ความต้องการของประชาชนและสังคมต่อบทบาทและความเป็นกลางทางการเมืองในการ นำเสนอรายการของผู้ประกอบการเคเบิลทีวี-นายกิจธิพัฒน์ ทัศวิโล

เรื่อง :ความต้องการของประชาชนและสังคมต่อบทบาทและความเป็นกลางทางการเมืองในการนำเสนอรายการของผู้ประกอบการเคเบิลทีวี
ผู้ศึกษา :    นายกิจธิพัฒน์   ทัศวิโล
กรรมการที่ปรึกษา :    นายชวรงค์  ลิมป์ปัทมปาณี

ปี : 2552

บทคัดย่อ
ในบทบาทหน้าที่ความเป็นสื่อสารมวลชนของผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ผู้วิจัยจึงจัดทำงานวิจัยนี้ขึ้นเพื่อศึกษาความต้องการของประชาชนและสังคม ในการนำเสนอรายการที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีรวมถึงเพื่อทราบถึงบทบาทและผลสำเร็จของการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารทางการเมืองของผู้ประกอบ
การเคเบิลทีวีไปยังภาคประชาชนว่ามีส่วนสำคัญอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพียงใด และเพื่อหาแนวทางป้องกันให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่นำเสนอรายการและข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนให้ได้รับความคุ้ม ครองจากกฎหมายและกฎหมู่ที่เกิดจากความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน และเพื่อให้ได้ทราบจุดยืนของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่มีต่อการนำเสนอรายการที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์ผู้รับชมรายการทีวี   สัมภาษณ์ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี สัมภาษณ์ผู้ผลิตรายการ  สัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม และทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จากผู้บริหารที่เป็นตัวแทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น   

ผลจากใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์ผู้รับชมรายการทีวีพบว่า ประชาชนทั่วไปที่รับชมรายการผ่านทางเคเบิลทีวี โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 53.7 มีอายุ 25-35 ปี คิดเป็นร้อยละ 41.9 มีอาชีพเป็นพนักงานทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 41.2 มีรายได้ส่วนตัวต่อเดือน 8,001-15,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 44.9 มีที่พักของตนเอง คิดเป็นร้อยละ 43.4 และมีประชาชนส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเคเบิลทีวี คิดเป็นร้อยละ 64.0 โดยติดตามข่าวสารทางการเมือง คิดเป็นร้อยละ 24.9 ของจำนวนตัวอย่าง ผู้ชมมีความพึงพอใจมากที่สุดในเรื่องเคเบิลทีวีเป็นสื่อที่เป็นกลาง คิดเป็นร้อยละ 23.5 และได้รับชมข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน คิดเป็นร้อยละ 22.1โดยเห็นว่าการนำเสนอมีประโยชน์คิดเป็นร้อยละ 20.6 เคเบิลทีวีสนองตอบความต้องการของผู้ชมโดยเปิดรายการที่เกี่ยวข้องกับการเมืองให้ได้รับชมครบถ้วน คิดเป็นร้อยละ 16.2 รองลงมาคือในเรื่องเคเบิลทีวีเสนอรายการทางการเมืองที่ตอบสนองความต้องการภาคประชาชนได้อย่างครบถ้วน และผู้ประกอบการเคเบิลทีวีได้แสดงจุดยืนในด้านบทบาทหน้าที่ของการเป็นสื่อสารมวลชนที่ดีโดยได้นำเสนอข่าวสารข้อมูลทางการเมืองครบถ้วนรอบด้านแล้ว คิดเป็นร้อยละ 14.7 เท่ากัน

กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีนำเสนอรายการที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยส่วน ใหญ่เห็นว่า   ควรนำเสนอครบถ้วนทุกฝ่ายทั้งสนับสนุน เป็นกลาง และขั้วตรงข้าม คิดเป็นร้อยละ 73.5

ประชาชนถึงร้อยละ 92.7 มีความคิดเห็นว่าการนำเสนอรายการทางการเมืองผ่านเคเบิลทีวีมีส่วนสำคัญระดับปานกลางถึงมากที่สุด ในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ผลการสัมภาษณ์พบว่าผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลทางการเมือง  ต้องการพื้นที่ในการนำเสนอความคิดเห็นทางการเมืองของฝ่ายตนและเห็นว่าจำเป็นที่ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีต้องนำเสนอรายการของตน

ผลการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคมและประชาชนทั่วไปพบว่าต้องการให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีนำเสนอข้อมูลทางการอย่างครบถ้วนทุกช่องรายการ ในทุกแง่มุม  และเห็นว่าตนมีโอกาสที่ควรจะได้รับรู้ข้อมูล โดยไม่ถูกปิดกั้น และสามารถใช้ดุลพินิจในการเลือกรับข้อมูลได้ด้วยตนเอง

ผลการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรส่วนท้องถิ่น พบว่าการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางการเมืองควรนำเสนอผ่านวงกว้าง ให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และควรมีหน่วยงานที่เป็นกลาง ที่จะให้โอกาสกับทาง ASTV และ D Station โดยอาจจะให้แบ่งเวลากัน แล้วให้มีเวทีกลางให้มีหลายมุมมอง ให้มีความเป็นธรรม ควรจะเปิดโอกาสให้ซึ่งกันและกันและให้ประชาชนตัดสินใจ

ด้านของสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยและสมาชิกสมาคมฯ ได้พยายามที่หาแนวทางป้องกันให้ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่นำเสนอรายการและข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนให้ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายและกฎหมู่ที่เกิดจากความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน โดยพยายามที่ชี้ให้ฝ่ายการเมือง นักการเมือง ข้าราชการประจำ สังคม ประชาชน และเพื่อนสื่อมวลชน ได้เห็นว่าเคเบิลทีวีเป็นสื่อชนิดประเภทหนึ่ง ข่าวสารไม่ว่าจะเป็นจาก ASTV, D Station และ NBT ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีมีหน้าที่นำเสนอทุกด้าน โดยการนำเสนอของสื่อต้องมีความเป็นกลาง มีความเหมาะสม ต้องนำเสนอให้ประชาชนตัดสินใจ รับข้อมูลข่าวสารด้วยตนเอง โดยเฉพาะข่าวสารทางการเมืองโดยอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีไม่ควรปิดกั้น  ซึ่งถือว่าเป็นภาระหลักของการเป็นสื่อสารมวลชน

ในฐานะสื่อเคเบิลทีวีเป็นสื่ออีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น  สื่อเคเบิลทีวีจำเป็นต้องตระหนักถึงการนำเสนอข่าวสารเพื่อให้ประชาชนและสังคมรับรู้ถึงความเป็นกลาง เป็นธรรม ตรงไปตรงมาไม่โอนเอียงด้านใดด้านหนึ่ง และต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบ พร้อมกับบทบาทหน้าที่ของการสร้างสรรค์สังคม เพราะเคเบิลทีวี เป็นตัวเชื่อมข้อมูลข่าวสารต่อให้แก่ประชาชนในชุมชนและสังคมไทยในปัจจุบัน

ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า   สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยในปัจจุบัน ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ความแตกแยกทางความคิดและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างคนไทยด้วยกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การหันหน้าเข้าหากัน กระบวนการใช้สันติวิธีให้บุคคลหรือกลุ่มต่างๆ มานั่งพูดคุยหารือกัน ซึ่งเป้าหมายเพื่อให้ทุกฝ่ายสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน และร่วมมือกันหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหา สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมไทย

ในฐานะที่ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน สามารถเป็นสื่อที่เสริมสร้าง ความเข้าใจอันดีระหว่างกันของประชาชนในสังคม และมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารหรือรายการต่างๆโดยอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ต้องใช้ความเป็นสื่อสารมวลชนของตน ที่จะช่วยเสริมสร้างความสงบสุขกลับมาสู่ประเทศชาติโดยเร็ว
ท้ายที่สุดในปัจจุบันรัฐบาลไม่ควรที่จะใช้อำนาจรัฐในการปิด D Station เพราะจะเป็นการปิดช่องทางในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง และจะเป็นชนวนเหตุอันนำไปสู่ความคับข้องใจและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของประชาชนซึ่งไม่มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

(สามารถดาวโหลดไฟล์ต้นฉบับได้ที่นี้)