการใช้ AI ร่างงานเขียนอาจดูสละสลวย แต่อาจมีช่องโหว่หรือความผิดพลาดที่ต้องใช้ความละเอียดของคนในการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน องค์กรยังมีความท้าทายในการสอนเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเครื่องมือ AI โดยต้องพยายามถ่ายทอดทักษะและคุณค่าของคนทำงานสื่อ เพื่อไม่ให้เด็กรุ่นใหม่มีทักษะเพียงแค่การป้อนคำสั่ง Prompt เท่านั้น

"ถ้าสมมุติเราคุยกับ AI เราอาจจะได้ Information แต่ถ้าคุยกับคน เราได้ Insight ที่ไม่มีใครมี การคุยกับคนในหลากอุตสาหกรรม บางทีมันไม่ได้ถูกออกหน้าสื่อ แต่เราจะรู้ว่าเขามีวิธีคิดและตีโจทย์อย่างไร"

ปัญหาจากการไม่เปิดอ่านเอกสารจริง

นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร บริษัท เนชั่น ทีวี จำกัด จุดประเด็นปัญหาที่เคยพบจากการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการข่าวว่า คือพฤติกรรมการไม่เปิดอ่านเอกสารจริง โดยพฤติกรรมนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกฝ่ายในวงการข่าว

“ไม่มีใครเปิดอ่านเอกสารจริง เมื่อมีเอกสารชุดใหญ่หนาหลายพันหน้า หรือเทปบันทึกเสียงยาว ผู้บริหาร หรือคนสั่งงานมักใช้วิธีทางลัดโยนเอกสารให้ AI อ่านแล้วถามหาจุดผิดปกติหรือช่องโหว่ จากนั้น คนสั่งจะก๊อปปี้คำตอบจาก AI ส่งเข้าไปในกลุ่มงาน แล้วสั่งให้ทีมข่าวไปทำประเด็นต่อ ฝั่ง บก. หรือนักข่าวที่รับคำสั่งมา ก็ใช้วิธีเอาเอกสารชุดนั้นป้อนเข้า AI อีกรอบเพื่อหาข้อมูลมาตอบกลับ โดยที่ทั้งคนสั่งการและคนถูกสั่ง ต่างไม่มีใครย้อนกลับไปเปิดอ่านเอกสารฉบับจริงเลยแม้แต่คนเดียว”

ปกรณ์ชี้ว่าผลเสียและอันตรายที่เกิดขึ้นจริงจากพฤติกรรมนี้ คือ AI แต่งเติมบริบทและจับประเด็นผิดพลาด ซึ่งเมื่อปกรณ์ย้อนกลับไปอ่านเอกสารฉบับจริง พบว่า AI ในเวลานั้นตีความช่องโหว่ทางกฎหมายและการทุจริตผิดพลาดทั้งหมด เพราะ AI มักนำตรรกะหรือประสบการณ์ในต่างประเทศมาจับ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและระเบียบกฎหมายไทยที่มีข้อยกเว้นซับซ้อน ทำให้อาจเกิดการถกเถียงกันบนข้อมูลที่ผิดทั้งคู่ โดยที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในเอกสาร

สำหรับกรณีการฟังเทปสัมภาษณ์ ปกรณเชื่อว่าหากคนทำข่าวไม่ได้ฟังเสียงสัมภาษณ์จริง แต่โยนไฟล์ให้ AI ถอดความแล้วเอาบทสรุปของ AI ไปเขียนข่าวทันที โอกาสที่เนื้อหาจะผิดเพี้ยน ข้ามประเด็นสำคัญ หรือตีความผิดไปจากที่แหล่งข่าวพูดจริงจะมีสูงมาก



ทางแก้ที่ปกรณ์ย้ำเตือน คือการยึดหลักการสำคัญว่า "คุณต้องอ่านและฟังต้นฉบับก่อนเสมอ" เนื่องจาก AI สามารถช่วยทอดยาวสรุปเบื้องต้นหรือช่วยหาคำถามได้ แต่คนข่าวจะปล่อยให้ AI ทำงานลำพังโดยไม่มีมนุษย์อ่านทานไม่ได้เด็ดขาด เพราะกองบรรณาธิการและนักข่าวต้องทำหน้าที่เป็น Human in the Loop ในการอ่าน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และใช้วิเคราะห์บริบทจริงก่อนนำไปเผยแพร่ทุกครั้ง

สำหรับ Nation Group ที่ถือเป็นสื่อดั้งเดิมซึ่งมีสถานีข่าวทีวีถ่ายทอดสด 13–14 ชั่วโมงต่อวัน ในยุคที่มีการปรับลดกำลังคนจากเดิมนับพันคนเหลือประมาณ 200 กว่าคน การนำ AI เข้ามาช่วยงานจึงแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลักคือฝั่งผลิตรายการ Production และฝั่งกองบรรณาธิการ Content  

ฝ่าย Production มีการใช้ AI ช่วยสแกนและชี้จุดสำคัญในฟุตเทจเทปบันทึกภาพหรือการสัมภาษณ์ที่มีความยาวตั้งแต่ 80 นาทีขึ้นไป เพื่อให้ทีมตัดต่อเข้ามาพิจารณาตัดคลิปต่อ โดยเน้นให้ AI เป็นผู้เตรียมวัตถุดิบ ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจ ขณะที่ฝ่าย Content มีการใช้ AI ถอดความเสียงสัมภาษณ์สดจากรายการโทรทัศน์ และทำสรุปสาระสำคัญ แสดงบนหน้าเว็บไซต์

นอกจากนี้ Nation Group มีการใช้ AI ช่วยคิดคำถามรายการทอล์ก และช่วยคิดคำพาดหัวข่าวเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างคนต่าง Generation ทำให้ตอบเรื่องการใช้ภาษาวัยรุ่นหรือสแลงฮิตตามกระแสสังคมได้ทัน รวมทั้งช่วยพนักงานฝ่ายโปรดักชันที่ไม่มีพื้นฐานข่าวให้สามารถพาดหัวข่าวได้

AI ยังรวบรวม Timeline และติดตามกระแสเหตุการณ์สำคัญในสังคมได้ โดยมีการใช้ AI ย้อนดูเหตุการณ์ในอดีตเพื่อทำอินโฟกราฟิก และรวบรวมประเด็นในโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 24 ชั่วโมง เพื่อนำมาประกอบการเขียนบทวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ปกรณ์เคยพบปัญหาจากการพึ่งพา AI ที่เกิดขึ้นจริงเรื่องการสูญเสียอัตลักษณ์ เนื่องจาก AI อาจออกแบบภาพในสไตล์ของมันเอง จนทำให้อัตลักษณ์และเอกลักษณ์งานภาพดั้งเดิมที่สื่อเคยใช้คนทำ อาจสูญหายไป



ปกรณ์ยังเล่าถึงกรณีนักข่าวที่ใช้ AI เวอร์ชันฟรีอาจพบปัญหาระบบประมวลผลช้า มีข้อจำกัดในการวิเคราะห์เอกสารยาว และมักให้คำตอบที่ไม่สอดคล้องกันเมื่อป้อนคำสั่งซ้ำ รวมถึงมีกรณีที่ผู้ประกาศใช้ AIค้นประวัตินักการเมืองเพิ่มเติมก่อนออกอากาศ แล้ว AI สรุปผิดว่านักการเมืองคนดังกล่าวกระทำการทุจริตซึ่งไม่ตรงกับความจริง นำไปสู่การฟ้องร้องเสียชื่อเสียง และยังมีกรณีที่ AI ใส่ชื่อผู้ที่เสียชีวิตแล้ว มาขึ้นพูดบนเวทีเสวนาอย่างเป็นไปไม่ได้

สำหรับประเด็นกฎหมาย จริยธรรม และสิทธิส่วนบุคคล ปกรณ์เชื่อว่ามาตรฐานจริยธรรมเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะแม้สื่อมวลชนได้ทำการเบลอหน้าและไม่ระบุนามสกุลของผู้เสียหายตามหลักจริยธรรมแล้ว แต่ฝ่ายคู่กรณีได้นำเนื้อหาข่าวดังกล่าวไปป้อนให้ AI ช่วยวิเคราะห์ ปรากฏว่า AI สามารถระบุชื่อจริง นามสกุล ประวัติการทำงาน และตัวตนของผู้เสียหายได้ทั้งหมด

“กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าในยุค AI การปิดบังตัวตนแบบเดิมไม่สามารถป้องกันการสืบค้นได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สถาบันสื่อและข้อกฎหมายต้องเร่งปรับปรุงมาตรฐานใหม่”



ปัจจุบัน Nation Group ได้ขยายแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมดั้งเดิมขององค์กรหรือที่เรียกว่า Nation Way มาสู่การกำหนดกรอบควบคุมการใช้งาน AI ทั้งองค์กร โดยข้อบังคับหลักคือให้มอง AI เป็นเพียงผู้ช่วยเตรียมวัตถุดิบ หรือที่ปรึกษา โดยห้ามป้อน Prompt แล้วนำคำตอบที่ได้จาก AI ไปใช้เผยแพร่หรือออกอากาศทันทีโดยเด็ดขาด หากยังไม่ผ่านการตรวจทานและยืนยันข้อเท็จจริงโดยมนุษย์

ที่สุดแล้ว เสียงจากเวทีเสวนานี้ยืนยันว่า ยุคที่มี AI กองบรรณาธิการจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นกว่ายุคก่อน เพราะ AI เป็นเครื่องมือผ่อนแรงในงานทั่วไป เพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการทำงานสื่อ แต่ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด กองบรรณาธิการยังจำเป็นอย่างยิ่งในฐานะ Human in the Loop เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนเผยแพร่ตามกรอบจริยธรรม และสื่อต้องมุ่งสร้างงานคุณค่าสูง ควบคู่กับการยกระดับทักษะคนข่าวและการบริหารจัดการองค์ความรู้ในองค์กร เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้ใจได้ในอนาคต