“คำว่าสื่อมีความเป็นวิชาชีพและจรรยาบรรณที่เราหนีไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่โลกเปลี่ยนแล้ว เรากำลังเปลี่ยนตามอยู่คือ Trust Economy ปัจจุบัน Platform รู้แล้วว่า Content Creatorหรือ Influencer ไม่ได้พึ่งพาเขาในระยะยาว บางคนดังพลุแตกแค่ 1 ปีแล้วก็หายไป แต่นักข่าวเลิกไม่ได้เพราะเป็นวิชาชีพ”
“ระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ” วิเคาระห์ “Re-act: ชุบมือเปิบ อินฟลูดูดมูลค่าสื่อฯ ไทย” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“เมื่อทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ: ใครคือตัวจริงในสนามข่าว”
ระวี บอกว่า ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้เคยพูดว่าใครๆ ต่างเป็นสื่อได้ แต่ปัจจุบันใช้คำนั้นไม่ได้แล้ว เพราะทุกคนเป็นสื่ออยู่แล้วแต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นสื่อได้ สมมุติมีประชาชนทั่วโพสต์แชร์คลิปเกิดอุบัติเหตุรถชนใน Facebook แค่นั้นคือจบ ในขณะที่นักข่าวต้องทำหน้าที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ติดต่อเข้าไปขอคลิปภาพมาเผยแพร่ ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ พูดคุยความคืบหน้าทั้งมุมคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือมุมความสูญเสียกับครอบครัวหรือญาตพี่น้องที่อยู่ในคลิปอุบัติเหตุนั้น ดังนั้นคำว่านักข่าวมืออาชพ มีกรอบชัดเจนอยู่แล้วว่านักข่าวคืออะไร ทำหน้าที่อะไร ส่วนบรรณาธิการทำหน้าที่อะไร จริยธรรมของสื่อมวลชนวิชาชีพเป็นอย่างไร
“สื่อออนไลน์แต่ละแพลตฟอร์ม กำหนดเงื่อนไขต่างกัน”
ระวี บอกว่า สิ่งที่ยังไม่มีปัจจุบัน คือ คนที่ใช้คำว่า Content Creator , Influencer,TikToker , YouTuber สิ่งเหล่านี้ทั้งโลกไม่มีมาตรฐานตัวชี้วัด แต่จะมีมาตรฐานหนึ่งที่ Platform มีหน้าที่กำหนด Community Standards ยกตัวอย่าง เช่น Facebook กับ YouTube
“สมมติว่าผมเป็นคนธรรมดา แล้วเอาคลิปของอสมท.มาเล่าข่าว ผมยังไม่ทัน uploadเลย YouTube บอกว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ผม upload ไม่ได้ขณะที่ Facebook จะบอกเหมือนกันว่าตรงนี้ผมละเมิดลิขสิทธิ์ ให้เลือกระหว่างที่คุณใช้ต่อแต่คุณต้องจ่ายเงินให้กับช่องเขาด้วย สมมติว่าคุณเกิดรายได้ คุณต้องคืนเงินให้ช่องเขาด้วยหรือแบ่งรายได้ให้ด้วย ซึ่ง 2 Platformนี้ทำแบบนี้ แต่ Platformเดียวที่ทำไม่ได้ คือ TikTok ไม่มี Literacy หรือMedia หรือ Content Idea หรือ Community Standards ด้านนี้เลยทุกคนปล่อย Free space หมดครับ”
“หนีเงื่อนไข Facebook ซบ TikTok : เมื่อนักเล่าข่าวแย่งซีนสื่อวิชาชีพ”
ระวี บอกว่า “วันนี้อินฟลูเอนเซอร์นักเล่าข่าวแห่ไปทำคลิปลงแพลตฟอร์ม TikTok กันหมด เพราะ TikTok ไม่มาตรฐานตรงนี้เนื่องจาก Facebook กับ YouTube กำหนดเงื่อนไขข้อห้ามเยอะ อินฟลูฯ นักเล่าข่าวเลยหันไปทำ TikTok ซึ่งแบ่งยากมากระหว่างคนที่ทำ TikTokเป็น TikToker หรือเป็นนักข่าวมืออาชีพ แต่บริบทของคนไทยในฐานะประชาชน เท่าที่สังเกตเห็น Feedback คนจะเรียกใครก็ได้ที่เล่าข่าวได้ถูกใจ สนุก น่าติดตามว่าเป็นนักข่าวหมด ใครก็ได้แต่ไม่รู้แหละอยู่ดีๆ เปิดไปเจอคนเล่าข่าวดีจัง แล้วก็เหมารวมว่าคือเป็นนักข่าวโดยไม่ได้ดูบริบท ดังนั้นผมจึงให้ข้อมูลแบบตรงๆ ไม่ได้ว่ามีจุดแยกตรงไหน เพราะจุดแยกนี้เกิดจากความรู้เท่าทันของสังคมและประชาชนมากกว่า”
“ปรากฏการณ์ Re-act โลก: ขโมยซีนข่าวหรือเพิ่มมูลค่าความจริง”
ส่วนกรณีมีอินฟลูฯ นักเล่าข่าวที่ชอบทำคลิป เสมือนตัวเองเป็นคนสัมภาษณ์ โดยใช้ Footage ข่าวคนอื่น เป็นปัญหาเชิงจริยธรรมและมูลค่าของงานข่าวหรือไม่ ระวี บอกว่า มีหลายกรณีแล้วในระดับต่างประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่นจะมีสิ่งที่เรียกว่าContent Reaction อาทิ review หนังและ TikToker review หนัง YouTuber review หนัง หรือการ React เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น React เหตุการณ์ตลกทำ Meme ต่างๆ ให้เป็น Global Content ที่ทั้งโลกทำหมด แต่วิธีการของเขา คือ หยิบ Content นั้นมาแล้วเปิดเต็ม แล้วเขาก็จะ Reaction ทำท่าทางโอ้โห!! ตกใจ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องปกติ
“ผิดลิขสิทธิ์-จรรยาบรรณ ดราม่า TikToker ไทยบิดเบือนความจริงเพื่อยอดวิว”
ระวี บอกว่า กรณีTikToker เมืองไทยคนหนึ่งไม่ปกติตรงที่ว่า Reaction ของเขาไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมดแล้ วReact แต่ใช้วิธีการแสดงออกเสมือนเขาเป็นผู้สัมภาษณ์เอง ก่อนจะเอาคำตอบจาก Footage ยาวมาตัดต่อ สมมุติว่า Footage นี้ยาว 5 นาทีแต่เขาคัดเลือกปรับคำถามใหม่ ให้ตรงกับคำตอบนั้น ซึ่งความจริงนักข่าวเล่ายาวกว่านั้นจึงทำให้มีความผิด ทั้งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นักข่าว คุณจะReact ก็ทำไปแต่ควรเอาคำถามของนักข่าวมาด้วย รวมถึงคนที่พูด เช่น ขออนุญาตที่ต้องยกตัวอย่างว่าเป็นคุณเนวิน ชิดชอบ ถ้าคำถามนั้นเป็นคำถามที่ไม่ใช่สื่อถาม แต่เป็นคำถามแบบตัดต่อ ขณะที่คุณเนวินพูดในสิ่งที่พูดปกติ แต่ตอบคนละคำถามกันกลายเป็นว่าคุณเนวินและแหล่งข่าวเกิดความเสียหาย วิธีการนี้ไม่ใช่แค่ Content Reaction แต่เป็นการทำหน้าที่แทนนักข่าว ซึ่งผิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว เลยแตกต่างกันต้องเข้าใจว่า Content Reaction มีได้แต่อันมีขอบเขต
"สื่อหลักหลั่งน้ำตา อินฟลูรับทรัพย์ : ช่องโหว่กฎหมายเอาผิดอินฟลูล่องหนยาก”
ส่วนกรณี อินฟลูเอนเซอร์นักเล่าข่าวหลายคนนำข่าวไปเล่าต่อแบบหวือหวา สร้างรายได้เกิดความไม่เป็นธรรม ทำลายแรงจูงใจคนผลิตสื่อต้นน้ำ ตามจรรยาบรรณหลักวิชาชีพ ระวี บอกว่า “ความจริงทำลายไปแล้วตั้งแต่มี Social Media กรณีนี้ไม่ใช่รายแรกหากเป็นสมัยก่อนเคยมี Page ชื่อ YouLike (คลิปเด็ด) เขาจะดูดข่าวจาก Clip ของสำนักข่าวไปเผยแพร่ และได้รายได้เยอะถึงหลักล้านบาท ซึ่งเคยมีบริบทนี้เกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย นักข่าวต่างรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ถามว่าไม่เป็นธรรมแล้วเราสามารถเรียกร้องอะไรได้ หรือเรียกร้องไม่ได้ตรงไหน ตรงที่ว่าคนที่เป็น Creator ผมไม่ Mention ว่าเขาเป็นอินฟลูฯ หรือไม่แต่คนเหล่านี้เราไม่รู้เลยว่า เขาอยู่ตรงไหนในประเทศและในโลก เขาอาจจะผลิตงานอยู่ที่อเมริกาก็ได้”
“ในฐานะที่เคยอยู่ในองค์กรสื่อและเป็นผู้บริหารสื่อ ผมฟ้องไม่ถูกและเหนื่อยเพราะไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหน สมมุติว่า Facebook ช่องนี้ได้ทักไปแล้ว บอกผมจะฟ้องเขาก็ปิดเลยมันมีเรื่องแบบนี้ทุกวัน แล้วนักข่าวก็เหนื่อยก็เลยช่างมันแล้วกัน ถ้ากรณีไหนฟ้องได้เป็นจริงเป็นจังบางคนก็ฟ้อง โอเคเปิดบริษัทพอฟ้องได้อยู่เป็น case ที่เจอมาเยอะ แล้วก็ฟ้องกันเยอะตลอด ขณะเดียวกัน นักข่าวเองก็โดนฟ้องเหมือนกัน2 ด้านเลย”
“ปมลิขสิทธิ์ปัญหาใหญ่ เสี่ยงโดนฟ้อง”
ระวี กล่าวว่า ยกตัวอย่างกรณีภาพข่าวกีฬาต่างประเทศ และมีนักข่าวหรือองค์กรสื่อซื้อลิขสิทธิ์มาจากต่างประเทศ เดือนละ 300,000 บาท เมื่อเผยแพร่ออกไปในสัญญาเขียนว่าเผยแพร่ได้เฉพาะช่อง A และช่องทาง online ของช่อง A เท่านั้น แต่บังเอิญ AI ของระบบนี้ไปจับ TikToker คนนี้ขึ้นมาว่ามีการเผยแพร่ ทางบริษัท Agency ที่ขายลิขสิทธิ์ให้เราจะมาฟ้องเรา เขาไม่ได้ฟ้อง TikToker คนนั้น แต่เขาจะฟ้องว่าเราปล่อยให้เขาทำไม หากเรายืนยันไปว่าไม่ได้ปล่อยแต่ถูกเขาดูดคลิปไปใช้เผยแพร่เอง อาจจะบอกว่าคุณมีหน้าที่ดูแลลิขสิทธิ์ของเขา สุดท้ายเราที่เป็นคนซื้อลิขสิทธ์ตามกฏหมายก็โดนฟ้องอยู่ดีเงื่อนไขมันน่ากลัวตรงนี้ คนไม่เข้าใจเยอะว่าคำว่า “ลิขสิทธิ์” อันตรายมากและคือสิ่งที่สื่อหลักโดนกันตลอดนี่คือปัญหาใหญ่มาก
“ลิขสิทธิ์ข่าวอยู่ที่ ภาพ วิดีโอ สไตล์การเขียนวิเคราะห์”
ส่วนที่หลายคนคิดว่าถ้าเผยแพร่ข่าว สู่สาธารณะแล้วใครก็หยิบไปใช้ได้ แต่ในทางกฎหมายอาจเข้าข่ายละเมิด ระวี บอกว่า เรากำลังอยู่ในประเทศที่ระบุว่าเนื้อหาข่าวเท่ากับฟรี แต่ภาพและวิดีโอไม่ได้ฟรี แต่กลายเป็นลิขสิทธิ์ไปแล้ว ส่วนลิขสิทธิ์ต่อมาคือเนื้อหาเชิงวิเคราะห์ เช่น บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์เฉพาะตัวของนักข่าวนั้นๆ สมมุติว่าเขียนบทวิจารณ์ลงในอสมท. เป็นบทวิเคราะห์ที่เป็นสไตล์คนเดียวเขียนมานานเป็น 10 ปี หรือบทวิจารณ์กีฬาที่เป็นบทวิเคราะห์ของคนๆเดียว ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น “บอ.บู๋”( บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร) คอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุ และ Influencer สายฟุตบอลชื่อดัง ) แล้วมีคนเอาบทความนี้ไปอ่านออก TikTok ถาม “บอ.บู๋” ไล่ฟ้องได้หรือไม่ฟ้องได้ครับ เพราะเป็นสไตล์พิเศษแต่หากเป็นสถานการณ์ประจำวัน หรืออะไรที่เป็นสถานการณ์กระแสนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ลิขสิทธิ์จะขึ้นอยู่กับภาพ วิดีโอ สไตล์การเขียนวิเคราะห์ที่มาจากสื่อเจ้าของลิขสิทธิ์
“ยกตัวอย่าง โพสต์ใน Facebook ส่วนตัวให้เห็นภาพ”
ระวี บอกว่า ได้เขียนข้อความโพสต์ใน Facebook ส่วนตัว ใช้คำพูดที่เรียกว่า Attention Algorithm ซึ่งบริษัทแพลตฟอร์ม เป็นภาคเอกชนไม่ใช่องค์กรการกุศล ดังนั้นสิ่งที่เขาทำคือต้องหารายได้ โดยไม่ได้สนวิชาชีพและจรรยาบรรณ หรือเนื้อหามาจากไหน สนแค่ว่าคนนี้มีคนเห็นเยอะหรือไม่ น่าสนใจหรือไม่ดึงคนดูได้หรือไม่ เพราะสื่อให้ตายสุดท้ายไม่ได้หวือหวา คำว่าหวือหวานั้นตีความยาก บางคนบอกว่าหวือหวาเกินหรือบางคนบอกว่าคนนี้หวือหวาพอดี ดังนั้นความพอดีจึงไม่เท่ากัน พอไม่เท่ากันบริษัทพวกนี้จึงดูจากตัวเลขเชิงสถิติ ไม่ได้ดูว่าเนื้อหานั้นมาจากใครที่ไหน ผิดลิขสิทธิ์หรือไม่ผิดตรงนี้คือเหตุ ขณะเดียวกันไม่ใช่แค่บริษัทที่เป็นตัวแพลตฟอร์ม แต่ตัวที่เป็น Agency โฆษณา แม้กระทั่งหน่วยงานรัฐ KPI ที่ที่ตั้งขึ้นมาระบุว่าจะต้องจ้าง อินฟลูเอนเซอร์มียอด Follower ขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 1,000,000Follower ซึ่งสื่ออย่างพวกเรามีไม่ถึง Creator เกิดใหม่ 3 เดือนก็ได้เงินล้านบาทแล้วเรายังไม่ได้เลย แต่เราไม่ได้ว่าเขาเพราะเขาต่างมีวิธีการ ซึ่ง Creator เกิน 80% ที่ทำดีแต่มีคนที่ชอบคัดแบบทำเร็ว
“จรรยาบรรณ ค้ำคอสื่อวิชาชีพหนีไม่ได้”
“คำว่าสื่อมีความเป็นวิชาชีพและจรรยาบรรณที่เราหนีไม่ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่โลกเปลี่ยนแล้ว เรากำลังเปลี่ยนตามอยู่คือ Trust Economy ปัจจุบันแพลตฟอร์ม รู้แล้วว่าContent Creator หรือ Influencer ไม่ได้พึ่งพาเขาในระยะยาว บางคนดังพลุแตกแค่ 1 ปีแล้วก็หายไปเลยเพราะว่าเหนื่อยแล้วเลิกทำ แต่นักข่าวเลิกไม่ได้เพราะเป็นวิชาชีพ พอเราเลิกไม่ได้เขาก็หันกลับมาหาเรา ปัจจุบันนี้ใน ยุโรป อเมริกา แคนาดา บริษัทสื่อรวมตัวกันฟ้องแพลตฟอร์มว่าเอาเนื้อหาแล้วช่วยจ่ายเงินคืนด้วย ไม่ใช่จ่ายตามยอดวิวแต่จ่ายค่าซื้อ ค่าผลิตเนื้อหาตรงนี้ก็จะแตกต่างจาก Creator แล้ว ซึ่งประเทศไทยกำลังจะเจรจากับหลายสมาคมและแพลตฟอร์มเหมือนกัน เพื่อพยายามหาทางออกเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพยายามพูดคุยกับสมาคม Creator ให้เขาช่วยดูแลกันเอง เพื่อยกระดับให้ประชาชนได้รับสารดีที่สุด และฝากไปถึงหน่วยงานรัฐบาลต้องร่วมด้วยเป็น Case Study เพราะทุกที่พอรัฐบาลร่วมก็มีกฎหมายเข้ามายุ่งเกี่ยวเป็นกฎหมายเชิงภาษี กฎหมายต่างๆที่เขาต้องยอม หน่วยงานสื่ออย่างเดียวทำไม่ได้” ระวี กล่าว
“ย้ำสื่อต้องเชี่ยวชาญเฉพาะทาง คนจะหันมาเสพสื่อแทนอินฟลูที่เน้นปั่นกระแส”
ระวี บอกว่า ในฐานะที่อยู่กับโซเชียลมานาน ไม่เคยมีใครรวยกับมัน หากย้อนกลับไปคนที่เคยได้รายได้ 33 ล้านบาทแบบนี้ มีหลายบริษัทแต่อยู่ไม่เกิน 3 ปีก็เจ๊ง สุดท้ายจะเปลี่ยนตัวเองไปเป็นการขายของ ออนไลน์ทุกคน ไม่มีอินฟลูเล่าข่าวคนไหนอยู่ได้โดยการเอาเนื้อหา ของนักข่าวไปในระยะยาว เร็วที่สุดไม่เกิน 6 เดือนก็ไปแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้คนเก่งเขาจับรู้ได้ว่าไม่น่าเชื่อถือไม่น่าดู
“วิชาชีพอย่างพวกเราจะโตได้ ต้องสร้างความเชื่อมั่นและมีความเป็น Specialistมากขึ้น ถ้าเราเป็นแค่ นักข่าวที่รายงานข่าวทั่วไป What where when why มันไม่พอเพราะ AI เก่งกว่าเรา การเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นที่ไหนอย่างไร Creator หรือใครก็ไม่รู้ที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ ก็เล่าได้เก่งกว่าเราเพราะเขาเข้าใจ แต่จะทำอย่างไรให้เราเป็นนักข่าวที่มีความเป็นSpecialist เพราะเรามีคอนเนคชัน เพียงเพิ่มความครีเอทีฟนิดหน่อย ตอนนี้เป็นยุค AI แล้วเอาตรงนี้มาช่วยได้ แต่ Connections กับความเป็นคนข่าววิชาการ ที่มีความลึกในบางเรื่องเราเก่งด้านนี้ เราก็เลือกไปเลยให้ถึงที่สุด เดี๋ยวคนจะเลือกมาดูเราเองโดยไม่ต้องทำให้หวือหวา วันนี้มีทั้งระบบต้องการเสพเนิ้อหาลึกไม่ใช่เนื้อหาที่ปั่นกระแสไปวันๆ ”
“แนะคนข่าวตัวจริงเน้นข้อมูลเชิงลึกไปพร้อมกับใช้ AI เป็นเครื่องมือ เชื่อประชาชนเลือกเสพสื่อ”
ระวี กล่าวปิดท้ายว่า “สำหรับวิชาชีพในหมวดของคนทำข่าว ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพทำดีแล้วทำดีต่อไป แต่ทำให้ลึกขึ้นแล้วเก่งเป็นด้านๆให้สุด อย่าว่าแต่ Creator มาDisrupt เลยเดี๋ยว AI จะ Disrupt คนเขียนที่ว่าอะไรที่ไหนอย่างไร คือ Rewriter ไปก่อน แต่คนที่ลงพื้นที่ไปทำข่าวไปทำสัมภาษณ์ คนที่เก่งด้านนี้โดยเฉพาะแล้วใช้ AI เป็นเครื่องมือ ทำให้นักข่าวเก่งขึ้นและถ้าลึกพอ มีความสามารถในการหา primary source ของตัวเองโดยไม่ต้องเอามาจากคนอื่นได้ ผมคิดว่าทุกคนเก่งในสาขาของตัวเองได้ ขณะที่ประชาชนปัจจุบันเก่งขึ้นแล้ว เขาดูออกว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ หากเราทำแล้วเก่งรู้จริงเขาจะไม่ว่าเรา แต่จะเลือกรับสารจากเรามากกว่าไปรับสารจากคนอื่น ดูได้จาก Feedback ล่าสุด 3-4 วันที่ผ่านมา เห็นได้เยอะเลยว่าประชาชนเริ่มมีกระแสความคิดเห็นไม่สนับสนุนเสมอไปกับเนื้อหาแบบนี้ครับ”

ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
