รายงานพิเศษโดย
โดย ดารินทร์ หอวัฒนกุล
...............................................
24 เมษายน 2572 อาจดูเหมือนเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย ตัวเลขนี้คือนาฬิกาจับเวลาที่กำลังนับถอยหลังเข้าสู่วันสิ้นสุด เพราะใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลทุกช่องจะหมดอายุลงพร้อมกัน แต่ในขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปี ก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องแผนแม่บทและโรดแมปจาก กสทช. ซึ่งหากยิ่งปล่อยให้ความคลุมเครือทอดเวลาออกไป นี่อาจไม่ใช่แค่การหดตัวของธุรกิจ แต่คือการล่มสลายอย่างช้าๆ ของสถาบันสื่อแห่งชาติ
ด้วยเหตุนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงได้เปิดเวทีเสวนาวิชาการครั้งสำคัญ “Media Alert” ภายใต้หัวข้อ“ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน” เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เพื่อระดมสมองคนในวงการสื่อและนักวิชาการ ร่วมหาทางออกและทิศทางใหม่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญในปัจจุบันของการสร้างความสมดุลในอุตสาหกรรมสื่อ คือการหาความสมดุลระหว่าง "โอกาสในการเติบโตของผู้ผลิตสื่อ" กับสิ่งที่ "ผู้บริโภค" จะได้รับ ซึ่งทางกองทุนฯ จะเข้ามามีบทบาทดูแลเพื่อช่วยหาจุดสมดุลนี้ให้เกิดขึ้น คาดหวังให้ทิศทางของการผลิตและกระจายสารเนื้อหาต่างๆ เป็นไปในทางที่มีประโยชน์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็น "สื่อที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค"
จับสัญญาณเตือน : ถอดรหัสอาการป่วยและจุดแข็งของทีวีไทย

เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของวิกฤต เวทีเสวนาได้กางผลการศึกษาเชิงลึกจากทีมวิจัย ของ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ที่นำโดย ดร.ภัทธิรา ธีรสวัสดิ์, ผศ.ดร.ศศิธร ยุวโกศล และ ผศ.ดร.กฤชณัท แสนทวี ซึ่งได้เข้าไปเอกซเรย์โครงสร้างผังรายการและพฤติกรรมผู้ชมในปัจจุบัน สิ่งที่นักวิจัยค้นพบคือ "ความย้อนแย้ง" อันน่าตลกร้ายของคนดูชาวไทย ในขณะที่ผู้ชมสะท้อนความคาดหวังว่าอยากเห็นเนื้อหาที่มีสาระประโยชน์ ส่งเสริมวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น แต่ในพฤติกรรมจริงผู้ชมกลับใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงต่อวันไปกับการคลิกชมรายการบันเทิง ละครและซีรีส์ เป็นหลัก กลายเป็นโจทย์หินระดับประเทศว่า แล้วสื่อจะผสมผสานความต้องการเชิงคุณค่า ให้เข้ากับความนิยมในเชิงพาณิชย์ได้อย่างไร
เมื่อเรตติ้งคือเส้นเลือดใหญ่ สิ่งที่ตามมาคือการปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดของช่องทีวี ซึ่งผลวิจัยระบุชัดเจนว่า รายการสำหรับเด็กและเยาวชน แทบจะสูญพันธุ์ไปจากหน้าจอ โดยเฉพาะรายการสำหรับเด็กปฐมวัย (3-5 ขวบ) ที่ตัวเลขการค้นพบคือ "ศูนย์" ขณะที่รายการท้องถิ่นก็มีสัดส่วนเบาบางเหลือเพียงร้อยละ 1.2 เท่านั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังบังคับให้ทีวีไทยละทิ้งบทบาท "แหล่งเรียนรู้ฟรี" ของสังคมไปอย่างปฏิเสธไม่ได้
ขณะที่ "รายการข่าว" กลายเป็นเดอะแบกของทุกช่อง โดยเฉพาะ “การเล่าข่าว” ที่มีสัดส่วนเวลาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทว่ากลับถูกแทรกซึมด้วยโฆษณาแฝงและการขายสินค้า เช่น การขายยาปลูกผมกลางรายการข่าวนานถึง 5 นาที แม้จะเหมือนเป็นการช่วยต่อลมหายใจทางธุรกิจ แต่ก็กำลังกัดกร่อน "ความน่าเชื่อถือ" อย่างรุนแรง ทั้งที่เป็นจุดขายเดียวที่ทีวีมีอยู่
อุตสาหกรรมทีวีกำลังติดอยู่ในกับดัก "วงจรวิกฤตรายได้" ที่ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน กลายเป็น วงจรแห่งวิกฤตคุณภาพ เมื่อแบรนด์ย้ายเม็ดเงินโฆษณาไปสู่สื่อออนไลน์ ผู้ประกอบการจึงถูกบีบให้ต้องลดต้นทุนการผลิต นำไปสู่คุณภาพเนื้อหาที่ต่ำลง หรือหันไปพึ่งพารายการแนวดราม่าขยี้อารมณ์เพื่อเรียกเรตติ้งราคาถูก เมื่อเนื้อหาไร้คุณภาพ ผู้ชมจึงเบือนหน้าหนีและย้ายไปซบแพลตฟอร์ม OTT มากขึ้น ตอกย้ำให้รายได้ของช่องยิ่งหดตัวลงไปอีก
หากไม่มีกลไกนโยบายจากภาครัฐเข้ามาแทรกแซง วงจรนี้จะกัดกินอุตสาหกรรมจนไม่เหลือซาก
เปิด 4 ฉากทัศน์ ภาพอนาคตทีวีไทย หลังปี 2572
จากข้อมูลทั้งหมดของการศึกษา ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ (Scenarios) หรือภาพอนาคตของทีวีไทยหลังปี 2572 ไว้ 4 รูปแบบ
• Survival of the Fittest (ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอด) : รัฐไม่ช่วย แต่ช่องที่ปรับตัวได้จะอยู่รอดด้วยกลยุทธ์ขาย IP และการใช้หน้าจอทีวีเป็น "โชว์รูม" สร้างแบรนด์ โดยคาดการณ์ว่า ภายใน 3 ปีนับจากปี 2572 จำนวนช่องทีวีดิจิทัลจะลดลงเหลือเพียง 6-8 ช่อง โดยที่ช่องที่เหลือจะย้ายไปอยู่บนทีวีดาวเทียมหรืออยู่ใน OTT ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า
• Phoenix Rising (ฟีนิกซ์เริงระบำ) : ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดที่นโยบายรัฐเอื้ออำนวย โดยในฉากทัศน์นี้ อุตสาหกรรมทีวีจะฟื้นฟูได้ด้วย ecosystem ที่ดี ผู้ประกอบการปรับตัวจาก Broadcaster เพียงอย่างเดียว สู่การเป็น IP Content Provider ได้ สร้างโมเดลหารายได้หลายช่องทาง เกิดแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับชาติ มุ่งสร้าง Public Value
แต่ก็ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ต่ำ เพราะมีเงื่อนไขว่า ก่อนปี 2572 แผนแม่บทและ Roadmap ของ กสทช. มีความชัดเจนและเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ โดยทราบจำนวนช่องโทรทัศน์ที่แน่นอน แนวทางการอนุญาต และการกำกับดูแล OTT
• State-Dependent Limbo (ภาวะชะงักงัน) : ซึ่งฉากทัศน์นี้มีความเป็นไปได้ในระดับปานกลาง ซึ่งเงื่อนไขของกรณีนี้คือรัฐมี Road Map ดี แต่วางแผนช้าเกินไป จนผู้ประกอบการหมดสายป่าน เพราะขาดทุนสะสมจนไม่มีเงินลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และปรับตัวไม่ทันตามเทคโนโลยี จึงทำได้แค่อยู่รอดแต่ไม่โต
• Slow Collapse (การล่มสลายอย่างช้า ๆ) : ฉากทัศน์ที่เกิดจากความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐและการปรับตัวไม่ได้ของอุตสาหกรรมทีวี ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า นี่คือฉากทัศน์แห่งอนาคตที่น่ากลัวที่สุด และมีโอกาสเกิดขึ้นสูงสุดถึง 75% ความน่าสะพรึงกลัวคือมันจะเกิดขึ้นเองเมื่อเราปล่อยให้ "ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามทิศทางปัจจุบัน" โดยไม่มีการตัดสินใจแก้ไขในเชิงโครงสร้าง นั่นคือภาวะที่นโยบายรัฐขาดความชัดเจน ผู้ประกอบการไร้สายป่าน เรตติ้งลดลง และเม็ดเงินโฆษณาถูกสูบออกไปยังแพลตฟอร์มข้ามชาติ
การล่มสลายในฉากทัศน์นี้จะเป็นไปอย่าง "เงียบเชียบ" อุตสาหกรรมจะค่อยๆ หดตัวลงโดยปราศจากแผนมารองรับ ช่องทีวีขนาดกลางจะถูกบีบให้ลดขนาดการผลิตและจำใจปิดจอไปอย่างเงียบๆ ขณะเดียวกัน ภายใต้แรงบีบคั้นทางรายได้ คุณภาพเนื้อหาบนหน้าจอจะถูกลดทอนลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงการนำรายการเก่ามาฉายซ้ำ หรือกลายเป็นเพียงพื้นที่ของรายการโฆษณาขายสินค้าราคาถูกเพื่อพยุงกิจการให้อยู่รอด
ทว่าผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจะตกอยู่กับสังคมในระดับมหาภาค เมื่อสถาบันทีวีอ่อนแอลง สังคมจะสูญเสีย "พื้นที่ความจริงร่วมกัน" และถูกต้อนเข้าสู่ "ห้องเสียงสะท้อน" ที่ผู้คนรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวผ่านการควบคุมของอัลกอริทึม ขณะที่เนื้อหาสร้างสรรค์สำหรับเด็กและวัฒนธรรมท้องถิ่นจะสูญพันธุ์ไปจากหน้าจออย่างถาวร
และที่เลวร้ายที่สุด คือระบบการสื่อสารในยามวิกฤต (Crisis Communication) จะเปราะบางลงอย่างหนัก เนื่องจากการล่มสลายของระบบมาตรฐานกองบรรณาธิการ และการหลั่งไหลออกของบุคลากรข่าวที่มีประสบการณ์ ทิ้งให้สังคมไทยเคว้งคว้างและไร้ซึ่งศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารที่สามารถพึ่งพาได้ในยามฉุกเฉิน
จาก Must Carry สู่ Must Find : ทีวีไทยในมุมมอง กสทช.

จากภาพอนาคตที่ถูกฉายให้เห็นถึงความเปราะบาง หน่วยงานผู้คุมกฎอย่าง กสทช. โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. เน้นย้ำถึงสถานะของโทรทัศน์ที่ไม่อาจปล่อยให้สูญหายไปได้ เพราะทีวีคือ "โครงข่ายความปลอดภัย (Safety Net)" ทางข้อมูลข่าวสารของประชาชน
“ นิยามของคำว่าทีวีในปัจจุบันนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มคน สำหรับคนจำนวนมากหรือชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล และไม่มีความสามารถจะเข้าถึงสตรีมมิ่งต่างๆ ได้ "ทีวี” คือ “เพื่อน" ฟรีทีวี เปรียบเสมือน Safety Net สำหรับทุกคน
ดังนั้นบทบาทของ กสทช. วันนี้ มันจึงไม่ใช่แค่กฎ Must Carry อีกต่อไป แต่เราต้องไปให้ไกลกว่านั้น เราจะทำยังไงที่จะEnable ให้เนื้อหาของทีวีไทยกลายเป็น Must Find สิ่งที่คนต้องค้นหาให้เจอ เพื่อสร้าง Visibility ให้กับผู้ประกอบการ และทำเกิดระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือได้อย่างแท้จริง"
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยอมรับถึงรอยรั่วสำคัญ ที่กลายเป็นปัญหาใหญ่บั่นทอนคนทำสื่อ คือ "ความไม่สมดุลในการกำกับดูแล" ระหว่างทีวีดั้งเดิมที่ถูกตีกรอบด้วยกฎหมายอย่างเข้มงวด ในขณะที่แพลตฟอร์มข้ามชาติกลับแทบไม่มีใครแตะต้องได้ พร้อมย้ำว่าการจะสู้กับแพลตฟอร์มระดับโลกได้ รัฐบาลต้องลงมาเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ไว้ใจได้ให้กลับคืนมา โดยไม่ใช่การปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ของ กสทช. ลำพัง
“รัฐบาลจำเป็นต้องลงมาเป็นเจ้าภาพกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจนระดับชาติ เพราะการพยุงสื่อแห่งชาติ ไม่อาจพึ่งพาแค่บทบาทของ กสทช. เพียงหน่วยงานเดียวได้ นอกจากนี้ยังต้องเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น HbbTV (Hybrid Broadcast Broadband TV) ที่ผสานโลกของการออกอากาศดั้งเดิมเข้ากับโลกออนไลน์ เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้ว ทีวีไทยจะสามารถยกระดับไปสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือการสร้าง "Ecosystem ที่มัน Trusted ได้" และเติบโตเป็นระบบนิเวศสื่อที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าว
"กุญแจสู่สมดุลใหม่ เมื่อทีวีไทยต้องมีคุณภาพ และ อยู่ได้อย่างยั่งยืน”
ทว่าในมุมมองของคนทำสื่อที่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลทุกวัน นโยบายและวิสัยทัศน์อาจยังไม่เพียงพอ หากปราศจากความชัดเจนในทางปฏิบัติ ตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพจากองค์กรสื่อ และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างน่าสนใจ

นายเดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ช่อง One31 เปิดเปลือยความจริงที่เจ็บปวดว่า ฉากทัศน์ 'Slow Collapse' หรือการล่มสลายอย่างช้าๆ ที่งานวิจัยพูดถึงนั้น ไม่ใช่อนาคต แต่มันคือ "ปัจจุบัน" ที่กำลังกัดกินทีวีไทย แม้บางรายการจะมีเรตติ้งสูงลิ่ว แต่เม็ดเงินโฆษณากลับหายไปอย่างน่าใจหาย โดยความอัดอั้นที่สุดของคนทำทีวีคือ "ความไร้ทิศทางจากภาครัฐ" ก่อนหน้านี้สมาคมทีวีดิจิทัลเพิ่งไปยื่นหนังสือทวงถามโรดแมปจาก กสทช. ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน แต่กลับถูกเพิกเฉย ไม่ถูกนำเข้าวาระเร่งด่วน โดย กสทช. กลับไปพิจารณาเรื่องอื่นที่ไม่ได้ชี้เป็นชี้ตายอุตสาหกรรมแทน
"เราต้องข้ามผ่านคำว่าทีวีดิจิทัลไปได้แล้ว... ภาครัฐต้องเลิกยึดติดกับคำว่า "ทีวีดิจิทัล" ที่ผูกติดกับเสาก้างปลา แล้วมองภาพใหญ่เป็น "ทีวีแห่งชาติ" (National Television)
วันนี้เราจึงสนใจว่า รัฐจะนิยามคำว่า 'ทีวีแห่งชาติ' ยังไง ไม่ว่าคุณจะดูจากอุปกรณ์ไหน แต่มันคือคอนเทนต์ระดับชาติ ที่ต้องไปอยู่บนทุกหน้าจอ (Must Find)... วันนี้เราแค่ประคองให้มันรอดไปวันๆ ดูงบกำไรขาดทุนเดือนต่อเดือน ภาพรวมอาจจะยังเห็นกำไร แต่จริงๆ แล้วถ้า X-ray ดูจริงๆ มันคือ Slow Collapse ครับ... กสทช. ช่วยขยับเถอะครับ"
เขายังชี้ถึงการเอาตัวรอดในมุมการผลิตรายการน้ำดี ด้วยหลักการ Commercial Art ว่า หากจะแทรกซอฟต์พาวเวอร์หรือวัฒนธรรมลงไป ต้องทำเนื้อหาให้สนุก น่าติดตาม และไม่ยัดเยียด เช่น ละครสร้อยมาลาเพราะศิลปะต้องขายได้ทางธุรกิจด้วย

สอดคล้องกับ นายทีปกร วุฒิพิทยามงคล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ไทยรัฐกรุ๊ป ที่ตอกย้ำถึงความเจ็บปวดจากการต่อสู้บนสนามที่เอียงกระเท่เร่ พร้อมเตือนถึงหายนะทางเศรษฐกิจหากทีวีไทยพ่ายแพ้
"เหมือนเราแข่งบนสนามที่ไม่เท่าเทียมกัน โทรทัศน์เราถูกกำกับดูแลอย่างเข้มข้น ในขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติขาดการกำกับดูแล... ถ้าเรายังปล่อยให้ทีวี Slow Collapse เม็ดเงินก็จะไหลไปที่แพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้ไม่กลับเข้าประเทศ ไหลไปที่ Meta ไหลไปที่ Google ท้ายที่สุด อำนาจการตัดสินใจจะไปตกอยู่ที่เขาทั้งหมด" นายทีปกร กล่าว
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่ยุติธรรมอย่างรุนแรง ที่ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับ กติกาที่เข้มงวดของ กสทช. มัดมือมัดเท้าทีวีไทย ในขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติสามารถทำอะไรก็ได้ ปล่อยเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้โดยไร้การควบคุม ความน่ากลัวคือ หากทีวีไทยล่มสลาย เม็ดเงินมหาศาลจะไหลออกนอกประเทศ และอำนาจควบคุมสื่อจะตกไปอยู่ในมือของเทคโนโลยีต่างชาติทั้งหมด
นายทีปกร เสนอถึงทางออก ที่เร่งด่วนที่สุดคือ ภาครัฐต้องเร่งสร้างกติกาที่เท่าเทียม โดยต้องมีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติให้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน นอกจากนี้ เมื่อผู้ชมบอกว่าอยากดูสาระ แต่พฤติกรรมจริงกลับคลิกดูแต่ความบันเทิง ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง และอุดหนุนการผลิตสื่อคุณภาพ เพื่อช่วยเชปทิศทางของสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกตลาดและยอดวิวเป็นตัวตัดสินคุณค่าของสื่อแต่เพียงฝ่ายเดียว

ขณะที่ นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
มองว่าวิกฤตรายได้ไม่เพียงแต่สั่นคลอนความอยู่รอดของช่อง แต่ยังกวาดล้าง "รายการสำหรับเด็ก" ให้สูญพันธุ์ไปจากหน้าจอ
"โลกปัจจุบันไม่มีคอนเทนต์เหมือนสมัยผมที่บังคับให้เด็กดูอย่าง 'เจ้าขุนทอง' แล้ว เพราะเด็กยุคนี้ไปดู YouTube ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ประชาชนทำเอง ขาดการควบคุมและไม่ได้สอดแทรกวัฒนธรรมรากเหง้า... แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่ อีลอน มัสก์ ยิงดาวเทียมขึ้นฟ้าแล้วบอกว่าทั้งโลกใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้ ไม่ต้องมีพรมแดน (No border anymore) ทุกประเทศส่งคอนเทนต์ข้ามโลกถึงกันหมด สิ่งนี้จะเกิดในไม่กี่ปีหลังปี 2572 .... ซึ่งถ้าถึงวันนั้น กติกาและใบอนุญาตทั้งหมดที่เถียงกันอยู่ตอนนี้...อาจจบเลย..."
นายระวี ยังกล่าวถึงอำนาจมืดของแพลตฟอร์มต่างชาติ ที่พร้อมจะแบนหรือปิดเพจข่าวของไทยเมื่อไหร่ก็ได้ตามอำเภอใจโดยไร้คำอธิบาย เป็นสิ่งยืนยันว่าการฝากอนาคตสื่อชาติไว้กับแพลตฟอร์มต่างถิ่นคือความเสี่ยงขั้นสูงสุด
“ รัฐแค่หั่น "งบประมาณประชาสัมพันธ์ของรัฐ" เพียง 10% มาเจาะจงลงโฆษณาในรายการน้ำดี โดยไม่ต้องแคร์เรตติ้งรวมของช่อง เท่านี้ก็สามารถต่อลมหายใจให้ผู้ผลิตรายการคุณภาพได้แล้ว สามารถเลี้ยงทีวีช่องนั้นให้อยู่รอดได้แล้ว...นอกจากนี้ วงการสื่อต้องเลิกบ้าจี้กับเรตติ้งฉาบฉวย และหันมาวัดผลด้วย Quality Rating ความตั้งใจดูจนจบ ไม่ใช่แค่ยอดคลิก 10 วินาที ที่สำคัญคือการเร่งผลักดัน National Streaming แพลตฟอร์มของคนไทย ที่ถูกแช่แข็งค้างเติ่งมานานกว่า 4 ปี ให้เกิดขึ้นจริงเสียที” นายระวี เสนอแนวทางออก

ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการ รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) มองทะลุถึงพฤติกรรมมนุษย์ “คนดู” ที่ย้อนแย้ง ปากบอกอยากดูรายการมีสาระ แต่สุดท้ายก็เลือกเสพความบันเทิง ความอัดอั้นอีกประการคือ เมื่อรัฐไร้ความชัดเจนเรื่องโรดแมปทีวีดิจิทัล สถาบันการศึกษาก็มืดมนตามไปด้วย เพราะไม่รู้จะปรับหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตออกไปป้อนอุตสาหกรรมในทิศทางใด
“ความคาดหวังของผู้ชมมีความย้อนแย้ง อยากดูสาระแต่ก็คลิกดูบันเทิง เพราะโดยสัญชาตญาณ คนเราไม่ชอบดูอะไรที่เครียดและยาวเกินไป”
โดย รศ.สุรสิทธิ์ เสนอข้อเรียกร้องถึง กสทช. ว่า นอกเหนือจากโรดแมปปี 2572 แล้ว ต้องเร่งคลอด "กฎหมายกำกับดูแล OTT" ที่ยังค้างคาอยู่โดยด่วน นอกจากนี้ภาครัฐและกองทุนสื่อฯ ต้องปรับวิธีคิดใหม่ เลิกให้ทุนแบบเบี้ยหัวแตก ที่กระจายไปตามสมาคมหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่หันมาทำ Content Sandbox แทน เพื่อสร้างซอฟต์พาวเวอร์และเนื้อหาที่มีคุณค่าให้เกิดขึ้นจริงในระบบอุตสาหกรรม
"ที่ผ่านมาเนี่ยการสนับสนุนของเราเวลาเป็นเบี้ยหัวแตกก็ลำบาก ก็เลยอยากให้เป็น Content Sandbox... คือ สนับสนุนช่องหรือผู้ผลิตคอนเทนต์โดยตรง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ แบบครบวงจร ขอให้อยู่ใน Sandbox นี้ เพื่อให้มันเกิดโมเดลรายการที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์หรือมีคุณค่าขึ้นมาให้ได้จริงๆ" รศ.สุรสิทธิ์ กล่าว
วิกฤตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในวันนี้ กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเพื่อแสวงหากำไรทางธุรกิจ แต่เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันสื่อที่มี "ความน่าเชื่อถือ" และทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ส่วนรวม" ของคนในชาติ
วันนี้ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวผลิต "คอนเทนต์น้ำดีที่สนุก" แต่ผู้คุมกติกาอย่างหน่วยงาน "ภาครัฐ" ก็ควรตื่นตัวและเร่งดำเนินการเพื่อกอบกู้วิกฤตที่เกิดขึ้นเช่นกัน เช่น กสทช. เร่งคลอด Road Map ปี 2572 ที่ชัดเจนและเป็นธรรม , กองทุนสื่อฯ ต้องปรับกลยุทธ์การสนับสนุน จึงเป็น "กุญแจสู่สมดุลใหม่" ที่แท้จริง
เพราะหากทุกภาคส่วนยังไม่ขยับ และปล่อยให้ความคลุมเครือดำเนินต่อไป ปลายทางของฉากทัศน์ทีวีไทยคงต้องเผชิญกับ "Slow Collapse" ที่ไร้แม้แต่งานอำลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้….
