มรสุมนักข่าว… เผชิญวิกฤต “เหนื่อยล้า-หมดไฟ” ปัญหารายได้-ความไม่มั่นคงและสุขภาพจิต

กองบก.จุลสารราชดำเนิน

----------------------

ปัจจุบันอาชีพ “นักข่าว” ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเสมือนแซนวิชที่ถูกประกบจากแรงบีบของ “แพลตฟอร์ม” ที่ใช้อัลกอริทึมควบคุมการมองเห็นขีดเส้นตายรายได้ ซ้ำเติมจากพายุที่โหมกระหน่ำของ “AI ปัญญาประดิษฐ์” ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ คนในอาชีพสื่อ ที่มีความเครียดกับข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว วันนี้ยังต้องวิตกกังวลถึงความไม่มั่นคงในวิชาชีพมากขึ้น  

ปัญหาที่คุกคามคนทำงานสื่อ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความรุนแรงในพื้นที่ขัดแย้ง หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจตามรูปแบบเดิม ๆ อีกต่อไปแล้ว   ภาวะวิตกกังวลต่อ AI” (AI anxiety) ได้กลายมาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนความเครียดเรื้อรัง และภาวะหมดไฟให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

รายงานด้านแนวโน้มสุขภาพจิตในที่ทำงานในต่างประเทศปี 2569 หลายชิ้น ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ความกลัวที่จะถูกแทนที่โดยระบบ AI  ความรู้สึกว่าทักษะเดิมของตนกำลังล้าสมัย และแรงกดดันมหาศาลที่บังคับให้ต้องเร่งปรับตัว กำลังกลายเป็นปัจจัยคุกคามสำคัญในชีวิตการทำงานของ สื่อมวลชน รวมไปถึง แรงงานสายครีเอทีฟ นักวิเคราะห์ คนทำคอนเทนต์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาวะความวิตกกังวลต่อปัญหาดังกล่าว ทำให้รู้สึกว่า “อนาคตวิชาชีพ” ของตนเองขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของระบบอัลกอริทึม ที่พวกเขาไม่มีอำนาจในการต่อรอง สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า หลายกองบรรณาธิการ หรือ ห้องข่าวกำลังเผชิญทั้งการหดตัวของรายได้ การลดจำนวนบุคลากร และการเร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต ควบคู่ไปกับการแข่งขันกับความเร็วของระบบอัตโนมัติ จนทำให้คนทำข่าวจำนวนมากรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกบีบให้วิ่งแข่งกับ “จังหวะของสมองกล” มากกว่าจะได้สร้างสรรค์งานในจังหวะของมนุษย์

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับรายงานแนวโน้มสื่อประจำปี 2569  ของ  Reuters Institute for the Study of Journalism ที่ระบุว่าองค์กรข่าวทั่วโลกได้เร่งนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตข่าวอย่างเข้มข้นยิ่งกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงสร้างงานข่าวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักข่าวจำนวนมากเกิดความกังวลต่ออนาคตอาชีพ โดยเฉพาะประเด็นการถูกแทนที่และข้อจำกัดของเวลาในการเรียนรู้ทักษะใหม่

คลื่นการเลย์ออฟจากโลกถึงสื่อไทย

ปรับตัวบนความไม่แน่นอน

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของ AI   พบว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เข้ามาแทนที่งานตรง ๆ เท่านั้น แต่ทำหน้าที่ “บังคับให้เกิดการปรับตัว” ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของความเครียด ไม่ว่า จะเป็นการปรับตัวด้านทักษะที่นักข่าวต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ผ่าน AI และการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกจนก่อให้เกิด “ความเครียดจากการเรียนรู้” โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับตัวด้านความเร็วและการแข่งขันที่บีบให้นักข่าวต้องทำงานเร็วขึ้นภายใต้แรงกดดันของเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับความเครียด คือเรื่องของ “ราคา” หรือมูลค่างานข่าวที่ลดลง องค์กรสื่อหลายแห่งใช้ AI ช่วยลดต้นทุนการผลิตเนื้อหา ส่งผลให้องค์กรข่าวลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร การจ้างงานแบบประจำลดลง และเพิ่มการจ้างงานอิสระซึ่งนำไปสู่ความเครียดทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่อสุขภาพจิตของนักข่าวในยุคนี้อย่างรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าว กลายเป็น “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” ในอุตสาหกรรมสื่ออย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อหันกลับมามองในบริบทของ "สื่อไทย" จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาสำนักข่าวสื่อ องค์กรสื่อดั้งเดิม ต่างเผชิญแรงกดดันทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การเลย์ออฟและการปรับโครงสร้างองค์กรในวงกว้างเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากกรณีขององค์กรข่าวใหญ่หลายแห่งที่ยุติฉบับพิมพ์ในช่วงเกือบ10ปี มานี้ ไม่ว่า Posttoday , The Nation ฉบับภาษาอังกฤษ,  คมชัดลึก ,บ้านเมือง, สยามรัฐ  ล่าสุด ผู้จัดการที่เพิ่งประกาศจะยุติสิ้นเดือน ก.ค.นี้  หันไปเน้นแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นควบคู่กับการปรับลดกำลังคนเพื่อให้องค์กรกระชับ

ขณะที่สื่อโทรทัศน์ที่มีการปรับลดพนักงาน เช่น  Mono29, เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์, ช่อง 3, พีพีทีวี ,ช่อง 9 ยังมีสื่อใหญ่อีกหลายแห่งในไทย ที่มีการเลย์ออฟระดับกลาง ระดับเล็ก บางสำนักลดคนปีเว้นปี ซึ่งก็รับรู้กันในวงการ แต่ไม่เป็นข่าว  หลายองค์กร ยังมีแผนปรับโครงสร้างในอนาคต เรียกได้ว่า แทบจะทุกองค์กรสื่อในไทยที่มีการเลย์ออฟพนักงานจะมากหรือน้อยเท่านั้นเพื่อรับมือกับพายุเทคโนโลยีที่กระแทกเข้ามา  ผลมาจากรายได้โฆษณาที่หดตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางอุตสาหกรรมสื่อทีวี หลังสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี  2572

แม้แต่การมุ่งเติบโตแพลตฟอร์มในปัจจุบันใช่ว่าจะอยู่รอด สำนักข่าวบนเว็บไซด์ได้รับผลกระทบยอดตกกันถ้วนหน้า จากที่ AI เข้ามาให้ถามตอบได้สะดวก ขณะที่ ผู้อ่านไปเลือกดูข่าวในช่องทางคลิปสั้น ติ๊กต๊อก และฟังข่าวจากอินฟลูเอ็นเซอร์แทน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก 

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของสื่อไทยนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของสื่อในระดับโลก  ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ องค์กรข่าวขนาดใหญ่อย่าง BuzzFeed, Vice Media และ CNN ,The Washington Post, Associated Press , BBC  ปรับโครงสร้างองค์กร มีการเลย์ออฟ และปรับทิศทางไปยังการทำข่าวคลิปสั้นมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน สื่อท้องถิ่นในหลายประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป ทยอยปิดตัวลงต่อเนื่องจนเกิดปรากฏการณ์ “news desert”  สะท้อนถึงความแห้งแล้ง ว้าเหว่ ไม่มีสำนักข่าวใด ๆ หลงเหลืออยู่เลยในพื้นที่นั้น อันเป็นผลลัพธ์จากรายได้โฆษณาที่ไหลไปสู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และต้นทุนที่สูงขึ้น 

ปัจจัยเหล่านี้เมื่อผนวกกับการเข้ามาของ AI ทำให้การเลย์ออฟ การควบรวม และการปิดตัวของสื่อกลายเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก มากกว่าจะเป็นเพียงแค่การปรับตัวในระยะสั้น

บาดแผลทางใจในพื้นที่เสี่ยง

ภาวะซึมเศร้าที่ถูกซ่อนไว้

นอกเหนือจากปัญหาผลกระทบจาก AI และแรงกดดันทางเศรษฐกิจแล้ว ความเครียดที่นักข่าวหลายประเทศ ยังคงต้องเผชิญอยู่เสมอ นั่นคือการรายงานข่าวสงคราม ความรุนแรง และความขัดแย้งทางการเมืองอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วโลก  ส่งผลให้นักข่าวเป็นกลุ่มวิชาชีพที่เผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตสูงกว่า คนทั่วไป 

งานวิจัยทางจิตเวชศาสตร์และสื่อสารมวลชนต่างประเทศหลายชิ้นที่ตีพิมพ์ในช่วงปี 2568-2569 ยืนยันตรงกันว่า อัตราการเกิดโรคเครียด ภาวะซึมเศร้า (PTSD) หลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ในกลุ่มนักข่าวสายความขัดแย้งนั้น อยู่ในระดับที่สูงและใกล้เคียงกับที่พบในกลุ่มทหารผ่านศึกอย่างน่าตกใจ ขณะที่ระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิตจากองค์กรต้นสังกัดส่วนใหญ่ยังคงไม่เพียงพอ

วารสารทางการแพทย์ด้านจิตเวชศาสตร์ชั้นนำระดับโลก The British Journal of Psychiatry ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยในปี 2569 ที่ติดตามประเมินผลกระทบทางจิตใจระยะยาวของกลุ่มนักข่าวภาคสนาม156 คน จาก 5 สำนักข่าวใหญ่ของอเมริกา ได้แก่ CNN, The New York Times, The Washington Post, Associated Press และ NPR ที่เคยรายงานข่าวสงครามในอัฟกานิสถานและตะวันออกกลางช่วงปี  2544-2556 รวมทั้งหมด 324 คน พบสถิติสะสมตลอดช่วงชีวิตที่น่ากังวล  นักข่าวมีภาวะซึมเศร้ารุนแรง 34% โรคติดสุรา 34% โรควิตกกังวล 28% และโรค PTSD 27%

รายงานระบุว่าเกือบ 2 ใน 3ของนักข่าวต้องเผชิญหน้ากับอันตรายถึงชีวิต เช่น การถูกลอบยิง ถูกลักพาตัว หรืออยู่ในเหตุระเบิด และระดับความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นจริง 

ผลการศึกษาดังกล่าวยังสะท้อนถึงช่องว่างด้านสวัสดิภาพที่พบว่า ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อันตราย มีนักข่าวเพียง 40% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาทางจิตใจได้ และองค์กรต้นสังกัดยังได้รับคะแนนการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตเฉลี่ยเพียง 2.81 จากคะแนนเต็ม 10 เท่านั้น

อย่างไรก็ดี งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นแนวโน้มเชิงบวกว่า เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน นักข่าวส่วนใหญ่ ได้ตัดสินใจเข้ารับการบำบัดรักษาทางจิตวิทยาในภายหลัง ส่งผลให้อัตราการเจ็บป่วยทางจิตเวชในรอบ 12 เดือนล่าสุดลดลงเมื่อเทียบกับอัตราสะสมตลอดชีวิต คณะผู้วิจัยจึงเน้นย้ำว่าการรักษาทางคลินิกในระยะยาวมีความจำเป็นในการช่วยเยียวยาฟื้นฟูสุขภาวะทางจิตของคนทำข่าว

สอดคล้องกับผลวิจัยจากประเทศสเปนที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journalism (SAGE Publications) ปี 2569  ศึกษากลุ่มนักข่าวภาคสนามสเปนและนักข่าวสายความขัดแย้งระหว่างประเทศ พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า กลุ่มตัวอย่างมากถึง 54% มีคะแนนอาการ PTSD สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน  และยังพบว่า สื่อส่วนใหญ่ยังไม่มีระบบในการแก้ปัญหาที่เป็นทางการ นักข่าวมักต้องเลือกใช้วิธีเก็บความรู้สึกไว้ในใจเพื่อรับมือกับความสูญเสีย  งานวิจัยชี้ชัดว่าผลกระทบทางจิตใจจะทวีความรุนแรงที่สุดในกลุ่มนักข่าวที่มีสัญญาจ้างไม่มั่นคงและไม่ได้รับวันหยุดพักฟื้นแบบมีค่าจ้าง หลังจากกลับจากการทำข่าว ตอกย้ำว่าความไม่มั่นคงในการจ้างงานและสวัสดิการที่ย่ำแย่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขยายบาดแผลทางใจให้เลวร้ายลงไปอีก

โจทย์ใหญ่ที่องค์กรสื่อต้องลงทุน

แก้ปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังกับนักข่าว

เมื่อพิจารณาในมิติของงานข่าวทั่วไป รายงานผลการศึกษาชื่อ "From Crisis to Care" โดยเครือข่ายเสริมสร้างความพร้อมรับมือของสื่อมวลชน (MDRnet) ภายใต้การสนับสนุนทุนจากองค์กรเพรส ฟอร์เวิร์ด ที่สำรวจความคิดเห็นของนักข่าวในสหรัฐอเมริกาจำนวน 80 คน เผยแพร่เมื่อต้นปี 2569 พบว่ามีนักข่าวมากกว่า 80% ที่เคยประสบภาวะหมดไฟหรือความเครียดเรื้อรังในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา สาเหตุจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของวิชาชีพ ภาระงานที่หนักเกินไป วัฒนธรรมกองบรรณาธิการที่ไม่ปลอดภัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่จำกัด

เช่นเดียวกับผลการศึกษาหัวข้อ "Romanian Journalists and Mental Health" โดยมูลนิธิเฟรนส์ ฟอร์ เฟรนส์ ที่เปิดเผยล่าสุดเดือนกค.นี้ ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่างนักข่าวชาวโรมาเนียจำนวน 166 คน พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟในระดับสูงหรือสูงมาก จากที่ต้องลงพื้นที่เผชิญโศกนาฏกรรมและความรุนแรงเป็นประจำ ทว่านักข่าวถึง 92% ระบุว่าประเด็นด้านสุขภาพจิตแทบไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยในวงการวิชาชีพ และมากกว่า 90% คาดการณ์ว่าแรงกดดันจะยังคงสูงต่อไป โดย 88% ที่มองว่า AIและโซเชียลมีเดียเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผลการสำรวจระดับโลกของแพลตฟอร์มข่าวสารด้านสื่อ มัค แรค (Muck Rack) ในรายงาน “The State of Work-Life Balance in Journalism 2025” ซึ่งสำรวจนักข่าวมากกว่า 400 คนทั่วโลก เผยแพร่ปี 2568 ก็ยิ่งตอกย้ำภาพวิกฤตสุขภาพจิตในวิชาชีพนี้อย่างชัดเจน พบว่า 38% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าสุขภาพจิตของตนแย่ลงในรอบปีที่ผ่านมา ขณะที่ 58% นอนหลับเพียง 6 ชั่วโมงหรือน้อยกว่าต่อคืน และ 85% ชี้ว่าเหตุสำคัญข้อหนึ่งคือการไม่สามารถ ‘ปิดสวิตช์’ งานออกจากหัวได้แม้จะเลิกงานแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่า นักข่าวประมาณครึ่งหนึ่งเคยคิดจะลาออกจากอาชีพในรอบปีที่ผ่านมาเพราะภาวะหมดไฟ และ ราวสี่ในสิบเคยตัดสินใจลาออกจากงานจริงจากสาเหตุเดียวกันมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในอดีต สะท้อนว่า “ภาวะล้าเรื้อรัง” ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกแต่เริ่มแปรเป็นการตัดสินใจออกจากอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม

จากข้อมูลทั้งหมด สามารถถอดรหัส "รูปแบบร่วม" ที่ชัดเจนในวงการสื่อสารมวลชนโลกได้ 5 ประการหลัก คือ

  1. ระดับความเสี่ยงภัยและแรงกดดันที่เผชิญจริง คือปัจจัยหลักในการทำนายการเกิดโรค PTSD และภาวะหมดไฟ
  2. ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักข่าวอิสระและผู้ทำสัญญาจ้างระยะสั้น มีความเสี่ยงสูงกว่านักข่าวประจำอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากขาดสวัสดิการรองรับ
  3. "วัฒนธรรมแห่งความเงียบ" ยังคงเป็นกำแพงหนาในวงการข่าวทั่วโลกที่บีบให้นักข่าวเลือกเก็บความรู้สึกมากกว่าเปิดเผยหรือขอความช่วยเหลือ
  4. ระบบการสนับสนุนจากองค์กรต้นสังกัดยังคงตามหลังขนาดของปัญหาอยู่มาก แม้แต่ในสำนักข่าวระดับโลก 
  5. เมื่อมีระบบสนับสนุนที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับวิชาชีพนี้ ผลลัพธ์ในการเยียวยาสามารถช่วยเหลือได้จริง 

อย่างไรก็ดี ในแง่มุมเชิงบวกแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการลงทุนในระบบสนับสนุนเฉพาะทาง ทั้งการฝึกอบรมนักบำบัดให้เข้าใจวัฒนธรรมวิชาชีพหรือจัดตั้งกองทุนบำบัดสำหรับนักข่าวอิสระ ผลลัพธ์ก็สามารถฟื้นฟูได้จริงในเวลาไม่นาน 

ท้ายที่สุดภาพรวมทั้งหมดนี้ย่อมสะท้อนกลับมายังองค์กรสื่อและคนทำสื่อทั่วโลก รวมถึงสื่อไทยด้วยว่า ปัญหาความท้าทายที่พวกเขาเผชิญในปี 2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความรุนแรงหรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจแบบเดิมอีกต่อไป แต่รวมถึงแรงกระเพื่อมมหาศาลจาก AI ที่ส่งผลกระทบพร้อมกันทั้งต่อรูปแบบธุรกิจ ความมั่นคงในงาน และสภาวะทางจิตใจของสื่อมวลชนที่ถูกไล่ล่าในยุคสมัยนี้ 

คำถามสำคัญ คือองค์กรสื่อ จะยอมลงทุนออกแบบระบบรองรับด้านสุขภาวะทางจิตใจอย่างจริงจังหรือไม่ เพราะหากยังคงมองเทคโนโลยี AI เป็นเพียงแค่ "เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ" โดยละเลยสวัสดิภาพของมนุษย์ผู้ขับเคลื่อนข่าวสาร การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทิ้งบาดแผลลึกยาวนานจนกลายเป็นวิกฤตสุขภาพจิตเรื้อรังในวิชาชีพสื่อมวลชน มากกว่าจะเป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนเครื่องมือในการทำงานในอนาคต

---