ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายได้ภายในเสี้ยวนาที การ "แชร์" และ "แฉ"เรื่องราวของผู้คนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกลายเป็นกลไกสำคัญในการเรียกร้องความยุติธรรม
ความไม่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมแบบดั้งเดิม นำไปสู่การเกิดขึ้นของ "เพจฮีโร่" ต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางรับเรื่องร้องทุกข์รูปแบบใหม่ แทนที่การพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพจเหล่านี้มีอิทธิพลต่อสังคมมากจนหลายครั้งที่สื่อมวลชนเองยังมีการหยิบเอาหลักฐานจากเพจเหล่านี้ไปนำเสนอข่าว ผลที่ตามมาคือกระแสความเห็นที่หลากหลาย จนในบางกรณีไปไกลถึงการ "ทัวร์ลง" บุคคลที่สังคมเชื่อว่าเป็นผู้กระทำผิด โดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาคดีใดๆ
ปรากฏการณ์ "ศาลเตี้ยออนไลน์" ที่กำลังครอบงำสังคมไทยในปัจจุบัน กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของประชาชนว่า “กระบวนการทางกฎหมาย” อาจล้มเหลว ล่าช้า หรือไม่มีประสิทธิภาพ ผู้คนจึงเลือกที่จะ "ผดุงความยุติธรรม" ด้วยตนเอง ผ่านการพิพากษาบนโลกออนไลน์
หรืออะไรคือต้นสาย-ปลายเหตุที่แท้จริง ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวิธีการแสวงหาความยุติธรรมของสังคมไทยในยุคดิจิทัล
วิกฤตคดีอาชญากรรม วิเคราะห์ข้อมูล 3 หน่วยงาน
จากข้อมูลจากรายงานสถานการณ์อาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรม ปี 2562 – 2566 แสดงให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจในระบบยุติธรรมไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ.2566 ที่มีจำนวนคดีที่รับแจ้งและจับกุมสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขสถิติการรับแจ้งความคดีอาญา 4 กลุ่มทั่วประเทศ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีสถิติการแจ้งความที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีลดลงเล็กน้อย ช่วงปี 2564 จากสถานการณ์โควิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของกระบวนการยุติธรรม เช่น การจำกัดการเดินทาง การชะลอการพิจารณาคดี หรือการเปลี่ยนแปลงลักษณะอาชญากรรม รวมถึงนโยบายด้านยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงไปในปี 2565 ก็อาจส่งผลกระทบต่อตัวเลขผู้ต้องขังและผู้คุมประพฤติได้ แต่เมื่อเทียบข้อมูลแล้ว จำนวนการรับแจ้งความคดีอาชญากรรม ปี 2566 พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 143 % เมื่อเทียบกับตัวเลขจำนวนคดีการรับแจ้งความในปี 2562
โดยในปี 2566 มีจำนวนคดีจากการรับแจ้งความ 1,371,008 คดี
ขณะที่ปี 2562 จำนวนคดีที่มีการรับแจ้งความมีเพียง 564,329 คดี

เมื่อดูที่ข้อมูลแบบลงลึกเป็นรายคดี สถิติแจ้งความสูง อันดับ 1 คือ กลุ่มคดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย (คดีที่กฎหมายกำหนดรัฐหรือเจ้าพนักงานของรัฐเท่านั้น มีอำนาจในการดําเนินคดีกับผู้กระทําความผิด เช่น คดีเกี่ยวกับยาเสพติด, อาวุธและวัตถุระเบิด, การพนัน, และอื่นๆ ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม) แจ้งความเพิ่มขึ้นถึง 143.3% โดยเฉพาะประเภทคดียาเสพติด มีการแจ้งความมากที่สุดในกลุ่มนี้ 1,124,058 คดี
รองลงมาอันดับ ที่ 2 คือ กลุ่มคดี ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์, วิ่งราวทรัพย์, ชิงทรัพย์, ปล้นทรัพย์, ฉ้อโกง, หรือทำให้เสียทรัพย์
ตัวเลขการแจ้งความแจ้งความเพิ่มขึ้นถึง 153.8% ในระยะเวลา 5 ปี โดยเฉพาะประเภทคดี ลักทรัพย์ มีการแจ้งความมากที่สุด ปี 2566 มีจำนวนแจ้งความ 130,215 คดี
และอันดับที่ 3 กลุ่มคดี ความผิดพิเศษ หรือ คดีที่มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายเฉพาะ เช่น พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์, พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก, พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ. ป่าไม้, และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีตัวเลขการแจ้งความพุ่งขึ้นถึง 119.1%
ที่น่าตกใจคือ ในคดีกลุ่มนี้ พบว่าตัวเลขการแจ้งความในความผิดฐานฉ้อโกงที่กระทำผ่านคอมพิวเตอร์ เพิ่มขึ้น 759.2% เมื่อเทียบระหว่างปี 2562 กับ 2566
โดยจากข้อมูล ตัวเลขในปี 2566 มีการแจ้งความ 13,112 คดี แต่เมื่อมาดูสถิติการจับกุม แม้อาจจะเป็นการจับกุมจากคดีค้างเก่ารวมอยู่ด้วย แต่ตัวเลขที่ปรากฎจับกุมได้ 5,103 คดี นั่นหมายความว่า หากเทียบเป็นสัดส่วนแล้วสามารถจับกุมได้เพียง 4 ใน 10 คดี ของที่มีการแจ้งความ
ส่วนอันดับที่ 4 กลุ่มคดี ชีวิต ร่างกาย และเพศ หรือ คดีที่มีความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกายของบุคคล เช่น ฆ่าผู้อื่น, ทำร้ายร่างกาย, ข่มขืนกระทำชำเรา, และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีตัวเลขการแจ้งความในระยะเวลา 5 ปี เพิ่มขึ้นถึง 130.32% โดยเฉพาะประเภทคดี ทำร้ายร่างกายสาหัส มีการแจ้งความมากที่สุด

ข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสถานการณ์คดีอาชญากรรมในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าย่อมหมายถึงภาระงานที่หนักหน่วงของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน อีกทั้งในยุคของดิจิทัลเทคโนโลยีที่เข้ามา ยิ่งทำให้คดีอาชญากรรมต่างๆมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ขีดความสามารถของระบบยุติธรรมกลับดูเหมือนว่าไม่ได้ขยายตัวตาม จนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่การสอบสวน การพิจารณาคดี ไปจนถึงการบังคับโทษ และการควบคุมผู้ต้องขัง
โดยเฉพาะ พนักงานสอบสวน ซึ่งถือเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ทำหน้าที่ทั้งการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นภาระงานที่หนักที่สุดในระบบตำรวจ
แต่เมื่อมาดูข้อมูลตัวเลขกำลังพลของพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ ตามข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2567 ระบุว่าประเทศไทยมีอัตรากำลังพนักงานสอบสวน 18,599 นาย ในความเป็นจริงมีพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติงานเพียง 12,010 นาย หรือเท่ากับว่ามีจำนวนของบุคลากรด้านงานสอบสวนที่ขาดหายไป ถึง 1 ใน 3 ซึ่งเกิดจากการถูกดึงตัวไปช่วยราชการในส่วนงานอื่น และอีกส่วนหนึ่งคือตำแหน่งที่ว่าง ไม่มีบุคลากรมาลง
นั่นหมายความว่า จะกลายเป็นภาระงานที่หนักถาโถมใส่พนักงานสอบสวนที่คงเหลืออยู่ หรือ คิดโดยเฉลี่ย พนักงานสอบสวน 1 นาย จะต้องรับผิดชอบการทำคดี เฉลี่ยประมาณ 200-300 คดีต่อปี และหากเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนคดีเกิดขึ้นสูง พนักงานสอบสวนบางนายอาจต้องทำคดีมากถึง 450 คดีต่อปี
ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรฐานในการทำคดีของพนักงานสอบสวน เอาไว้อยู่ที่ 70 คดี ต่อคน ต่อปี


การบริหารจัดการกำลังพล : ปริมาณงาน
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อธิบายเรื่องนี้ว่า ในความเป็นจริงแล้วคงไม่สามารถระบุตัวเลขมาตรฐานได้ตายตัว ว่าพนักงานสอบสวน 1 คน ควรทำกี่คดีต่อปี โดยพนักงานสอบสวนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น 191 มีปริมาณงานประเภทหนึ่ง พนักงานสอบสวนในต่างจังหวัดก็มีอีกประเภทหนึ่ง ส่วนพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เช่น บก.ปอท. คดีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , คดีค้ามนุษย์ หรือคดีที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอีกหลายด้าน ก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง ดังนั้นการวัดผลเป็นรายบุคคลให้เท่ากันคงไม่สามารถกำหนดชัดเจนแบบนั้นได้ อีกทั้งงานยากบางครั้งอาจต้องทำเป็นปีจึงจะเสร็จหนึ่งคดี ต้องมีการวางแผนประเมินพนักงานสอบสวนที่รับคดีพื้นฐานในสถานีตำรวจ ว่าแต่ละคนไม่ควรรับเกินเท่าไร
“ ผู้บังคับบัญชาและหัวหน้าโรงพักต้องใส่ใจดูว่าปริมาณงานกับตัวบุคคลมีความสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะคดีไม่รู้ตัว 80 คดี อาจเสร็จใน 3 วัน แต่คดีฆ่า หลบหนี ยาเสพติด ฟอกเงิน หรือคดีออนไลน์ บางครั้งปีหนึ่งก็ทำไม่เสร็จ พนักงานสอบสวนรับแจ้งความร้องทุกข์ทั้งหมด ซึ่งปะปนไปด้วยความยากง่าย คดีที่ต้องสอบพยานเป็น 100 ปาก คดีเดียวก็อาจเทียบเท่า 40 คดีง่ายๆ ดังนั้นความยากง่ายของสำนวนและเคสที่ผ่านมาเป็นสิ่งสำคัญ
ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาว่าคดีที่ยากควรทำเป็น “คณะพนักงานสอบสวน” หรือไม่ หรือให้สารวัตรช่วยดูแล หรือโอนสำนวนให้รองผู้กำกับช่วยทำโดยมีทีมลูกน้อง ต้องดูเป็นกรณีไป (case by case) แม้จะมีค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว แต่คดีพิเศษก็มีไม่น้อย
ส่วนการบริหารจัดการคดีที่ค้างอยู่ อาจให้พนักงานสอบสวนบางคน เช่น 4 ใน 10 คน มารวมกันทำสำนวนที่ค้างโรงพักให้เสร็จ ส่วนที่เหลืออีก 6 คนก็รับเวรและรับคดีใหม่ ไม่ควรให้พนักงานสอบสวนแบกรับสำนวนที่เยอะเกินไป เพราะมีผลต่อหน้าที่ ความเครียดสะสม และอาจถึงขั้นคิดสั้นจากโรคซึมเศร้า ตรงนี้ผู้บังคับบัญชาและหัวหน้าโรงพักมีส่วนสำคัญมากในการทำหน้าที่ใส่ใจดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา”
ปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวน
ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่าการขาดแคลน มีทั้งเกิดจากการเกษียณ, การปรับโอน, การสอบเป็นเนติบัณฑิตไปเป็นอัยการ/ผู้พิพากษา, หรือการโยกย้ายไปตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่พนักงานสอบสวน
สาเหตุที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มีการบรรจุพนักงานสอบสวนครบทุกตำแหน่งตามที่ขอไว้ เนื่องจากมาตรการบริหารภาครัฐไม่สามารถเพิ่มจำนวนกรอบของงบประมาณได้ ทำให้ทุกภาคส่วนมีความขาดแคลนอยู่แล้ว กรอบตำแหน่งตามอัตรากำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กำหนดไว้ 300,000 หรือ 200,000 ตำแหน่งนั้น ปัจจุบันก็ยังขาดบุคลากรอีกหลายหมื่นนาย งานสอบสวนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ประสบปัญหาขาดแคลน
“ การมีกรอบตำแหน่งไม่ได้หมายความว่าจะบรรจุได้หมด เพราะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้รับ การจะเป็นพนักงานสอบสวนมีความยากลำบากและใช้เวลาอบรมประมาณ 15 เดือน หลังจากรับเข้ามาในแต่ละปี ซึ่งจริงๆแล้วทางหน่วยงานให้ความสำคัญกับการบรรจุพนักงานสอบสวนเป็นอันดับแรก นักเรียนนายร้อยตำรวจ 95% ประมาณ 200 กว่าคน ต้องไปอยู่หน้างานสอบสวนก่อน
นอกจากนี้ ยังมีการรับบุคคลภายนอกที่มีคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์หรือกฎหมายจากต่างประเทศเข้ามาเป็นพนักงานสอบสวน ซึ่งรวมแล้วประมาณพันกว่านายต่อปีที่มีแผนจะบรรจุ หลังจากผ่านการอบรม ”
พล.ต.ท.อาชยน ยอมรับว่างานสอบสวนเป็นงานที่เหนื่อย มีความกดดัน และมีคู่กรณี ทำให้หลายคนต้องใช้กำลังใจ แรงจูงใจจึงมาจากเงินประจำตำแหน่งและเงินค่าทำสำนวน ประเด็นที่สองคือการกำหนดตำแหน่งให้มีความเจริญเติบโตหรือการเลื่อนไหลที่พอสมควร มีแนวโน้มที่จะกลับมาดำเนินการในส่วนนี้ เพื่อให้พนักงานสอบสวนยังคงอยู่ในสายงาน มีแรงจูงใจและความก้าวหน้า โดยมีการพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อดูแลพนักงานสอบสวนให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม สามารถดำรงชีพได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี และมีแผนระยะยาวครอบคลุมหลายปี โดยจะพิจารณาบรรจุเป็นพนักงานสอบสวนเป็นอันดับแรก ซึ่งมีอัตราส่วนมากกว่าสายงานอื่นเกือบทั้งหมด ระบบการดูแลพนักงานสอบสวน รวมถึงการเข้ามาและการให้อยู่ต่อ โดยต้องมีแรงจูงใจและการสนับสนุนความก้าวหน้า
“ หน่วยงานมีแผนพัฒนาพนักงานสอบสวนมาโดยตลอด ผู้บังคับบัญชาต้องดูแลพนักงานสอบสวนให้เข้าใจลักษณะงานว่าปริมาณงานแต่ละวันกับจำนวนพนักงานสอบสวนบางที่อาจขาดแคลน ล่าสุด ผู้บัญชาได้ออกคำสั่ง ห้ามช่วยราชการเด็ดขาด เพราะตามกฎหมายก็ช่วยไม่ได้อยู่แล้ว ผู้บังคับการจังหวัดหรือผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้อง ต้องเกลี่ยกำลังตำรวจที่เคยอยู่ในกองบังคับการด้านกฎหมายและคดีลงมาช่วยงานในโรงพักด้วย เนื่องจากบางจุดอยู่ในภาวะขาดแคลนและวิกฤต เช่น สน.พญาไท ที่เหลือพนักงานสอบสวนไม่กี่ราย ” พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าว
"70 คดีต่อปี" ไม่มีอยู่จริง!
เปิดใจพนักงานสอบสวน
เมื่อ “ระบบยุติธรรมไทย” ทรุดหนักใส่ 12,010 คน
พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย เลขานุการชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ อธิบายให้ฟังถึงภาระหน้าที่การทำงานของพนักงานสอบสวน ที่ต้องการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์นี้ กลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่สาธารณชนอาจไม่เคยรู้
ประเทศไทยมีสถานีตำรวจทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,484 แห่ง แบ่งออกเป็นสถานีตำรวจนครบาล (สน.) 88 แห่งในกรุงเทพฯ และสถานีตำรวจภูธร (สภ.) ในต่างจังหวัด อีก 1,396 แห่ง ขณะที่ สถานภาพกำลังพลที่ทำหน้าที่สอบสวน ตามข้อมูลปี 2567 มีจำนวน 18,599 ตำแหน่ง
แต่จากการสำรวจของชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ พบว่าคนครองตำแหน่งหรือที่นั่งทำงานจริง มีแค่ 12,010 ตำแหน่ง ขณะที่ตำแหน่งว่าง มี 6,589 ตำแหน่ง เท่ากับว่าคนขาดอยู่ถึง 1 ใน 3 ซึ่งหลักเกณฑ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กำหนดไว้ว่าพนักงานสอบสวน 1 คน ควรรับผิดชอบดูแลคดี ปีละไม่เกิน 70 สำนวนคดี แต่ความเป็นจริงคือ ปัจจุบันนี้ พนักงานสอบสวน 1 คน ต้องรับผิดชอบทำคดีเฉลี่ยคนละ 200-300 คดี บางคนทำมากกว่า 450 คดีต่อปี
“ ต้องยอมรับว่าตำแหน่งพนักงานสอบสวนไม่เป็นที่นิยมของข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะตำรวจรุ่นใหม่ๆ เพราะมองไม่เห็นโอกาสเติบโต งานหนัก รายได้น้อย และยังพบว่าอัตราที่ยังว่างอยู่ในตอนนี้ เป็นการว่างที่เกิดจากการถูกผู้บังคับบัญชาเรียกตัวไปช่วยราชการ แล้วไม่มีคนมาทำงานทดแทน ”
กว่าจะเป็น "สำนวน" : ในความซับซ้อนที่ซ่อนอยู่
พ.ต.อ.มานะ ฉายให้เห็นภาพงานของพนักงานสอบสวน ต่อให้เป็นคดีดูว่าเป็นคดี “ง่าย” แต่การทำงานไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนคิด เพราะมีรายละเอียดที่ต้องลงลึกและใช้เวลามาก ยกตัวอย่าง เช่น คดีรถหาย
สิ่งแรกที่พนักงานสอบสวนจะสอบถามคือ "เหตุเกิดที่ไหน" เพื่อยืนยันเขตอำนาจการสอบสวน หากประชาชนไปผิดโรงพัก เรื่องก็จะต้องถูกส่งต่อไปยังพื้นที่ที่รับผิดชอบอยู่ดี จากนั้นจะมีการซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่หายไป สถานที่เกิดเหตุ พฤติการณ์การจอดรถ การล็อก และเวลาที่เกิดเหตุ "พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน" ซึ่งหมายถึงการออกไปตรวจที่เกิดเหตุร่วมกับฝ่ายสืบสวนและป้องกันปราบปราม ทำแผนที่และบันทึกสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายรูป รวบรวมพยานหลักฐาน เช่น กล้องวงจรปิด ซักถาม รปภ. และผู้เสียหายอย่างละเอียด การประสานงานหน่วยงาน แจ้งฝ่ายสืบสวนเพื่อติดตามคนร้าย รอข้อมูลจากหน่วยงานอื่น กองพิสูจน์หลักฐาน, โรงพยาบาล, ธนาคาร
"การสอบปากคำ ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ไม่ใช่ทำได้รวดเดียวจบ นั่งซักถามไปตามแบบฟอร์ม จากนั้นก็ต้องจัดทำเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น บัญชีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย บันทึกสถานการณ์ที่เกิดเหตุ ซึ่งล้วนต้องใช้เวลาและรายละเอียดสูง คดีง่ายๆเพียงคดีเดียว หากไม่มีปัจจัยอื่นแทรก หน่วยงานอื่นให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูลกลับมาอย่างรวดเร็ว และที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ไกลจากโรงพัก ทั้งหมดนี้น่าจะ "ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง" แต่ในความเป็นจริง "ไม่ใช่ เพราะมีคดีซ้อนเข้ามาตลอดเวลา" หลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้แต่ละคดีล่าช้า”
หรือแม้แต่คดีที่ไม่ต้องออกตรวจที่เกิดเหตุ เช่น คดีเช็คเด้ง พนักงานสอบสวนก็ยังต้องตรวจสอบรายละเอียดมากมาย ตั้งแต่เช็คและใบคืนเช็ค เขตอำนาจของธนาคาร มูลหนี้ว่าเป็นการกู้ยืมที่มีหลักฐานทางกฎหมายหรือไม่ และที่สำคัญคือต้องดูว่าการแจ้งความอยู่ภายในอายุความ 3 เดือนหรือไม่
“ การพึ่งพาหน่วยงานภายนอก เป็นปัจจัยหนึ่งเหมือนกันที่ทำให้มีความล่าช้าของคดี พนักงานสอบสวนต้องรอเอกสารหรือผลพิสูจน์จากหน่วยงานอื่น เช่น กองพิสูจน์หลักฐาน ธนาคาร โรงพยาบาล หรือเรือนจำ หรือแม้แต่การที่พยาน ผู้เสียหายไม่มาตามนัด”
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่พนักงานสอบสวนเผชิญคือความเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการแจ้งความ ประชาชนจำนวนมากมาแจ้งความคดีอาญา โดยหวังให้ได้เงินคืน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะการเรียกร้องค่าเสียหาย ต้องดำเนินการทางคดีแพ่งต่างหาก ต้องฟ้องที่ศาลแพ่งและมักต้องใช้ทนาย
"การสอบสวนไม่ใช่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คุณได้เงินคืน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษทางอาญา ไม่ใช่มาทวงหนี้ อันนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดของประชาชนที่ต้องแก้"
จำนวนคดีกับจำนวนของกำลังพลที่ทำหน้าที่งานสอบสวน ซึ่งดูเหมือนสวนทางกัน อีกทั้งปริมาณคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้พนักงานสอบสวนเป็น "มนุษย์ธรรมดา" ที่รับไม่ไหว นำไปสู่ความเครียดสะสม ปัญหาสุขภาพจิต บางคนเป็นซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย
ภาระงานหนัก
ความรับผิดชอบมาก : ความกดดันมี
เมื่อมาดูที่ตัวเลขข้อมูลของสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าระหว่างปีงบประมาณ 2562-2567 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตจากภาวะรุนแรง รวม 173 ราย
โดยปี 2565 มีจำนวนสูงถึง 44 ราย โดยหลายคนมีภาวะซึมเศร้า เครียดสะสมจากงานสอบสวน
ขณะที่ข้อมูลจากโครงการ Depress We Care ซึมเศร้าเราใส่ใจ ของ รพ.ตำรวจ ระบุว่า ระหว่างปี 2561-2567 มีข้าราชการตำรวจและครอบครัวใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2566 ตำรวจใช้บริการผ่าน Inbox มากถึง 61 ครั้ง และสายด่วนอีก 82 ครั้ง
ต้นตอความเครียดจากหลายปัจจัย
เลขานุการชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ ไล่เรียงเริ่มจากอย่างแรก คือ
ปริมาณงานที่มากเกินไป พนักงานสอบสวนต้องรับมือกับสารพัดคดีที่เข้ามาพร้อมกัน ทั้งรถชน เช็คเด้ง ฉ้อโกงออนไลน์ ทะเลาะวิวาท คดีเด็กและเยาวชน หรือเรียกได้ว่าสารพัดรูปแบบคดี
ขาดผู้ช่วยและอัตรากำลังไม่เพียงพอ อัตราที่ควรจะเป็น 18,000 นายทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันตัวเลขที่แท้จริง มีกำลังคนเพียงแค่ 2 ใน 3 และเป็นการทำงานลำพัง ไม่มีตำแหน่ง “ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน”
ค่าตอบแทนต่ำและไม่มีความก้าวหน้าในอาชีพ ระบบ "เลื่อนไหล" ที่เคยช่วยส่งเสริมขวัญกำลังใจและให้พนักงานสอบสวนสามารถเลื่อนตำแหน่งตามความสามารถโดยไม่ต้องวิ่งเต้น ถูกยกเลิกไปในปี 2559 ทำให้ขวัญกำลังใจลดลง นอกจากนี้ ค่าตอบแทนสำนวนการสอบสวนไม่สอดคล้องกับความรับผิดชอบงานที่หนักหน่วง เพราะเป็นอัตราเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2534
สำนวนคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ค่าตอบแทนทำสำนวน 500 บาท
สำนวนคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปี ไม่เกิน 10 ปี ค่าตอบแทนทำสำนวน 1,000 บาท
สำนวนคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกเกิน 10 ปี ค่าตอบแทนทำสำนวน 1,500 บาท
สำนวนคดีจราจรทางบก มีผู้ได้รับอันตรายสาหัส หรือเสียชีวิต ค่าตอบแทนทำสำนวน 500-1,000 บาท
" ดังนั้นควรที่จะเพิ่มค่าตอบแทนการทำสำนวนให้เหมาะสม...อย่างน้อยๆ ต้องเท่ากับ พนักงานสอบสวน DSI " พ.ต.อ.มานะ เสนอ
แทรกแซงคดี : ด้วยระบบพวกพ้อง นิยมเงิน ยศถาบรรดาศักดิ์ และ “ระบบรุ่น”
พ.ต.อ.มานะ สะท้อนให้ฟังว่าสังคมไทยยังคงมี ระบบพวกพ้อง นิยมเงิน ยศถาบรรดาศักดิ์ และระบบรุ่น ทำให้เกิดการแทรกแซงคดี แม้แต่ตัวเขาเองยังเคยเจอ
“ ผมทำคดีกำลังสอบปากคำอยู่ จู่ๆก็ส่งสายโทรศัพท์มาให้คุย บอกคนชื่อนี้ อยากคุยด้วยแต่ผมก็ปฏิเสธไป และย้อนถามเขานั่งมาในรถคุณรึเปล่า อยู่ในเหตุการณ์ไหม ถ้าไม่ใช่ผมไม่คุย ผมจะสอบปากคำคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ”
หรือแม้แต่บางครั้งพนักงานสอบสวนอาจถูก "ฝาก" ให้ดูแลคดีพิเศษ บางครั้งก็มีที่มาจากผู้บังคับบัญชาเอง เรียกไปบอกว่า "นายฝากมา พรรคพวกกันนะดูแลด้วย" แม้จะไม่ใช่การสั่งพลิกคดีโดยตรง แต่ก็สร้างความอึดอัด นอกจากนี้ยังมีการโยกย้ายตำแหน่งที่จิ้มใส่เลย โดยไม่คำนึงถึงความถนัดหรือประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ ”
แรงกดดันจาก KPI : บิดเบือนภาพอาชญากรรมจริง
ตัวชี้วัด KPI ของสถานีตำรวจ ที่มีการแบ่งตามหน้างาน ทั้งงานสืบสวน วัดที่การจับกุมตามหมายจับ เช่น มีหมายจับ 100 หมาย จับได้กี่เปอร์เซ็นต์ และการจับกุมคดียาเสพติด
ขณะที่งานปราบปราม วัดจากการป้องกันเหตุ เช่น ป้องกันเหตุรถหาย หรือการโจรกรรมรถยนต์ จักรยานยนต์ในพื้นที่ การตั้งด่านตรวจ จับกุมผู้กระทำผิด ส่วนงานจราจร วัดจากจำนวนอุบัติเหตุจราจร ปัญหารถติด และความปลอดภัยทางจราจร
ส่วนงานสอบสวน ดูที่ปริมาณสำนวนค้าง เป็นตัววัดหลัก เช่น คดีควรจะเสร็จใน 3 เดือน หากไม่เสร็จถือว่าค้าง บางสถานีตำรวจที่มีภาระงานเยอะ เช่น บางเขน อาจมีคดีค้างข้ามปี
แม้หากการทำงานจะไม่เป็นไปตาม KPI ที่กำหนด ผลที่ตามมาไม่ได้มีโทษทางวินัย หรือผลกระทบเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ การเลื่อนขั้น และการวัดผลยังมีการพิจารณาหลายปัจจัยร่วมด้วย แต่ถือเป็นเรื่องที่สร้างความกดดัน เพราะเมื่อมีการประชุมผู้กำกับสถานีจะถูกเรียกไปชี้แจงและอาจโดนตำหนิในการประชุม ถึงแม้ว่าจะสามารถอธิบายสาเหตุต่อที่ประชุมได้ เช่น ขนาดพื้นที่รับผิดชอบใหญ่ทำให้มีคดีเกิดเยอะ หรือมีคนน้อย
แต่การประเมินการทำงานด้วย KPI แม้ด้านหนึ่งจะเป็น "ตัวกระตุ้น" ให้เกิดการทำงาน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง แน่นอนว่า KPI โรงพัก สร้างแรงกดดันในการทำงานของตำรวจ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน จนบางครั้งนำไปสู่การสร้างเทคนิค เพื่อหลบเลี่ยง “ความจริง”
“ บางครั้งก็มีเรื่องของ นโยบายปากเปล่า ของผู้บังคับบัญชา ไม่ให้รับคดีที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำผิด เข้าสู่ระบบสำนวน เช่น คดีลักวิ่งชิงปล้น ถ้ายังไม่รู้ว่าใครกระทำความผิด ก็ยังไม่ให้รับคดีเป็นสำนวน แค่ให้ลงบันทึกประจำวันไว้ ไม่ต้องลงเข้าสู่ระบบสำนวนคดี เพราะกลัว KPI มันจะเสีย ไม่อยากให้กระทบ KPI ด้านการป้องกัน เพราะมันจะต้องไปรายงานประจำเดือนว่า มีเหตุลักทรัพย์ ทำไมยังจับไม่ได้
แต่การทำแบบนี้ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย เพราะมันทำให้ข้อมูลอาชญากรรมไม่ตรงกับความเป็นจริง และส่งผลต่อการวางแผนป้องกัน เมื่ออาชญากรรมมันเกิดขึ้น สํานักงานตำรวจต้องกล้าที่จะรับแจ้งความทุกเรื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลจริงเอาไปบริหารในการวางแผนป้องกันอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ " พ.ต.อ.มานะ กล่าว
“ หากปัญหาของพนักงานสอบสวนถูกมองข้าม เราก็จะยิ่งสูญเสียพนักงานสอบสวนที่มีคุณภาพไปเรื่อยๆ...ที่สำคัญการให้การสนับสนุนที่เพียงพอ ผลที่คืนกลับมาไม่ใช่แค่เพื่อตัวพนักงานสอบสวน แต่เพื่อสร้างความยุติธรรมให้กับประชาชน
ถึงเราจะเห็นคนหันไปพึ่งช่องทางอื่นๆ เช่น รายการทีวี หรือนักเคลื่อนไหวทางสังคม แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้วเรื่องส่วนใหญ่ก็มักจะถูกส่งกลับมาให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการอยู่ดี...ผมยังเชื่อมั่นว่าประชาชนเขายังเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ เพียงแต่ระบบต้องเปลี่ยน แม้จะมีปัญหาและความล่าช้า เห็นได้จากปริมาณคนที่ยังคงมาแจ้งความที่โรงพักเป็นจำนวนมาก ถ้าเขาไม่เชื่อมั่นการทำงานของตำรวจแล้ว โรงพักก็คงจะไม่มีคนหรอกครั" พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย เลขานุการชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ สะท้อนมุมมอง
จากต้นน้ำ สู่กลางน้ำ กระบวนการยุติธรรม
แม้จากข้อมูลของตำรวจ จะพบว่าสถิติจำนวนคดีที่รับแจ้งความและจับกุมของตำรวจจะเพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อดูที่ข้อมูลของจำนวนคดีที่ส่งไปยังพนักงานอัยการ กลับพบว่ามีจำนวนลดลง รวมถึงจำนวนคดีที่เข้าสู่ชั้นศาล แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่าง ต้นน้ำ และ กลางน้ำ ของกระบวนการยุติธรรม
โดยเฉพาะในปี 2565 และ 2566 คดีที่ถูกจับกุมจำนวนมากของตำรวจ ไม่ได้นำไปสู่การดำเนินการในชั้นอัยการหรือศาลในสัดส่วนเดียวกัน คือ ตัวเลขของจำนวนคดีการรับแจ้งความและการจับกุมของตำรวจเพิ่มสูงขึ้น แต่ตัวเลขคดีที่ส่งมาให้อัยการลดลง แม้ว่าตัวเลขบางปีจะมีความผกผันอยู่บ้างก็ตาม
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่พบจากดาต้าข้อมูลคือ จำนวนคดีที่อัยการส่งฟ้องมีจำนวนลดลง และคดีที่คงค้างของอัยการในแต่ละปี ไม่มีแนวโน้มลดลง แสดงให้เห็นถึงภาระงานที่สะสมเรื่อย ๆ และอาจสะท้อนถึง “ปัญหาคอขวด” หรือ “รอยรั่ว” ในกระบวนการยุติธรรม ที่กำลังต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

เมื่อมาดูที่สถิติข้อมูลจำนวนของอัยการ อัตรากำลังรวมของข้าราชการอัยการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ถึง 2567
พ.ศ. 2562 อัตรากำลังรวม 3,862 คน
พ.ศ. 2563 อัตรากำลังรวม 4,236 คน (เพิ่มขึ้นมาก)
พ.ศ. 2564 อัตรากำลังรวม 4,151 คน (ลดลงเล็กน้อยจากปี 2563)
พ.ศ. 2565 อัตรากำลังรวม 4,224 คน (เพิ่มขึ้นจากปี 2564 แต่ยังน้อยกว่าปี 2563 เล็กน้อย)
พ.ศ. 2566 อัตรากำลังรวม 4,360 คน (เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี)
พ.ศ. 2567 อัตรากำลังรวม 4,257 คน (ลดลงจากปี 2566 เล็กน้อย)
การที่อัตรากำลังข้าราชการอัยการโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 3,862 คนในปี 2562 เป็น 4,360 คนในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 498 คน) สูงที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการปฏิบัติภารกิจ หรืออาจบ่งชี้ว่าสำนักงานอัยการสูงสุดมีการขยายตัวของภารกิจ หรือมีปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ซับซ้อนขึ้น จึงทำให้จำเป็นต้องเพิ่มกำลังคน เพื่อรองรับงานดังกล่าว เช่น คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คดีไซเบอร์ หรือคดีข้ามชาติ อาจมีความต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งส่งผลให้มีการเพิ่มอัตรากำลังในบางตำแหน่งหรือบางระดับ สะท้อนถึงแผนระยะยาวของหน่วยงานในการขยายขีดความสามารถ
เจาะลึก “คอขวด” กระบวนการยุติธรรม
ปัญหาคดีคงค้างและทางออกเชิงระบบ
ภาพรวมของคดีคงค้างจำนวนมหาศาลในชั้นอัยการ มักถูกมองว่าเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนถึงปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อนมากกว่าสถิติจะบอกได้
“ เรื่องนี้อาจต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ สาเหตุการเพิ่มขึ้นของคดี ต้องบอกว่าการเพิ่มขึ้นของคดีอาชญากรรม ไม่ได้ขึ้นกับคนในกระบวนการยุติธรรม ไม่ขึ้นกับตำรวจ อัยการ หรือศาลที่ทำให้คดีเพิ่มขึ้น แต่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เช่น เศรษฐกิจไม่ดีทำให้เกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือปัญหาความขัดแย้งทางความคิด" นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวอย่างชัดเจน
"และอีกส่วนหนึ่งถึงแม้ว่าจำนวนคดีเข้ามามาก แต่ปัญหาคดีค้าง ไม่ได้เกิดจากคดีซับซ้อน หรือยาก แต่เกิดจาก “บุคลากร” ไม่เพียงพอ "
คดีค้าง: ปัญหาที่ไม่ได้มาจากความซับซ้อน
"ปัจจุบันอัยการทั่วประเทศมีไม่ถึง 5,000 คน เรามีแค่ประมาณ 4,000 กว่าคน ซึ่งไม่สอดรับกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น" นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวนเริ่มต้นด้วยฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ของปัญหา ด้วยตัวเลขจำนวนของบุคลากรที่เปรียบเสมือนเป็น “กลางน้ำ” ของกระบวนการยุติธรรม ชนิดที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ความหนักหน่วงของภาระงานนี้ รองอธิบดีอัยการ เล่าผ่านประสบการณ์ตรงจากอดีตเมื่อครั้งที่เป็น “อัยการจังหวัดพัทยา” ปี 2557 แต่ละวันต้องรับสำนวนใหม่เฉลี่ยวันละ 80 คดี ซึ่งมีเข้ามาทุกวัน แม้ว่าราชการจะหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่การกระทำความผิดไม่หยุด
เมื่อมาตรฐานสูง ส่วนทางกับความต้องการ
กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ
ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรไม่ได้เกิดจากการไม่มีผู้สนใจเข้ามาทำงาน แต่อยู่ที่ความยากของการสรรหา เนื่องจากการสรรหาบุคลากรเป็นเรื่องยากและเข้มงวดมาก เนื่องจากมีการตั้งมาตรฐานคุณสมบัติไว้สูงคล้ายกับผู้พิพากษา เพื่อรักษาคุณภาพในการวินิจฉัยคดีและเรื่องความยุติธรรม คือ ต้องจบปริญญาตรีนิติศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย และมีประสบการณ์วิชาชีพด้านกฎหมายอย่างน้อย 2 ปี เช่น เป็นทนายความ นิติกร หรือพนักงานสอบสวน อายุต้อง 25 ปีขึ้นไป
สิ่งที่น่าสนใจคือตัวเลขการสอบที่มีอัตราการแข่งขันสูง และผู้สอบผ่านน้อยมาก เพราะทำคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ครึ่งหนึ่งที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่สูงขององค์กร สะท้อนถึงความยากของการเข้าสู่อาชีพนี้ ทั้งๆที่มีตำแหน่งว่างรออยู่
เช่น การสอบใน "สนามใหญ่" (นิติศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตไทย) มีผู้สมัครเกือบ 7,000 คน แต่สอบได้เพียง 58 คน
ส่วน "สนามเล็ก" (นิติศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิตไทย และปริญญาโทกฎหมาย) มีผู้สมัคร 2,000 คน แต่สอบได้เพียง 22 คน
แน่นอนว่า เมื่อคนน้อย คดีมาก การบริหารจัดการคดีย่อมเป็นไปอย่างยากลำบาก ผลกระทบที่ตามมาคือ ทำให้มีคดีค้างสะสม ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารคดี กลายเป็น "คอขวด" ของกระบวนการยุติธรรม เพราะแม้มีตำแหน่งว่าง แต่กลับไม่มีคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสอบผ่านเข้ามาทำหน้าที่ได้
ซึ่งปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและการสรรหานี้ “ผู้พิพากษา” ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
ซึ่งรองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน เสนอแนวคิดในการแก้ปัญหานี้ว่า ควรเปลี่ยนจากการคัดกรองที่จุดเข้า หรือการสอบ มาเป็นการพัฒนาหลังเข้าทำงาน ด้วยการฝึกอบรม ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ ถ้าถามความเห็นของผมในมุมมองส่วนตัว การแก้ไขปัญหาบุคลากรขาดแคลนเราอาจจะต้องลดความยากของการออกข้อสอบลง เพื่อให้ได้จำนวนคนตามตำแหน่งที่ว่างอยู่ เพราะปัจจุบันอัยการมีตำแหน่งว่าง 180 อัตรา แต่สอบได้เพียง 58 คนในสนามใหญ่ และ 22 คนในสนามเล็ก จากที่ต้องการทั้งหมด 90 คน
เพราะถ้าเราดูคุณสมบัติอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในการจะสมัครสอบได้ คุณสมบัติค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือเมื่อมีผู้สอบผ่านเข้ามาได้มากขึ้น จะต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมอย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความรู้และความมุ่งมั่นเพียงพอ "
"กลางน้ำ" ที่ลำบากที่สุด
อีกสิ่งที่น่าสนใจจากมุมมองของอัยการ คือ กระบวนการทำงาน การเป็น "กลางน้ำ" ที่ลำบากที่สุดในกระบวนการยุติธรรม เพราะกระบวนการยุติธรรมในไทย มีการแบ่งแยกหน้าที่มากเกินไป ระหว่างชั้นสอบสวน กับชั้นสั่งคดี ทำให้ 'กลางน้ำ' อย่างอัยการ เผชิญสถานการณ์ทำงานที่ยากลำบาก
“ การแบ่งแยกแบบนี้ ทำให้อัยการไม่เคยเห็นตัวพยานจริง มีแต่เห็นสำนวนกระดาษ นอกจากวันที่ไปขึ้นศาล ต้องเข้าใจว่าการที่อัยการต้องพิจารณาคดีจากเอกสารเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่มีโอกาสได้พบพยานหรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้การสั่งคดีเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงหรือมีความซับซ้อน ”
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนทำให้คดีล่าช้าคือ การรอสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวน เพราะปัญหาเรื่องจำนวนคดีค้างสะสมมากมาย แม้จะมีระเบียบกำหนดให้รายงานสำนวนค้างและมีการนัดสืบพยานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งรัดคดีแล้ว แต่ปัญหาความล่าช้าก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะคดีฝากขัง ซึ่งมีกำหนดเวลาสูงสุด 84 วันที่ต้องส่งศาล
แต่ตำรวจมักส่งสำนวนในช่วงใกล้ครบกำหนดเกินไป ทำให้อัยการต้องรีบตัดสินใจภายใต้ความกดดัน
" หากมีการปรับการส่งสำนวนคดีฝากขัง ให้ตำรวจส่งสำนวนให้อัยการดูแต่เนิ่น ๆ อย่างน้อย 2 ฝาก (24 วัน) ก่อนครบกำหนด เพื่อให้อัยการมีเวลาเพียงพอในการตรวจสอบและสั่งคดี การแบ่งปันเวลาอย่างเป็นธรรมจะช่วยให้การพิจารณาคดีมีคุณภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะต้องขยายเวลาฝากขังหรือปล่อยตัวผู้ต้องหาไปโดยไม่มีการดำเนินคดี " รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบ
เหตุแห่ง "ไม่ฟ้อง" และ "เหตุอื่น"
การกลั่นกรองคดีในชั้นอัยการ
การตัดสินใจของอัยการ นอกจากมีความเห็น “สั่งฟ้อง” แล้ว ยังมี "สั่งไม่ฟ้อง"
นายวัชรินทร์ อธิบายให้ฟังว่าเหตุผลสำคัญที่จะทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง คือการที่ "พยานหลักฐานที่ไม่เพียงพอ" ที่จะเอาผิดผู้ต้องหาได้ โดยหากอัยการมีคำสั่ง ไม่ฟ้อง(ยกเว้นกรณีคำสั่งของอัยการสูงสุด) จะถูกตรวจสอบจากผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี
ส่วน "เหตุอื่น" ในการสั่งยุติคดี หมายถึงกรณีที่คดีขาดอายุความ หรือเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวที่ผู้เสียหายยอมความกัน หรือมีการถอนคำร้องทุกข์ ทำให้คดีไม่จำเป็นต้องไปถึงชั้นศาล
นอกจากนี้บทบาทของการไกล่เกลี่ยคดีในชั้นอัยการก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในคดีที่ยอมความกันได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกเว้นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้
"ถ้าอัยการได้ช่วยให้ประเด็นดังกล่าวไกล่เกลี่ยได้ แล้วเขายอมให้เปรียบเทียบ มันก็จะเป็นการช่วยลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ชั้นศาลได้" นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าว
เปิดความจริงเบื้องหลังอาชญากรรมไทย 87.7% หายไปจากระบบ
จากข้อมูลของตัวเลขคดีอาชญากรรมที่ปรากฏข้างต้นทั้งหมดนี้ แต่แท้จริงแล้วคดีที่เห็นยังไม่ใช่ตัวเลขสุทธิของคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะมีคดีอีกจำนวนไม่น้อยไม่น้อย ที่ “เหยื่อ” หรือ “ผู้เสียหาย” เลือกที่จะไม่แจ้งความ สถิติตำรวจที่เราเห็น จึงกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริง
จาก รายงานผลสำรวจสถิติอาชญากรรมภาคประชาชน โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีการทำ Victim Survey ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง 30 จังหวัด แบบมีชั้นภูมิ (Stratified One Stage Sampling) เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ และสามารถใช้เป็นตัวแทนข้อมูลทั่วประเทศได้ ได้กลุ่มตัวอย่างประมาณ 1,400 ครัวเรือน หรือกว่าหมื่นคน เพื่อให้ได้ข้อมูลสถานการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
ซึ่งผลสำรวจกลับเผยให้เห็นว่า สถานการณ์อาชญากรรมในไทยซับซ้อนกว่าที่เราเคยคิด และชี้ให้เห็นถึงช่องว่างอันใหญ่ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่หน่วยงานรับรู้
รศ.พ.ต.ต.ดร.ชวนัสถ์ เจนการ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็น 1 ในทีมวิจัยสำรวจสถิติอาชญากรรมภาคประชาชน อธิบายว่าความแตกต่างของข้อมูลอาชญากรรมที่ได้จากการสำรวจประชาชนโดยตรง (Victim Survey) เทียบกับสถิติจากตำรวจว่าข้อมูลจากตำรวจมักถูกนำไปใช้อ้างอิงเป็นหลัก แต่ความจริงแล้วข้อมูลเหล่านั้นอาจแสดงภาพที่ไม่สมบูรณ์
“ การทำ Victim Survey ของเราวิธีการเก็บข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐานสากล ภายใต้งบประมาณที่น้อยกว่า ในสหรัฐอเมริกาใช้ บริษัท Gallup Poll เก็บข้อมูลเรื่องนี้ทุกรัฐ ใช้งบประมาณหลายร้อยล้านหรือพันล้านบาท โครงการ WJP World Justice Project ก็ใช้งบประมาณหลายสิบล้านบาทต่อ 1 ประเทศ ของประเทศไทยเราใช้งบประมาณแค่ประมาณ 1 ล้านบาทบวกลบ
ในต่างประเทศใช้คำว่า 'ภูเขาน้ำแข็ง' คือสิ่งที่เราเห็นในบันทึกของตำรวจ จริงๆแล้วเป็นเพียงแค่ปลายของภูเขาน้ำแข็ง เพราะใต้ภูเขาน้ำแข็ง ตัวเลขที่ยังจมน้ำอยู่ยังมีอีกจำนวนมาก ซึ่งของบ้านเราแนวโน้มอาชญากรรมที่พบเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน คือเรื่องของการหลอกลวงฉ้อโกง เรื่องคดีอาชญากรรมเทคโนโลยี การหลอกลวงทางเทคโนโลยี เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ”
โดยงานวิจัยสำรวจพบข้อมูลในปี 2563 อาชญากรรมถึง 87.7% ไม่เคยเข้าสู่ระบบความยุติธรรมใดๆเลย จากการสำรวจประชาชน 11,834 คน พบผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม 1,110 คน (9.4%) ซึ่งประสบเหตุการณ์อาชญากรรมรวม 1,237 ครั้ง แต่มีเพียง 152 ครั้งเท่านั้น (12.3%) ที่มีการแจ้งความต่อตำรวจ ส่วนที่เหลือกลายเป็น "Dark Figure of Crime" หรือ "ตัวเลขที่ซ่อนอยู่ของอาชญากรรม" ที่ไม่มีใครรู้
โดยเฉพาะ เหยื่อของคดี ฉ้อโกงหลอกลวง
- หลอกขายสินค้าออนไลน์แต่ไม่ส่งของ (27.8%)
- หลอกว่าถูกรางวัลให้เสียค่าดำเนินการ (21.7%)
- หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย (8.5-9.4%)
- หลอกให้ลงทุน/แชร์ลูกโซ่ (7.0-8.4%)
- โรแมนซ์สแกม (5.3%)
ส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์หรือโทรศัพท์ถึง 62.6% และยังพบว่าปัญหาสำคัญคือ แม้เหยื่อจะแจ้งความแล้ว ตำรวจมักติดตาม ตรวจสอบ และอายัดบัญชีไม่ทัน
สาเหตุหลักที่ประชาชนไม่แจ้งความ
- ไม่เกิดความเสียหาย (44.3%)
- เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย (33.7%)
- ยุ่งยาก ไม่อยากเป็นคดีความ (19.9%)
- ไม่สะดวก ไม่มีเวลา (17.8%)
- ขาดพยานหลักฐาน (6.8%)
นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่นๆ รวมถึง การคิดว่าตำรวจติดตามไม่ได้, ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่/ผู้มีอิทธิพล, ไม่เชื่อมั่นประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่, กลัวถูกแก้แค้น หรือเป็นเรื่องน่าอับอาย
ขณะที่ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยในปี 2565 และปี 2566 แม้ผลสำรวจจะไม่พบว่ามี“ผู้เสียหาย” ที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบความยุติธรรมใดๆเลย และตัวเลขของ “ผู้เสียหาย” ที่ไปแจ้งความกับตำรวจเพิ่มสูงขึ้น แต่จุดที่น่าสนใจ คือ ช่องทางอื่นๆ ที่ถูกเลือกในการแจ้งขอความช่วยเหลือเมื่อตกเป็นเหยื่อในคดีอาชญากรรม แทนการไปแจ้งความกับตำรวจ ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะ การเลือกไปแจ้งขอต่อเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานอื่นๆ
ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าแม้ประชาชนส่วนใหญ่ (66.9%) จะให้ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม แต่ผู้ที่ไม่เชื่อมั่น ก็ยังคงมี และให้เหตุผลที่น่าคิด
- ความล่าช้า
- ไม่แจ้งความคืบหน้า
- ติดต่อหน่วยงานยาก
- การเลือกปฏิบัติ
- การทุจริตคอรัปชั่น
- การแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ/การเมือง
ข้อมูลและตัวเลขเหล่านี้ แม้จะเป็นใต้ฐานภูเขาน้ำแข็ง แต่การที่อาชญากรรมไม่เข้าสู่ระบบความยุติธรรม อาจส่งผลทำให้กระบวนการยุติธรรมล่มสลาย เพราะหากเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับรู้สถานการณ์ที่แท้จริง ก็ยากที่จะวางแผนแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในการวางแผนเชิงนโยบาย
“ ถ้าผมวิเคราะห์ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เอาจำนวนคดีพื้นฐานจาก Victim Survey ที่ค้นพบให้ตำรวจทำ ผมบอกเลยว่าเพิ่มคนและเพิ่มเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะหนึ่งในประเด็นสำคัญที่การสำรวจเผยให้เห็น คือปัญหาของระบบงานตำรวจ สิ่งที่เรากำลังจะบอกคือคุณต้องเปลี่ยนระบบ Paperwork อันนี้จำเป็นต้องทำ ถ้าคุณต้องการเอาข้อมูลทุกคดีนำเข้ามาสู่การวิเคราะห์ในเชิงนโยบาย
การที่จะสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมา ผมไม่ได้มองว่าควรเพิ่มกำลังคน แต่มันควรเป็นการ ปรับระบบ ปรับลดปริมาณงาน เช่น คดีเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่รู้ตัว หรือยังไม่รู้ตัว ต้องทำสำนวนเต็มรูปแบบเลยไหม รถหายแค่ทำประกาศสืบจับ ใช้เทคโนโลยีมาช่วย เปลี่ยนจากการทำสำนวนรถหาย 1 คันใช้เวลาทั้งวัน เป็นแค่ 20-15 นาที
เพราะหากประชาชน เขาไม่เชื่อว่าการแจ้งความแล้วจะมีขั้นตอนดำเนินการที่ช่วยลดอาชญากรรมได้ ถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็จะไม่ไปแจ้งความ...เมื่อคดีไม่เข้าสู่ระบบ ก็ไม่มีข้อมูลที่จะใช้ในการวางแผนต่อไป " รศ.พ.ต.ต.ดร.ชวนัสถ์กล่าว
ช่องว่างระหว่างสถิติกับความจริง
เมื่อเหยื่อไม่กล้าเข้าสู่ระบบ
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ ผ่านประสบการณ์การทำงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนมานานหลายปี
"ตัวอย่างง่ายๆ กรณีความรุนแรงต่อผู้หญิง ความรุนแรงในครอบครัว เช่น ผัวตีเมีย แม่ตีลูก พ่อแม่ปู่ย่าตายายตีเด็ก ถ้าเราไปดูสถิติการไปแจ้งความจะน้อยมากเลย แต่ถ้าไปดูสถิติจากโรงพยาบาล ผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้าร่างกายแล้วไปรักษาตัว จำนวนตัวเลขสูงกว่าที่มีการแจ้งความหลายเท่า"
ข้อมูลนี้เผยให้เห็นว่า กรณีความรุนแรงในครอบครัว ส่วนใหญ่เหยื่อมักไม่ได้ไปแจ้งความ ทำให้โอกาสในการเข้าถึงความยุติธรรมมีน้อย ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงในกรณีการล่วงละเมิดทางเพศ
อุปสรรคในการแจ้งความคดีทางเพศ
สำหรับคดีการล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหามีหลายมิติ ตั้งแต่การขาดแคลนพนักงานสอบสวนหญิง ไปจนถึงการไม่มีห้องส่วนตัวสำหรับแจ้งความในคดีที่อ่อนไหว
"โรงพักส่วนมากไม่มีห้องสำหรับแจ้งความคดีที่อ่อนไหวทางเพศ ทำให้เหยื่อถูกมองจากคนทั้งโรงพัก และถูก 'Victim Blaming' หรือการโทษเหยื่อ"
ปัญหาเหล่านี้ทำให้เรื่องราวในหลายกรณีไม่มีการแจ้งความ และเมื่อไม่มีการแจ้งความก็หมายถึงการไม่มีการดำเนินคดี ผู้กระทำผิดจึงไม่ได้รับการลงโทษตามควร
ปัญหาระบบเยียวยา : เมื่อกฎหมายไม่เท่าทันความเป็นจริง
อังคณา สะท้อนให้ฟังว่าพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา แม้จะถูกปรับปรุงใหม่ แต่ปัจจุบันยังคงมีปัญหาที่ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาได้
"พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญายังคงมีปัญหาอยู่ว่าต้องแจ้งความภายใน 1 ปีหลังเกิดเหตุ หากแจ้งช้ากว่านั้นจะไม่มีสิทธิ์รับการเยียวยา ซึ่งปัญหานี้ยิ่งซับซ้อนเมื่อแม้จะแจ้งความแล้ว กว่าจะพิสูจน์ความจริงและพนักงานสอบสวนจะทำคดีเสร็จส่งศาล บางทีเหยื่อก็เสียสิทธิ์ในการได้รับความช่วยเหลือเยียวยาไปแล้ว"
ออกกฎหมายเพื่อช่วย “เหยื่อ” แต่กลับไปไม่ถึง “เหยื่อ”
แม้ว่า พ.ร.บ. นี้ จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมจำเลยที่ติดคุกฟรีด้วย โดยชดเชยวันละ 400 บาท แต่ก็มีเงื่อนไขที่ทำให้เกือบจะไม่มีใครได้รับประโยชน์
"เราพบว่าศาลไทยเวลาตัดสินคดี แทบไม่เขียนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนมากจะเขียนว่า 'ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย' ทำให้ผู้ที่ติดคุกฟรีไม่มีสิทธิ์รับการเยียวยาตาม พ.ร.บ.นี้เลย" อังคณากล่าว
การฟ้องแกล้ง : อาวุธใหม่ในการปิดปากเสียงต่อต้าน
อีกปัญหาหนึ่งด้านสิทธิมนุษยชนที่พบและเกิดขึ้นจริง คือ การนำคดีความมาใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ ผ่านการฟ้องร้องแบบ SLAPP suits (Strategic Lawsuit Against Public Participation)
"การฟ้องร้องดำเนินคดีแบบฟ้องแกล้งหรือฟ้องปิดปาก ถูกนำมาใช้มาก เช่น บริษัทเอกชนฟ้องนักสิทธิมนุษยชน หรือชาวบ้านที่ต่อต้านการทำเหมือง"
วิธีการนี้มีประสิทธิภาพสูงในการทำให้ชาวบ้านหยุดการเคลื่อนไหว เพราะเมื่อถูกฟ้อง ภาระในการพิสูจน์เป็นของชาวบ้าน และหลายครั้งมีการเลือกฟ้องในจังหวัดห่างไกล ทำให้เป็นภาระอย่างมากในการเดินทางขึ้นศาล
ความล่าช้า : ปัญหาเรื้อรังที่ทำลายความเป็นธรรม
อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน บอกว่าปัญหาความล่าช้าของคดีเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทุกฝ่าย เพราะเมื่อการพิจารณาในแต่ละคดีใช้เวลาหลายปี คนที่ถูกฟ้องก็ลำบาก แม้แต่จำเลยที่ถูกฟ้อง กว่าศาลจะพิพากษาว่าเขาจะหลุดคดี ระหว่างนี้ก็ทำมาหากินไม่ได้ ไม่มีใครรับสมัครงานหากยังมีคดีอยู่ ซึ่งปัญหานี้ ในมุมมองของนักสิทธิมนุษยชนเห็นว่าเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการที่ตำรวจทำคดีล่าช้า ขาดแคลนพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนหญิงสำหรับคดีที่เกี่ยวกับทางเพศ
ความเสี่ยงจากการพิจารณาคดีบนสื่อ
ความจำเป็นปฏิรูปเร่งด่วน
ความล้มเหลวของระบบยุติธรรมดั้งเดิม ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ประชาชนเลือกพึ่งสื่อหรือเพจดังๆ มากกว่าการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ
"ถามว่าทำไมวันนี้ทุกคนวิ่งไปหาเพจดังๆ หรือพยายามวิ่งเต้นให้ได้ออกรายการโทรทัศน์ที่สร้างกระแส ตรงนี้สะท้อนว่าชาวบ้านไม่พึ่งกระบวนการยุติธรรมปกติแล้ว แม้ว่าสื่อจะสามารถช่วยสร้างกระแสและทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้ แต่ก็มีความเสี่ยงในการสร้างดราม่า หรือทำให้ข้อเท็จจริงผิดเพี้ยนไป"
อังคณาให้มุมมองว่าปรากฏการณ์ที่ประชาชนหันไปพึ่งเพจดังมากกว่าตำรวจ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมธรรมดา แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนที่ส่งข้อความชัดเจนว่า ระบบยุติธรรมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่น ซึ่งการที่สื่อมีบทบาทในการ "พิจารณาคดี" ก่อนศาล สร้างปัญหาที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานของความเป็นธรรม
"ตามหลักการพื้นฐานของการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมคือ การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนคือผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่บางทีเมื่อไปออกสื่อดังๆ กลายเป็นว่าฟันธงไปเลยว่าคนนี้ผิดแล้ว การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อ ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างของผู้ถูกกล่าวหา ทำให้เกิดการลงโทษทางสังคมก่อนที่จะมีการพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลด้วยซ้ำ"
“ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเจ้าหน้าที่ในการให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ทำอย่างไรให้ “เหยื่อ” รู้สึกปลอดภัยเมื่อไปแจ้งความ และทำอย่างไรให้มีพนักงานสอบสวนเพียงพอในการเร่งติดตามคดี ถ้าไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ในอนาคตอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะเป็นภัยต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว ” อังคณา กล่าวทิ้งท้าย
“ 4 ปฏิรูป ” แก้วิกฤตระบบยุติธรรมไทย
ปัญหา “คอขวด” ในกระบวนการยุติธรรมไทย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างปริมาณคดีกับขีดความสามารถของระบบ สถิติการเพิ่มขึ้นของคดี การล่าช้าในศาล และเรือนจำล้นเกิน เป็นสัญญาณว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และเป็นธรรมยิ่งขึ้น
เมื่อวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง พบสาเหตุหลักดังนี้
1. อัตราคดีเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเพิ่มกำลังคน จำนวนคดีเพิ่มเฉลี่ย 8-10% ต่อปี แต่จำนวนพนักงานสอบสวนและผู้พิพากษาเพิ่มขึ้นเพียง 1-2% ต่อปี
2. ขาดเทคโนโลยีสนับสนุน ระบบจัดการคดี (Case Management) ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบเอกสาร ทำให้การติดตามคดีล่าช้า
3. กฎหมายจำกัดการใช้โทษทางเลือก คดีเล็กน้อยจำนวนมากยังเข้าสู่ศาล แทนที่จะใช้มาตรการไกล่เกลี่ยหรือชุมชนบำบัด
4. ภาระงานสะสมข้ามปี เมื่อมีคดีใหม่เข้ามาในปริมาณมาก ทำให้คดีเก่าถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ
ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย 'ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 4 ด้านหลัก' เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น และเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีความรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และเป็นธรรมยิ่งขึ้น
- ปฏิรูปงานสอบสวนตำรวจ
- เพิ่มอัตรากำลังและจัดสรรบุคลากร ให้เพียงพอต่อปริมาณคดี และจัดสรรกำลังพลให้ตรงกับความเชี่ยวชาญของเจ้าหน้าที่ เพิ่มค่าตอบแทนที่เหมาะสม ฟื้นแท่งงานสอบสวนเพื่อเพิ่มโอกาสก้าวหน้าในวิชาชีพ
- พัฒนาศักยภาพและทักษะเฉพาะทาง จัดอบรมและพัฒนาทักษะพนักงานสอบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในคดีที่มีความละเอียดอ่อน เช่น คดีเด็กและสตรี อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติ
- ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ปรับลดภาระงานด้านเอกสาร หรืองานที่ไม่เกี่ยวกับการสอบสวนโดยตรง เพื่อให้พนักงานสอบสวนมีเวลาในการทำคดีมากขึ้น
- ปรับเปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กร ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการบริการประชาชน
- ปฏิรูปกฎหมาย
กฎหมายบางฉบับล้าสมัย ทำให้เกิดช่องโหว่ในการบังคับใช้ หรือความล่าช้า และความไม่ยุติธรรม
- ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ให้ครอบคลุมและมีบทลงโทษที่เหมาะสม เช่น ความไม่เท่าเทียมในการประกันตัว ระบบปัจจุบัน "จับก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลปล่อย" แทนที่จะหาเหตุผลเพียงพอก่อนจับ ซึ่งขัดกับหลักการที่ว่า "อิสรภาพเป็นสิ่งสำคัญ"
- ลดความซับซ้อนและช่องโหว่ ทำให้กฎหมายมีความชัดเจน ลดช่องว่างในการตีความ หรือการใช้ดุลพินิจที่อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติหรือการทุจริต
- เพิ่มมาตรการป้องกันและชดเชยผู้เสียหาย การขังผู้ต้องหาระหว่างดำเนินและพิจารณาคดีซึ่งเสมือนเป็นการลงโทษล่วงหน้าก่อนการพิพากษา ทั้งที่ควรต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่ามีการพิสูจน์ว่าผิดจริง
- ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรมในภาพรวม ตั้งแต่ชั้นสอบสวน อัยการ ศาล ไปจนถึงการบังคับโทษ ยังมีขั้นตอนที่ล่าช้า ซับซ้อน และขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิด "คอขวด" และความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหาย รวมถึงผู้ต้องหา
- นำเทคโนโลยีมาใช้ นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการคดี หรือการวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรม และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม
- ปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน ให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ลดภาระเอกสาร และควรมีระบบติดตามคดีแบบเรียลไทม์ เพิ่มบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ศาลเฉพาะทาง และผู้พิพากษา
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น มูลนิธิ, องค์กรประชาสังคม
4. ปฏิรูปการเข้าถึงความยุติธรรม
เพื่อขจัดอุปสรรคและสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มด้อยโอกาส สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย
- ขยายระบบช่วยเหลือทางกฎหมายฟรี
- สร้างศูนย์ยุติธรรมชุมชน
- พัฒนาระบบไกล่เกลี่ยทางเลือก
- เพิ่มการรู้เท่าทันกฎหมายในสังคม
ซึ่ง "การให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน" ถือเป็นการปฏิรูปที่เร่งด่วนและยั่งยืนที่สุด เพราะเมื่อประชาชนมีความรู้ทางกฎหมาย จะสามารถปกป้องสิทธิ์ของตนเอง ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และกำกับดูแลกระบวนการยุติธรรมได้ด้วยตนเอง
โดยเชื่อว่าหากสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้ง 4 ด้านนี้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสร้างระบบกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน
อ่านเพิ่มเติมทั้งหมดและร่วมถอดรหัสวิกฤตอาชญากรรมไทยได้...ในลิงค์ฉบับเต็ม
