ภัยคุกคาม AI : เจาะกระบวนการตรวจสอบ Fake News โดย Thai PBS Verify

รายงานพิเศษ

โดย ทีมข่าวจุลสารราชดำเนิน

.......................................

การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นำพาโลกเข้าสู่ยุคนวัตกรรมก้าวกระโดด แต่อีกด้านกลับผลักให้สังคมต้องเผชิญ “ภัยคุกคาม” ด้านข้อมูลข่าวสารที่รุนแรงกว่าเดิม เมื่อปัญหา “ข่าวปลอม” ไม่ได้หยุดอยู่แค่การบิดเบือนข้อมูลเท่านั้น แต่ขยายตัวสู่การสร้างภาพและคลิปปลอม (Deep Fake) จนทำให้คนในสังคมไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงได้ 100 % อีกต่อไป

ดูได้จากในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงปัจจุบัน เวลามีภาพหรือคลิปการเมืองบางเรื่อง พอมีการเผยแพร่ออกมาทางโซเชียลมีเดีย ก็มีเสียงทัก “เอ๊ะ” ขึ้นมาในเชิงตั้งคำถามว่า “เป็นภาพหรือคลิปจริงหรือไม่”มีการใช้ AI ทำหรือไม่ ? ที่ก็สะท้อนให้เห็นว่า คนในสังคม ก็ตั้งคำถามขึ้นเช่นกันว่า ภาพ-คลิปหรือคอนเทนต์ที่เห็นในโซเชียลมีเดีย เป็นเรื่องจริง ข่าวจริงหรือเป็นภาพและคลิปปลอม ทั้งที่ทั้งภาพและคลิปที่มีการทัก”เอ๊ะ”ขึ้นมาดังกล่าว เป็นภาพ-คลิปจริง ที่เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า  คนในสังคมตื่นตัวในเรื่องการติดตามข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง 

ท่ามกลางพายุการผลิตคอนเทนต์มากมาย ทำให้สื่อสาธารณะอย่าง Thai PBS เข้ามามีบทบาทสำคัญให้สังคม ผ่าน Thai PBS Verify ในฐานะหน่วยงาน “ตรวจสอบข่าว” ที่ก่อตั้งขึ้นมาได้เพียงไม่นาน แต่เต็มไปด้วยพันธกิจมากมาย ในการสกัดภัยคุกคามที่อยู่บนหน้าจอของทุกคน

“ทีมข่าวจุลสารราชดำเนิน” ได้พูดคุยกับผู้อำนวยการสื่อดิจิทัล Thai PBS “กนกพร ประสิทธิ์ผล” ถึงแนวทางการทำงานของ Thai PBS Verify โดยเฉพาะกลยุทธ์ในการรับมือกับภัย AI และกระบวนการทำงานทั้งหมดในรอบ 1 ปี



“กนกพร” เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น Thai PBS Verify ว่า ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือน ต.ค.2567 ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีความต้องการจากฝ่ายบริหารมาเป็นปีให้มีหน่วยงานตรวจสอบข่าว แต่เนื่องจากในระยะแรกยังไม่มีการกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ส่วนฝั่งสำนักข่าวเห็นว่า การตรวจสอบข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานของกองบรรณาธิการและนักข่าวอยู่แล้ว ทำให้ขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุปออกมาว่าเป็นอย่างไร

จากนั้นมีการพูดคุยกันว่า ทีมสื่อดิจิทัลจะเป็นผู้เริ่มต้นโครงสร้างเนื่องจากมองว่า งานตรวจสอบข่าวปลอมนั้นครอบคลุมหลายสิ่ง นอกเหนือจากการตรวจสอบเนื้อหา แล้ว ต้องมีการสร้างแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ การผลิตคอนเทนต์ การสร้าง Branding และการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทักษะด้านสื่อดิจิทัล

“การฟอร์มทีมเริ่มต้นจากการใช้ทีมงานเดิมจากทีม Social Media ของ Thai PBS ที่มีพื้นฐานเป็นนักข่าวอยู่แล้ว แต่เพิ่มงานด้าน Fact Check เพิ่มเติม”กนกพร ระบุ

ผู้อำนวยการสื่อดิจิทัล Thai PBS ย้อนถึงเส้นทางการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ มีขึ้นครั้งแรกในงาน DGT 2024 (Digital Momentum for the Future) เมื่อเดือน พ.ย.2567 จากนั้นมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงวันครบรอบวันเกิดสถานี Thai PBS เมื่อ 15 ม.ค.2568 ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้บริหารได้ประกาศนโยบายและนำเสนอ Thai PBS Verify เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ด้านการตรวจสอบข่าวให้สาธารณชนรับทราบ

นอกจากนี้ Thai PBS Verify ยังใช้โอกาสในวัน International Fact-Checking Day วันที่ 2 เม.ย.2568 เป็นอีกหนึ่งสัญญะในการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างการจดจำ Thai PBS Verify ส่วนโครงสร้างทีมยังคงอยู่ภายใต้สำนักสื่อดิจิทัลเหมือนเดิม แต่ได้มีการสรรหาบุคลากรเพิ่มเพื่อดูแลงาน Fact Check โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีทีมงานหลัก 3 คน ประกอบด้วยอาวุโส 1 คน และน้องใหม่ 2 คน แต่ได้รับความช่วยเหลือจากทีมงานฝ่ายอื่นทั้งการผลิตวิดีโอกราฟิก หรือจากทีมงานส่วนอื่นในสำนักข่าว

แนวทาง-หมวดหมู่ตรวจสอบ


“กนกพร” ระบุว่า การทำหน้าที่ของ Thai PBS Verify ในระยะแรก ยังไม่มีการประกาศรับเรื่องอย่างเป็นทางการในวงกว้างนัก จากนั้นได้เริ่มพัฒนาระบบรับเรื่องให้เป็นระเบียบมากขึ้น เช่น การสร้างแบบฟอร์มบนเว็บไซต์ และ LINE Official ส่วนแหล่งที่มาของ “ข้อมูล” ที่นำมาตรวจสอบก็มีความหลากหลาย ทั้งจากการทีมงานหาประเด็นด้วยตนเอง การได้รับเรื่องมาจากประชาชนผ่านช่องทาง Inbox หรือคอมเมนต์ในโพสต์ รวมถึงการส่งต่อมาจากผู้บริหาร และคนในแวดวงส่งมาให้ดู

กระทั่งวันที่ 24 ก.พ.2568 เรามีการจัด Focus Group ร่วมกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานด้านสื่อ ภาครัฐ สมาคมผู้ผลิตข่าว เป็นต้น เพื่อต้องการทราบว่า ต้องการให้ Thai PBS Verify เป็นอย่างไรจนมีการตกผลึกว่า อยากเห็น Thai PBS เน้นตรวจสอบ Hard News ที่มีผลกระทบสูงต่อสังคม อาทิ ประเด็นทางการเมือง ภัยพิบัติ การฉ้อโกง หรือประเด็นใหญ่ๆ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับแหล่งอื่นที่ทำหน้า Fact Check มาแล้วก่อนหน้านี้

แบ่ง 5 หมวด Fact Check ชัดเจน



ด้วยเหตุนี้ Thai PBS Verify จึงกำหนดหมวดหมู่การตรวจสอบหลักไว้ 5 หมวด ประกอบด้วย 1.การเมือง 2.สังคมและสุขภาพ 3.ภัยพิบัติ 4.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5.World รอบโลก แต่ 5 หมวดมีปริมาณไม่เท่ากัน โดยหมวดสังคมและสุขภาพยังคงเป็นหมวดที่มีปริมาณการแจ้งเข้ามามากที่สุด

“เหมือนแต่ละแบรนด์ที่ตรวจสอบข่าว ก็มีคาแรคเตอร์ของตัวเอง แต่ก็มีข้อสรุปหลายอย่างที่น่าสนใจ อาทิ เขาอยากให้ Thai PBS ตรวจสอบเรื่องที่เป็น Hard News เป็นประเด็นใหญ่ ที่อยากเห็นสื่อสาธารณะทำ Fact Check”กนกพร ระบุ



ตลอดระยะเวลาการทำงานตั้งแต่ ต.ค.2567 ถึงปัจจุบัน Thai PBS Verify ได้ทำการตรวจสอบคอนเทนต์ไปแล้วประมาณ 500-600 คอนเทนต์ โดยหมวดหมู่ที่ถูกตรวจสอบมากที่สุดกว่าร้อยละ 60 คือหมวดสังคมและสุขภาพ ตามมาด้วยหมวดการเมือง

ส่วนกระบวนการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามานั้น ผู้อำนวยการสื่อดิจิทัล Thai PBS อธิบายว่า ในแต่ละเคสจะอิงตามพื้นฐานความรู้ด้านวารสารศาสตร์ และเสริมด้วยเครื่องมือทางเทคโนโลยี ประกอบด้วย 3 หลักการใหญ่ๆ 1.การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยี เช่น Google Lens 2.การค้นคว้าด้วยตนเอง โดยการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข่าว หรือเว็บไซต์ทางการที่น่าเชื่อถือ และ 3.การหาผู้เชี่ยวชาญหรือแหล่งข่าว เพื่อสัมภาษณ์และยืนยันข้อมูลเพิ่มเติม

“กนกพร” บอกว่า แต่เมื่อ Thai PBS มาทำแบรนด์ภายหลัง แต่จะทำอย่างไรให้แตกต่าง และสร้างอัตลักษณ์ของ Thai PBS Verify ขึ้นมา ก็ให้ความสำคัญกับการเปิดเผยขั้นตอนการตรวจสอบทั้งหมดอย่างละเอียด รวมถึงการระบุผลกระทบ และให้ข้อแนะนำประชาชน เพื่อเป็นการให้ความรู้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบด้วย

AI สร้างคลิปปลอมเนียนขึ้น


ส่วนความท้าทายจาก AI และการสร้างภูมิต้านทานสื่อนั้น “กนกพร”แสดงความเห็นต่อความท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI Deep Fake ทำให้การสร้างคลิปปลอมมีความเนียนมากยิ่งขึ้น แต่การตรวจสอบคลิปปลอมที่แนบเนียนต้องอาศัยสัญชาตญาณ ประสบการณ์ และ Common Sense ในการวิเคราะห์ข้อมูล นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือทางเทคนิคที่มีอยู่แล้ว


“เทคโนโลยี AI มีความเนียนขึ้นจริง แต่ปัจจุบันยังพอมีจุดให้สังเกตจับผิดได้ เช่น เงา สีตัวอักษร แต่ความท้าทายในอนาคตคือ AI จะพัฒนาจนสามารถกลบจุดสังเกตเหล่านี้ได้”ผู้อำนวยการสื่อดิจิทัล Thai PBS กล่าว

ผู้อำนวยการสื่อดิจิทัล ชี้ว่า ภัยของข่าวปลอมที่น่ากลัวที่สุดคือผลกระทบปลายทาง โดยเฉพาะข่าวที่ส่งผลกระทบถึงการลงทุน การฉ้อโกง การเสียเงินทอง หรือสุขภาพ เพราะเป็นภัยที่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง รวมถึงข่าวที่สร้าง Hate Speech หรือความปั่นป่วนในสังคม ถือเป็นปัญหาที่บั่นทอนสภาวะจิตใจของสังคมเช่นกัน

ต้องมี Fact Check ตัวเอง



เมื่อถามถึงการสร้างภูมิต้านทานสื่อในสังคมนั้น “กนกพร” เน้นย้ำว่า การพึ่งพาตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เนื่องจากหน่วยงาน Fact Check ไม่สามารถเข้าถึงหรือตรวจสอบทุกข่าวได้ทั้งหมด ประชาชนจึงจำเป็นต้องพัฒนาการ “รู้เท่าทัน” อย่างต่อเนื่อง โดยฝึกที่จะตั้งคำถาม และตื่นตัวต่อภัยในรูปแบบต่างๆ ตลอดเวลา

“ต้องสร้างภูมิของตัวเอง ต้องรู้จักเอ๊ะ จากภัยมิจฉาชีพพวกนี้จะมาได้หลายวิธี ยิ่งมี AI เข้ามาเป็นภัยที่น่ากลัวมาก ถึงแม้การรู้เท่าทันของคนจะดีขึ้น แต่ยังดีไม่ทัน และปริมาณคนที่เป็นเหยื่อเยอะกว่า ทำให้เราต้องพยายามนำข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว ไปให้เขารับทราบให้มากที่สุด”ผู้อำนวยการสื่อดิจิทัล Thai PBS ระบุ

“กนกพร” ทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาสังคมได้ยังไม่พยายามขยายคอนเทนต์การตรวจสอบแบบนี้ไปอยู่วงกว้าง เมื่อเปรียบเทียบกับความชอบเสพคอนเทนต์ที่ดราม่า ฉูดฉาน บันเทิง สะใจ เหมือนที่เราพูดกันว่า Fake News แชร์กันไวกว่า Fact Check อีก ดังนั้นการรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงยังจำเป็นต้องมีการผลักดันจากภาครัฐ และการดำเนินการในระดับประเทศที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุม Fake News เหล่านี้