ทุ่งระเบิดสังหารตกค้าง 17 ล้านตรม.ชายแดนไทย-กัมพูชาเก็บไม่หมดจบข้อพิพาทไม่ได้

     เปิดหน้าดินพื้นที่พิพาท ไทย-กัมพูชา พบทุ่นระเบิดตกค้างจากสงครามกว่า 17 ล้านตารางเมตร ยังไร้วี่แววสงบ เหตุฯ สองประเทศเจรจาเก็บกู้ร่วมไม่สำเร็จ ไทยเหลือแค่ 1 ปี เท่านั้น ก่อนหมดโอกาสปักปันพื้นที่พิพาทยุติสงครามเขตแดน 

ทีมอาสาสมัครจากชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย Thailand Data Journalism Network (TDJ) หรือ “ทีดีเจ” ได้ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของ พื้นที่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตกค้างในประเทศไทยพบว่า ปี พ.ศ. 2567 ไทยมีพื้นที่ทุ่นระเบิดฯ ที่ไม่สามารถเก็บกู้ได้คงเหลืออยู่ที่ 17 ล้านตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด 15 อำเภอ ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นที่พิพาทเขตทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่สามารถปักปันเขตแดนได้ และหนึ่งในนั้นคือพื้นที่ที่มีชุดลาดตระเวนเหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วเป็นพื้นที่ต้องสงสัยที่ยังไม่ได้เก็บกู้

          ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555-2567 มีพลเรือนเหยียบทุ่นระเบิดพิการและเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 55 คน คน จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสะสม 667 คน โดยจังหวัดสระแก้ว มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมากที่สุด 165 คน

              ทีมอาสาสมัคร ได้พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเก็บกู้ไม่บรรลุผลคือการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่สามารถผลักดันให้การเกิดการสำรวจและเก็บกู้ร่วมกันได้ รวมถึงการมีหน่วยงานด้านมนุษยธรรมในสังกัดกองทัพนั้นถูกตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือและความจริงใจการการนำระเบิดออก เนื่องจากขัดกับหลักแนวคิดความมั่นคงทางการทหาร แม้ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น นอกจากนี้ทีมอาสาสมัครยังมีการนำตัวเลขพิกัดภูมิศาสตร์มาจัดทำเป็นแผนที่ความหนาแน่นของพื้นที่ระเบิดที่ยังไม่ได้เก็บกู้ และรวบรวมข้อมูลแวดล้อมโดยละเอียดที่สาธารณะชนเข้าถึงได้ นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำข้อมูลเรื่องทุ่นระเบิดนำมาจัดทำให้สังคมรับรู้โดยวงกว้าง 

ย้อนหลังไปปี พ.ศ. 2540 ไทยคือหนึ่งใน 160 ประเทศทั่วโลกที่ลงนามใน สนธิสัญญาออตตาวา “ห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ปัจจุบันการเก็บกู้อาจไม่สามารถทำได้ตามกรอบเวลา ซึ่งเส้นตายในการปลดฉนวนระเบิดทุ่นสุดท้ายคือ ธันวาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งหมายถึงเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปี เท่านั้น 

ในปี พ.ศ. 2565 ไทยได้เสนอพื้นที่ 10 แห่งในพื้นที่พิพาท ต่อกัมพูชาเพื่อหารือแนวทางการสำรวจเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันแต่ทางกองทัพกัมพูชาซึ่งรับผิดชอบการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในแนวชายแดนนั้นไม่รับข้อเสนอและยังมีการเข้าแทรกแซงการทำงานของหน่วยเก็บกู้ที่เป็นพลเรือนในประเทศตนเองมากกว่า 10 ครั้งในรอบหนึ่งปี ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเขตแดนและอดีตทหารในหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดของไทยเห็นตรงกันว่า ปัญหาเรื่องทุ่นระเบิดนั้นย้ายจากประเด็นเรื่องการปฏิบัติงานในพื้นที่มาเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ และเสนอทางแก้หลักสามข้อคือ 

1) รัฐบาลไทย-กัมพูชาควรใช้กลไกลเวทีระกว่างประเทศ เช่น General Border Committee ผลักดันประเด็นการสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันเป็นวาระเร่งด่วน นำไปสู่การสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกัน

2)ผลักดันให้ภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นหน้าที่ของพลเรือนโดยมีกฎหมายจัดตั้งรองรับ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ เพื่อร้องขอความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีการเก็บกู้และงบประมาณ 

3) สร้างการรับรู้ร่วมกันต่อสังคมในวงกว้างถึงการมีอยู่ของทุ่นระเบิดและความสำคัญของชีวิตพลเรือนที่อาศัยอยู่แนวตะเข็บชายแดนที่ต้องเสี่ยงภัยกับกับระเบิด ลดอคติระหว่างไทย-กัมพูชา 

 ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย 

รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด, ดลวรรฒ สุนสุข

 กัลยรัตน์ จิตรติกรกุล, กันตพิชญ์ แพงดี,จิราวรรณ วัฒนกูล และ จีรวัฒน์ เรืองฤทธิ์