“สมัยก่อนเราเป็นสื่อมวลชน ผู้คนบอกว่าเราสามารถที่จะสร้างวาระทางสังคม หรือ Setting Agenda ได้ สมัยก่อนมีคนแค่ไม่กี่กลุ่มเพราะนักข่าวมีจำนวนน้อย แต่ปัจจุบันทุกคนเป็นสื่อหมดด้วยตัวเอง ทุกคนสามารถกำหนดวาระสังคมของตัวเองได้หมด ทำให้โลกต้องขยับตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่เรื่องการกำกับดูแลยังคงเป็นเรื่องยากมาก”
“ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ข่าว 3 มิติ และผู้ก่อตั้ง The Reporters” ให้มุมมอง “ข่าวจากอินฟลูฯ สู่สื่อหลัก…มาตรฐานอยู่ตรงไหน?” ใน รายการ “ช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ว่า
“บริบทสื่อมวลชน ความหมายกว้าง -คนไทยผันตัวเป็น Content Creator ถึง 11 ล้านคน”
ฐปณีย์ บอกว่า ในฐานะคนทำสื่ออยากจะพูดในบริบทของคำว่า “สื่อมวลชน” ในภาพกว้าง ปัจจุบันตีความได้หลากหลายมาก เราเป็นสื่อดั้งเดิมที่ transform มาเป็นสื่อใหม่ ตอนนี้อยู่ในระหว่างคิดทบทวนว่าการเป็นผู้สื่อข่าวแบบเก่าดั้งเดิมของเรา ถึงแม้จะเปลี่ยนตัวเองมาทำเป็นสื่อออนไลน์แล้ว แต่การคงสภาพเป็น Reporter เป็น Journalist ยังมีความใหม่อยู่ไหมในบริบทสื่อปัจจุบัน เพราะมีข้อมูลว่าคนที่ผันตัวมาเป็น Content Creator มีถึง 11 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมาก จึงต้องย้อนถามว่า แล้วคนที่ยังคงเป็น Reporter , Journalistหรือ ผู้สื่อข่าวแบบดั้งเดิม ยังมีความหมายอยู่หรือไม่? ในบริบทของสื่อ หรือแวดวงข่าวสารปัจจุบัน โดยเฉพาะถ้าดูจากประเทศไทย
“เป็นนักข่าวกว่า 20 ปี เห็นการเปลี่ยนผ่านรูปแบบงานข่าวมาตลอด -ตั้งเพจข่าวเองเน้นข่าวความจริง”
ฐปณีย์ เล่าว่า ตัวเองเป็นนักข่าวมา 26 ปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาตลอดเวลา ตั้งแต่ทำวิทยุ ทำทีวีอยู่ที่สำนักข่าวไอทีวี และมาทำข่าว 3 มิติ มีรายการเรื่องเล่าเช้านี้ และรายการข่าว 3 มิติ ในช่วงที่ทีวียังคงบูมอยู่ แต่หลังจากมีทีวีดิจิตอล ก็มีเรื่อง Disruption เกิดขึ้นพร้อมๆกับสื่อใหม่ หรือว่าสื่อออนไลน์ที่มีอย่าง“สำนักข่าวตระกูลThe” ก็เป็นเรื่องใหม่ เมื่อประมาณ 7-8ปีที่แล้ว ยุคนั้นเริ่มเห็นลักษณะของสื่อใหม่ เช่น THE STANDARD เป็นตัวอย่างของการทำข่าวแบบ Content Creator ในช่วงที่ THE STANDARD กับพวก“ตระกูลThe” หรือสื่อใหม่ ก่อนที่ตนจะมาทำเพจ “The Reporters” ก็ถ้าถามตัวเองเหมือนกันว่า จะเป็นสื่อออนไลน์หรือสื่อใหม่แบบไหน แบบที่หลายคนทำเป็น Content Creator ที่กำลังเป็นที่ชื่นชอบของคนในยุคสื่อใหม่แรกๆ หรือจะยังคงความเป็น Reporter แต่สุดท้ายได้คำตอบว่าจะตั้งสำนักข่าวชื่อ The Reporter เพราะต้องการให้ความเป็น Reporter ย้ายจาก Platform TV มาอยู่ในสื่อใหม่ แล้วยังคงการทำข่าวแบบดั้งเดิม แค่เปลี่ยน Platform มาอยู่ในออนไลน์
“ตกผลึกเพจ The Reporters เน้นข่าวจริงก็รอด - Creator หรือ Influencer นำข่าวมาเล่าใหม่ได้น่าสนใจ ทำนักข่าวลงพื้นที่จริงพ้อ”
ฐปณีย์ บอกว่า ยุคตั้งต้นของการทำ The Reporters เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ต่อสู้กับเรื่องนี้มากพอสมควร แต่สุดท้ายได้คำตอบว่าการคงไว้ซึ่งการเป็น Reporter แบบดั้งเดิมและวิธีการทำข่าวแบบเดิมก็อยู่รอด ในสื่อออนไลน์ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ช่วง 2-3 ปีแรกประสบความสำเร็จ The Reporters มีผู้ติดตาม 2-3 ล้านคนในหลาย Platform กระทั่งทุกวันนี้เรายังคงพาดหัวข่าวยาวๆ หรือทำข่าวแบบดั้งเดิม พยายามที่จะดูว่าตลาดสื่อเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่า 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่เราเห็นคลิป Reels หรือเห็นคลิป TikTok ที่คนมาทำคลิป Contentหลายรูปแบบมากขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงตรงที่ข่าวที่เราทำออกตามสำนักข่าว ไม่ได้ออกตามสำนักข่าวอย่างเดียวแล้ว แต่คราวนี้ Creator หรือ Influencer ก็โพสต์ข่าวด้วย เขาเขียนข่าวและสรุปข่าว บางคนเอาข่าวที่มีการเผยแพร่มาทำสรุปใหม่เป็นคลิป ปรากฎว่าคนดูมากกว่าข่าวที่นักข่าวต้องไปลงพื้นที่ทำข่าว นักข่าวหลายคนตัดพ้อว่านั่งรถข้ามวันข้ามคืนไปลงพื้นที่ไกลๆ ทำข่าวมา ส่วนตัวมองว่า Content ลักษณะนี้เราว่าไม่ได้ เนื่องจากเขาเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ เอาสิ่งที่นักข่าวเขียนข่าวแล้วเอามาเล่าเรื่องใหม่ กลายเป็นคลิป หรือกลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ ที่ผลิตโดย Content Creator ก็เลยทำให้ข่าวนั้นมีคนดูมากกว่าคนที่ไปทำจริงๆ
“นักข่าวให้ความสำคัญเรื่องนำข่าวไปเล่าต่อ แนะ คนหยิบไปเล่าเคารพที่มาของแหล่งข้อมูล”
ปัญหาของเราเองไม่ได้อยู่ที่คนทำ Content Creator หรือ Influencer ไม่ดี แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าเราเคารพแหล่งข้อมูล หรือที่มาของข้อมูล เพราะเราเป็นนักข่าวจะให้ความสำคัญกับเรื่องการทำข่าวมากโดยเฉพาะ The Reporters ให้ความสำคัญกับข่าวที่เราลงพื้นที่ไปทำเอง หรือถ้าเราได้มาจากแหล่งข่าวคนไหน เราก็มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือที่เอามาโพสต์เขียนไว้ ทุกอย่างมีต้นทุนในการเดินทาง และถ้าพูดถึงเรื่องข่าวก็จะมีคนที่ทำ Content โดยไม่ได้ทำเอง แล้วก็เกิดปัญหาที่สังคมชี้นำโดย Content Creator หรือ Influencer ที่ไม่ได้ทำข่าวเองแล้วเอาทุกสิ่งทุกอย่าง มาพูดๆตามความคิดเห็นของตัวเอง
คนที่ทำสื่อสำนักข่าวอย่างเราเองอยากให้คงความเป็น Journalist คงความเป็นReporter ในการทำงานบนหลักวิชาชีพสื่อ คนที่เป็น Content Creator ข่าว ก็ขอให้ตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานความรับผิดชอบของจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนบนหลักข้อเท็จจริง ถ้าไม่ได้ไปทำข่าวเองแต่อ่านจากแหล่งข่าวอื่น ก็ควรให้ Credit หรืออ้างอิงแหล่งข่าวที่ไปอ่านมา อย่างน้อยทำให้ได้รับรู้ว่าคุณได้ข้อมูลมาจากต้นทาง จากสำนักข่าวที่มีต้นทางน่าเชื่อถือ สำหรับตัวเองปัญหาอยู่ตรงนี้ เราต้องแยกประเภท Content Creator ที่ทำเรื่องข่าว เราไม่ว่ากันเลยถ้าสมมติเช็กข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วแชร์จากเพจ หรือข่าว หรือสำนักข่าวที่ทำข่าวจริงลงพื้นที่จริง เพราะสังคมปัจจุบันมีการเผยแพร่ข่าวที่เป็นข่าวปลอมอย่างรวดเร็ว และยิ่งเร็วมากขึ้นเมื่อInfluencer หรือ Content Creator ต่างๆไปแชร์ข้อมูลเพราะมีจำนวนผู้ติดตามเยอะ ดังนั้นส่วนตัวมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ แต่ปัญหาอยู่ที่เราได้ทำตามหลักความรับผิดชอบแค่ไหนในหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น
“ทุกคนช่วยกำหนดวาระสังคม-โลกขยับตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง”
“สมัยก่อนเราเป็นสื่อมวลชน ผู้คนบอกว่าเราสามารถที่จะสร้างวาระทางสังคม หรือ Setting Agenda ได้ สมัยก่อนมีคนแค่ไม่กี่กลุ่มเพราะนักข่าวมีจำนวนน้อย แต่ปัจจุบันทุกคนเป็นสื่อหมดด้วยตัวเอง ทุกคนสามารถกำหนดวาระสังคมของตัวเองได้หมด ทำให้โลกต้องขยับตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่เรื่องการกำกับดูแลยังคงเป็นเรื่องยากมาก เช่น ในประเทศที่มีเสรีภาพมากๆอย่างสหรัฐอเมริกา ยังไม่สามารถที่จะควบคุมเรื่องพวกนี้ได้ ซึ่งประเทศไทยพยายามเสนอกฎหมายมา 6 ปีแล้ว แต่ก็ยังค้างอยู่ที่ กสทช. หลังๆเรารู้ว่าต่อให้มีกฎหมายหรือมีหน่วยงานมาควบคุม แต่การควบคุมมือของคีย์บอร์ดทุกคนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นวิธีที่จะต้องช่วยกันเราอาจจะต้องสร้างจิตสำนึก ช่วยให้สังคมรู้เท่าทันสื่อหรือรู้เท่าทันโซเชียล ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญและเราอาจจะต้องรณรงค์กันเองว่า ควรที่จะมีความรับผิดชอบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราจะโพสต์หรือเราจะแชร์ต่อไปอย่างไร อย่างน้อยต้องเช็กข้อมูลที่ถูกต้องก่อนหรือทุกวันนี้ใครอยากจะด่าใครก็โพสต์อะไรกลายเป็นดราม่า
“เคยถูกโจมตีใส่ร้าย ต้องพบนักจิตวิทยาบำบัด ชี้ คนทั่วโลกเกิดภาวะซึมเศร้า ส่วนหนึ่งมาจากการถูกบูลลี่ในการใช้โซเชียล”
ฐปณีย์ ยอมรับว่า เคยถูกไอโอโจมตีใส่ร้ายมากๆ ทำให้เสียสุขภาพจิตต้องไปพบนักจิตวิทยา ทุกคนทราบหรือไม่ว่าเด็กที่ใช้โซเชียล หรือนักศึกษา หรือคนทั่วไป ที่เกิดภาวะซึมเศร้า ส่วนหนึ่งมาจากการถูกบูลลี่ในการใช้โซเชียล ก็เป็นปัญหาสังคมใหญ่ที่เจอทั่วโลก หรือเด็กที่ฆ่าตัวตายจากภาวะซึมเศร้า ส่วนมากไปดูได้เลยว่ามีปัญหาจากการถูกบูลลี่จากโซเชียลแฟชั่น หรือกรณีที่เขาเจตนาดี แต่สุดท้ายกลายเป็นทัวร์ลงก็เป็นเรื่องที่มองได้หลายมุม ถ้าเราใช้อารมณ์ความรู้สึกไปตัดสินในเวลาอันรวดเร็ว ก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ไปตัดสินคนอื่น
หลักการทำงานของ “The Reporters” คือ ให้เครดิตนักข่าว ช่างภาพ แหล่งที่มาของข่าว
ฐปณีย์ กล่าวว่า หลักการของ The Reporters ง่ายมาก เราเป็นสำนักข่าว ฉะนั้นข่าวที่ออกมาจุดแรกเลยมาจากข่าวที่นักข่าวลงพื้นที่ไปทำข่าวด้วยตัวเอง รายงานข่าวในพื้นที่เอง สัมภาษณ์เอง เขียนข่าวเอง และมีช่างภาพไปถ่ายภาพมาเอง ตรงนั้นถือว่าเป็นข่าวที่มาจากเราโดยตรง ก็จะมีชื่อนักข่าวเขียนกำกับไว้ว่าใครเป็นผู้รายงาน จะเขียนเครดิตชื่อของนักข่าวและชื่อช่างภาพ ถือเป็นการยืนยันว่านั่นคือข่าวที่มาจากเราเอง เรื่องพวกนี้ถือว่าสำคัญต่อคนดูเพราะเขาก็เชื่อถือแล้ว ว่าข่าวนี้เราไปทำมาจริง ส่วนข่าวไหนที่นำมาจากคนอื่นก็ใส่เครดิตที่มา เพื่อจะได้อ้างอิงว่าข่าวพวกนี้เราไม่ได้ทำเอง แต่มาจาก Platform อื่น หรือตรงไหนที่เป็นพื้นที่โฆษณา เราก็เขียนไว้ว่าเป็นสปอนเซอร์ เพื่อให้รู้ว่านั่นคือพื้นที่โฆษณา หรือเป็นข่าวเชิงประชาสัมพันธ์ ส่วนไหนที่ไม่ได้มาจากเราโดยตรง ก็อาจเป็นข่าวเชิงประชาสัมพันธ์ที่ได้มาจากหน่วยงาน เราก็ได้รับโดยตรงจากประชาสัมพันธ์ของส่วนราชการนั้นๆ มีที่มาที่เชื่อถือได้เพราะรับจากต้นทางโดยตรง
ข่าวลักษณะหนึ่งที่มีการแชร์กันใน Facebook แล้วเราจำเป็นต้องรายงานข่าวนั้น เราต้องเช็กที่มาของคลิปหรือต้นทางนั้นด้วยว่า ได้คลิปภาพมาจากไหน และถ้าเราเอาข่าวหรือคลิปมาจากคนอื่น เราก็ต้องใส่เครดิต ว่ามีที่มาจากไหน เพื่อที่คนจะได้รับรู้ หากข่าวไหนแหล่งข่าวไม่อยากจะเปิดเผย ก็เขียนว่าภาพจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้
เสียดาย เสียใจการจากไปของ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยว ชี้สูญเสียคนมากความสามารถ
ส่วนการจากไปของนายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 2 ล้านคน ฐปณีย์ บอกว่า ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ “ฮลุน” และเป็นการสูญเสียคนที่ทำงานสื่อคนหนึ่งที่น่าเสียดาย เพราะ Content ที่ฮลุนทำ ต้องยอมรับว่าเป็น Content ท่องเที่ยวแบกเป้รอบโลก ความเป็น Influencer อาจจะเป็นลักษณะของ Content Creator ด้วย ส่วนตัวรู้สึกเสียดายคนที่ทำ Content ดีๆเสียไปอีกหนึ่งคน ทั้งนี้ชื่นชมและติดตามผลงาน รวมทั้งชีวิตส่วนตัว ก็รู้สึกว่าประทับใจตั้งแต่ตอนนั้น ที่เดินทางท่องเที่ยวรอบโลกมีความเสี่ยงมาก เขาทำเหมือนๆกับนักข่าวเราทำ คือ เดินทางด้วยตัวเอง ตัดต่อคลิป ทุกอย่างมาจากความคิดความสามารถของตัวเองทั้งนั้น คนที่ทำ Content ด้วยตัวเองแบบนี้น่าชื่นชมอย่างมาก ที่ผลิตผลงานของเขาเอง เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเขาเอง บางคลิปยอดหลายล้านวิว ทำให้เรารู้ว่าสามารถยึดเป็นอาชีพแล้วมีรายได้หลายแสนบาทต่อเดือน ซึ่งคนที่ทำงานเป็น Content Creator บางคนสามารถที่จะเล่าเรื่องใช้ภาษาแบบไหนก็ได้ มีรายได้มากกว่าเราทำสำนักข่าวทั้งบริษัท แล้วคนที่ไปลงพื้นที่ทำข่าวแบบเรา ต้องใช้ทั้งต้นทุนต่างๆเหมือนกัน แต่เรายังคงเน้นเรื่องของข้อเท็จจริง ไม่ได้ตัดต่อหวือหวา และยังคงติดกรอบของจริยธรรม จรรยาบรรณ ใช้คำหยาบคายมาพาดหัวข่าวไม่ได้
“ชวนทุกคนทำ Content บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและทบทวนความถูกต้อง”
“อยากให้ทุกคน ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็น Content Creator หรือ Influencer ช่วยกลับมาที่หลักพื้นฐานแบบวิชาการวารสาร 101 กันได้หรือไม่ คือ ทำอะไรบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือมีแหล่งที่มา อย่างน้อยเราสร้างสังคมที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้สังคมถูกกำหนดไปโดยข่าวปลอม เราช่วยกันสร้างจิตสำนึกตรงนี้แบบ Back to Basics คิดว่าการที่เรายังคงมีสำนักข่าวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เยอะๆ จะช่วยดึงให้สังคมกลับมาอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าหลักการทำแบบนี้ต่อให้เราไม่ได้ยอดวิวจำนวนมากแต่มีความน่าเชื่อถือ เพราะสุดท้ายคนก็จะกลับมาหาเวลาที่เขาต้องการดูข้อเท็จจริง หรือดูอะไรที่มาจากสิ่งที่น่าเชื่อถือได้ ก็จะค้นหา และมีสิทธิ์เลือกที่จะเชื่อมั่นนักข่าว หรือคนที่ทำข่าวจากพื้นที่จริง มากกว่าคนที่มาแชร์ หรือแสดงความเห็นแบบนั้น แม้ว่าเราอาจจะสู้กระแส หรือสู้ยอดวิวคนอื่นไม่ได้ แต่เรายังคงต้องยืนหยัดในเชิงคุณภาพของเราต่อไป” ฐปณีย์ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามรายการ “ช่วยกันคิดทิศทางข่าว” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น .โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และคลื่นข่าว MCOT News FM 100.5
