สถานการณ์ของคดีอาชญากรรมในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีจำนวนการแจ้งความคดีอาชญากรรมถึง 1,371,008 คดี หรือเพิ่มขึ้น 143% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีการรับแจ้งความมีเพียง 564,329 คดี โดยเฉพาะคดีฉ้อโกงออนไลน์ มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจนน่าตกใจ เพียง 3 ปี (จากปี 2564-2566) ยอดการแจ้งความพุ่งถึง 759.2% สะท้อนถึงภาระงานที่หนักหน่วงของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม อีกทั้งคดีต่างๆ ยังมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ขณะที่ขีดความสามารถของระบบยุติธรรมกลับไม่ได้ขยายตัวตาม
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย Thailand Data Journalism Network (TDJ) พบว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่การสอบสวน การพิจารณาคดี ไปจนถึงการบังคับโทษและการควบคุมผู้ต้องขัง โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน ซึ่งถือเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ทำหน้าที่สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน แต่กลับมีกำลังคนที่สวนทางกับจำนวนคดี โดยมีพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติงานเพียง 12,010 นาย จากอัตรากำลังที่กำหนดไว้จำนวน 18,599 นาย สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการทำคดีของพนักงานสอบสวนที่ต้องแบกรับการทำคดีเกินจำนวนมาตรฐาน และทำให้คดีล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ ขณะที่ตัวเลขจำนวนคดีที่เห็นยังไม่ใช่ตัวเลขสุทธิของจำนวนคดีที่เกิดขึ้นจริง เพราะมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย เลือกไม่ไปแจ้งความ เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ขณะที่กลางน้ำของกระบวนการยุติธรรมอย่างอัยการ ก็เผชิญกับความท้าทายจากคดีค้างสะสมต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย จนทำให้เกิดเป็นปัญหา “คอขวด” ต่อกระบวนการยุติธรรม
ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูป 4 ด้านหลัก” คือปฏิรูปงานสอบสวนตำรวจ , ปฏิรูปกฎหมาย , ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและปฏิรูปการเข้าถึงความยุติธรรม เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีความรวดเร็ว เข้าถึงง่าย และเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าหากสามารถปฏิรูปได้ทั้ง 4 ด้านนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและระบบกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน
ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย
Thailand Data Journalism Network (TDJ)
ดารินทร์ หอวัฒนกุล , ธีรนันท์ ขันตี , พิกุลทิพย์ ยุระพันธุ์ , คทาวุธ แช่ม
กานต์ อุ่ยวิรัช , บุณยวีร์ ฐานะบำรุง , สมฤทัย บุญมา , อัญชิสา วัฒนภิรมย์
ลิงค์ฉบับเต็ม
