“กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ที่ขยายวงกว้าง คิดว่าโซเชียลทำให้ดราม่าขยายตัว เพราะในโซเชียลคนจะอ่านแต่เรื่องลบๆ พอสื่อดูว่าประเด็นอย่างนี้ขายได้ก็จะนำมาเล่นต่อ ทำให้เกิดการดราม่าขยายเป็นวงกว้างทำให้คนกลัว ส่วนตัวมาทำข่าวที่ประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่ขนาดนั้น”
ธีรศานต์ คงทอง ผู้สื่อข่าวกีฬา Siamsport หนึ่งในทีมข่าวสายกีฬาที่เดินทางไปเกาะติดรายงานข่าวการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ให้มุมมองถึง “ดราม่าเอเชียนเกมส์ญี่ปุ่น สะเทือนมาตรฐานเจ้าภาพ” ใน “รายการช่วยกันคิดทิศางข่าว” ว่า
“ญี่ปุ่นเทงบจังหวัดจัดแข่งเอเชียนเกมส์ เน้นกระจายที่พักนักกีฬา”
ธีรศานต์ บอกว่า เห็นกระแสข่าวดราม่า ตั้งแต่เรื่องที่พักบนเรือสำราญว่านักกีฬาไทยเช็กอินไม่ได้ ส่วนตัวได้สอบถามนักกีฬาบางคนที่เดินทางมาพร้อมกัน ว่าวิตกกังวลใจหรือไม่กรณีข่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับคำตอบว่าเกิดความกลัวเพราะไม่รู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง ตรงนี้อาจทำให้นักกีฬากลัวไปก่อน ขณะที่รัฐมนตรีของไทยได้เดินทางไปด้วย ได้พูดคุยกับนักกีฬา โดยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงเรื่องที่พักว่าพื้นที่ค่อนข้างแคบและอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากที่ญี่ปุ่นแบ่งสถานที่พักให้นักกีฬากระจัดกระจาย ตามปกติต้องมีหมู่บ้านนักกีฬาในการแข่งขันมหกรรมกีฬาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิก เอเชียนเกมส์ และซีเกมส์นักกีฬาต้องอยู่รวมกัน แต่การจัดแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ กลับมอบหมายให้จังหวัดไอจิจัดการเองโดยจัดสรรงบประมาณให้ ภายใต้ข้อจำกัดว่าต้องการความประหยัดและรักษ์โลกรวมถึงให้คุ้มค่าที่สุด โดยไม่ต้องสร้างหมู่บ้านนักกีฬาแห่งใหม่
“ที่พักกระจาย เดินทางลำบาก เช่าเรือสำราญให้นักกีฬาพักงบพุ่งไม่ต่างกัน”
ธีรศานต์ บอกว่า สถานที่พักของนักกีฬาที่กระจายตัว ส่งผลให้การเดินทางแต่ละวันเป็นไปอย่างยากลำบาก นักกีฬากระจายตัวกันไป 4-5 ที่ ไม่มีความอบอุ่นไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีเหมือนตอนอยู่ด้วยกัน ที่พอแข่งเสร็จแล้วก็จะมาเจอกันพูดคุยพบปะแลกเปลี่ยนกัน ส่วนเหตุผลที่ไม่สร้างบ้านพักนักกีฬา ไม่แน่ใจว่าต้องการประหยัดพื้นที่หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าการเช่าเรือสำราญซึ่งมีราคาแพง มีหลายเสียงแสดงความเห็นว่าต้องใช้งบประมาณที่สูงไม่ต่างกัน ระหว่างการเช่าเรือสำราญกับสร้างที่พักนักกีฬาแห่งใหม่ เช่น นักกีฬาบางประเทศต้องไปปรับตัวเพื่อฝึกซ้อมนอนในที่แคบๆ เพื่อมานอนในตู้คอนเทนเนอร์ประเทศญี่ปุ่น
“โซเชียลเดือด ส่งผลกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขยายวงกว้าง”
“กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ที่ขยายวงกว้าง คิดว่าโซเชียลทำให้ดราม่าขยายตัว เพราะในโซเชียลคนจะอ่านแต่เรื่องลบๆ พอสื่อดูว่าประเด็นอย่างนี้ขายได้ก็จะนำมาเล่นต่อ ทำให้เกิดการดราม่าขยายเป็นวงกว้างทำให้คนกลัว ส่วนตัวมาทำข่าวที่ประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่ขนาดนั้น อาจจะมีนักกีฬาบางคนแค่บ่นแต่เขาก็ดูมีความสุขดี ในมุมมองส่วนตัวยังไม่เห็นว่าลำบากจนทำอะไรไม่ได้ไม่ถึงขนาดนั้น” ธีรศานต์ กล่าว
“ชื่นชมอาสาสมัครดูแลดี ชี้ปัญหาหลักการเดินทาง ต้องเลือกเฉพาะสนามสำคัญ”
ธีรศานต์ บอกว่า การแข่งขันครั้งนี้ อยากชื่นชมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครของญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนเยอะมาก ตั้งแต่ลงเครื่องจากสนามบิน จะมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครเข้ามาแนะนำตัวว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดทุก 100 เมตรหรือ 50 เมตร เมื่อมาถึงศูนย์เอ็มเอ็มซี (ศูนย์สื่อมวลชนหลักที่จัดตั้งขึ้นในการแข่งขันกีฬาระดับมหกรรม ) ซึ่งเป็นเมนมีเดียเซ็นเตอร์กระจายข่าวของผู้สื่อข่าว มีรถบัสและมีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำตลอด แต่ปัญหาอยู่ที่การเดินทางเพราะแต่ละที่ค่อนข้างอยู่ห่างไกล ผู้สื่อข่าวต้องอาศัยรถขนส่งมวลชน บางที่ไปไม่ทันและบางที่รถไม่พอ
“ที่เคยเจอกับตัวเอง คือ ต้องไปทำข่าวนักกีฬายกน้ำหนักซึ่งอยู่ที่หนึ่ง และต้องไปทำข่าวกีฬาแบดมินตันซึ่งอยู่อีกที่หนึ่ง เวลาอาจจะไม่ได้ซ้อนกันแต่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชั่วโมง ทำให้ต้องเลือกว่าจะไปทำข่าวที่ไหน วันนั้นอยากไปทำข่าวกีฬายกน้ำหนัก แบดมินตันและฟุตบอล สุดท้ายต้องตัดสินใจเดินทางไปทำข่าวกีฬาแบดมินตัน โดยไปดูฟุตบอลแทน เพราะเดินทางต้องใช้เวลาเวลานานประมาณ 1 ชั่วโมง ความจริงแล้วต้องเผื่อเวลาเป็น 1.30 ชั่วโมงในการเดินทาง เพราะไม่ได้ต่อกันต้องนั่งรถไฟแล้วไปขึ้นรถบัส ถือว่ายังไม่รองรับการเดินทาง100% ครับ”
“กระแสเงียบเหงา! คนญี่ปุ่นไม่ตื่นตัวเอเชียนเกมส์ ตั๋ว 1 ใบดูเบิ้ล 2 แมตช์ยังกริบ”
ธีรศานต์ บอกว่า ได้พูดคุยกับคนญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ผู้สื่อข่าว เขาบอกว่าการจัดแข่งขันในรอบนี้ค่อนข้างจะเงียบเหงา ก่อนทัวร์นาเมนต์ไม่มีใครตื่นตัวเลยแม้จะมีโปสเตอร์ปิดอยู่ตามถนน แต่เมื่อเริ่มการแข่งขันไปแล้วก็เริ่มมีกระแสมากขึ้น ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกระแสเชิงลบหรือบวก แม้คนญี่ปุ่นจะรับรู้มากขึ้นแต่พวกเขาให้ควาสนใจเฉพาะกีฬาบางประเภท เช่น ฟุตบอล วอลเลย์บอล เบสบอล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเข้าสนามบางทีตั๋วไม่พอ เพราะเจ้าภาพจัดประมาณว่า เข้าชมการแข่งขันวอลเล่ย์บอล 1 วันได้ 2 คู่ สมมุติว่าคู่แรกประเทศไทยแข่งส่วนคู่ที่ 2 ญี่ปุ่นแข่ง คนญี่ปุ่นต้องอยากไปดูญี่ปุ่นแข่ง ทำให้คนที่อยากไปดูคู่แรกแข่งขันไม่สามารถหาตั๋วได้ เพราะคนญี่ปุ่นไปซื้อตั๋วเพื่อดูคู่ญี่ปุ่นแข่ง ทำให้คนไทยหลายคนไม่สามารถเข้าไปดูคู่แรกได้ ทั้งที่คู่ประเทศไทยแข่งสนามก็โล่งแต่เจ้าภาพญี่ปุ่นขายตั๋วล่วงหน้าหลายวัน โดยที่ตั๋ว 1 ใบดูได้ 2 คู่
“เอเชียนเกมส์ญี่ปุ่นรวน! ปัญหาบ.อีเวนต์ทำพิษ รับมือนักกีฬาเพิ่มไม่ทัน ”
“เบื้องต้นมองว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ก็คาดหวังไว้สูงมากเพราะภาพลักษณ์ของประเทศดีมาก แต่เมื่อให้จังหวัดมาจัดการแข่งขันก็ทำให้เรื่องต่างๆไม่เสถียร ซึ่งเพื่อนชาวญี่ปุ่นบอกว่าสาเหตุ คือ บริษัทที่เคยจัดอีเวนต์งานการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกโดนคดีอะไรสักอย่าง ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่สามารถมาทำอีเวนต์ในเรื่องของกีฬาได้ กลายเป็นว่าทางจังหวัดที่จัดการแข่งขันจัดกันเองไม่มีความพร้อม100% งานออกมาจึงดูติดๆขัดๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจำนวนของนักกีฬามีมากจากเดิม 15,000 คนเป็น 17,000 คนครับ” ธีรศานต์ กล่าว
“ญี่ปุ่นใช้เมืองอุตสาหกรรมจัดเอเชียนเกมส์แทนเมืองท่องเที่ยว คุณภาพเอเชียนเกมส์ดต่ำกว่ามาตรฐาน”
ธีรศานต์ บอกว่า ปัจจุบันเมืองที่ญี่ปุ่นจัดกีฬาเอเชียนเกมส์เป็นเมืองอุตสาหกรรม ไม่ใช่เมืองเมืองท่องเที่ยว คือ เมืองไอจิ นาโกย่า ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถโตโยต้า ถ้าเปรียบกับเมืองไทยเมืองไทยก็คือ จ.สมุทรปราการ ไม่ใช่พื้นที่ที่คนจะมาเที่ยวพอรองรับนักท่องเที่ยวหรือว่าคนเยอะๆก็เลยเกิดปัญหา ส่งผลต่อในเรื่องคุณภาพการแข่งขันเพราะเป็นเมืองอุตสาหกรรม ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ฉะนั้นในอนาคตประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน ก็ต้องดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างต้องคิดหน้าคิดหลังดีๆ
“เงื่อนไขนำเสนอข่าวทั้งลิขสิทธิ์ภาพ-คลิป ต้องลงทะเบียนก่อนเผยแพร่”
ส่วนของเงื่อนไขการนำเสนอข่าวทั้งลิขสิทธิ์ภาพและคลิปนั้น ธีรศานต์ บอกว่า ในส่วนของสยามสปอร์ตที่สังกัดอยู่ไม่แน่ใจจะเหมือนกันหรือไม่ กรณีออนไลน์จะใช้ภาพลิขสิทธิ์โดยตรงไม่ได้และส่วนตัวถ่ายภาพระหว่างแข่งก็ไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขยิบย่อยมากแต่ถ้าลงทะเบียนเป็นบอร์ดคาสต์ได้ นอกจากนี้การไปทำข่าวตนเองได้ลงทะเบียนเป็น Journalist ในความหมายของระดับนานาชาติ ถือว่าเป็นหนังสือพิมพ์ในการรายงานข่าวเท่านั้น ทำได้แค่เขียนข่าวห้ามนำโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ แต่หากได้ลงทะเบียนเป็นบอรดแคสต์ก็สามารถถ่ายภาพการสัมผัสนักกีฬาได้ แต่จะถ่ายภาพในเกมไม่ได้เพราะเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ แต่ทั้งนี้การนำมาใช้ไม่แน่ใจในส่วนของสถานีโทรทัศน์เป็นอย่างไร
“ส่องตารางแข่งขันเอเชียนเกมส์: เจ้าภาพจัดคิวเอื้อนักกีฬาตัวเอง ชี้เป็นเรื่องธรรมดา”
ธีรศานต์ บอกว่า ยังไม่เจอปัญหาเรื่องที่ประเทศเจ้าภาพเปิดเพลงผิด คือ เปิดเพลงชาติเกาหลีเหนือแทนที่จะเป็นเกาหลีใต้ หรือรถบัสของประเทศเจ้าภาพไม่มารับนักกีฬาเกาหลีใต้ทำให้ขาดซ้อม และเรื่องของการจัดโปรแกรม ขอยกตัวอย่างวอลเลย์บอลทีมไทยให้แข่งขันช่วงเช้า เช่น 10 โมงเช้าทั้งที่นักกีฬาเพิ่งร่วมเดินขบวนเปิดการแข่งขันในช่วงกลางคืน เหมือนกับว่าประเทศเจ้าภาพวางโปรแกรมไม่เอื้อต่อชาติอื่นๆ แต่ถือเป็นเรื่องปกติของมหกรรมกีฬา ซึ่งได้ถามกัปตันทีมวอลเลย์บอลหญิง ก็ได้รับว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วทุกอย่างก็เอื้อต่อประเทศเจ้าภาพ
“ชื่นชมเทคบอลไทยเหมา 3 ทอง วอนให้กำลังใจทีมลูกยางหญิง ได้อันดับ 3 เต็มที่แล้ว”
ธีรศานต์ บอกว่า กองทัพนักกีฬาไทยที่นำเด่นขึ้นมาจนได้ครองเหรียญต้องชื่นชม คือประเภทเทคบอลได้สามเหรียญทอง เป็นกีฬาที่ประเทศไทยเก่งมากๆ ถึงระดับแชมป์โลกและเพิ่งบรรจุเข้ากีฬาเอเชียนเกมส์เป็นครั้งแรก ต้องรอลุ้นว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจะมีการบรรจุกีฬาประเภทนี้หรือไม่ เพราะหากบรรจุประเทศไทยจะมีโอกาสลุ้นเหรียญทองได้เลย ฉะนั้นต้องส่งกำลังใจและจับตาการแข่งขันเทคบอลให้ดี ขณะที่วอลเลย์บอลหญิงต้องถือว่านักกีฬาไทยทำได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ผิดหวังเลยกับการได้อันดับ 3 ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปต่อว่านักกีฬาวอลเลย์บอล ว่าทำไมถึงได้อันดับ 3 เพราะเขาสามารถไปแข่งขันโอลิมปิกได้เป็นแชมป์เอเชียก็ถือว่าสุดยอดแล้ว
“ถอดบทเรียนเจ้าภาพ: วิเคราะห์หลากปัจจัยส่งผลความพร้อมการจัดแข่งขันกีฬาระดับโลก”
“มาตรฐานในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันมหกรรมกีฬาต่างๆ ข้อแรก คือพื้นที่ต้องอยู่ใกล้สนามบิน ข้อ 2. ที่พักนักกีฬาและระบบการเข้าพัก และสุดท้ายข้อ 3. การเดินทาง หากในอนาคตประเทศไทยอยากจะเสนอตัว เป็นเจ้าภาพกีฬาระดับนานาชาติ อันดับแรกเลยที่ต้องมีความพร้อม ทั้งเรื่องสนามกีฬาควรมีรถไฟฟ้าผ่านไม่เดินทางลำบาก สนามกีฬาประเทศไทยไม่สามารถรองรับให้เด็กไปต่อยอดได้ ต่างจากญี่ปุ่นที่สนามกีฬาเยอะมาก ฉะนั้นพื้นฐานที่จะทำให้นักกีฬาเก่งต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐาน เด็กเราจะดีไม่ดีต้องเริ่มจากจุดนี้ครับ” ธีรศานต์ บอกทิ้งท้าย
ติดตาม “รายการช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ 11.00-12.00 น. โดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
