จากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี คะแนนสอบเฉลี่ยของนักเรียนชั้น ป.6 และ ม.3 ใน 4 วิชาหลัก ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 คะแนน และไม่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ยังมีการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดมีการยกเลิกการบังคับนักเรียนระดับ ป.6 ม.3 และ ม.6 ทุกคนแล้ว แต่การจัดการทดสอบดังกล่าวก็ยังคงดำเนินต่อไป
รายงานนี้ เสนอให้มีการทบทวนการทดสอบระดับชาติใหม่อีกครั้ง ในโอกาสครบรอบ 20 ปี และด้วยกำลังมีการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการศึกษา ควรนำเรื่องการทดสอบระดับชาติเข้าพิจารณา เพื่อตอบสังคมต่อไปว่าการทดสอบ O-NET ซึ่งใช้งบปีละ 400 ล้านบาท ควรดำเนินการต่อไปหรือไม่ และจะปรับเปลี่ยนแบบใดเพื่อให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์แก่การศึกษา หรือว่าจะให้มีกรยกเลิกการทดสอบไปเสีย แล้วใช้วิธีการวัดผลแบบอื่นๆ
นอกจากรายงานฉบับนี้ ทีม D.E.T.A. ยังได้รวบรวมข้อมูลที่ได้ จัดทำเว็บไซต์โต้ตอบ“เปิดดาต้า O-NET นักเรียนไทยไปไกลกว่านั้น 400 ล้าน สูญเปล่า !? หรือ https://why-onet-matter.odds.team/ เผยแพร่แก่สาธารณะชน เพื่อให้คนทั่วไปสามารถคลิกเข้าชมคะแนนสอบเชิงพื้นที่ พร้อมการทำสื่อสายตาสำหรับประเด็นสำคัญต่างๆ ที่ทีมได้ ค้นพบจากการทำรายงานข่าวสืบสวนด้วยข้อมูล (Data Journalism for Investigative Reporting) ประกอบด้วย 3 ประเด็นดังนี้
1.งบประมาณมหาศาล แต่ผลสอบไปไม่ถึงไหน
จากข้อมูลแผนปฏิบัติราชการของ สทศ. พบว่า การจัดสอบ O-NET ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา มีงบเฉลี่ยสูงถึง 398 ล้านบาทต่อปี รวมแล้วใช้งบประมาณไปกว่า 7,960 ล้านบาท เทียบเท่าการสร้างโรงเรียนมัธยมขนาดอำเภอได้ถึง 39 แห่ง หรือจัดตั้งห้องทดลอง STEM Lab ได้กว่า 16,800 ห้อง แต่ผลการสอบกลับไม่สะท้อนการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนไทยอย่างที่คาดหวัง
นอกจากนี้ผลการสอบในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (2561-2567) เหตุการณ์โควิด 19 ทำให้การเรียนรู้หยุดชะงักในหลายพื้นที่ คะแนนสอบ O-NET ในหลายวิชา โดยเฉพาะคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง ปี 2563–2564 คะแนนเฉลี่ยของหลายจังหวัดไม่เคยแตะระดับ 30 คะแนน และแทบไม่มีจังหวัดใดรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยเกิน 50 ได้ต่อเนื่อง
จังหวัดที่คะแนนสูงสม่ำเสมอ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นครราชสีมา จังหวัดที่คะแนนต่ำต่อเนื่อง เช่น นราธิวาส ศรีสะเกษ พัทลุง
ช่วงโควิด 19 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนั้น เคยทำหนังสือถึง สทศ.ให้ยกเลิกสอบ O-NET ไปตั้งแต่ปลายปี 2563 เพราะการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 ระลอกสอง ทำให้การเรียนการสอนแต่ละโรงเรียนมีประสิทธิภาพไม่เท่ากัน แต่ สทศ. ยังยืนยันที่จะจัดสอบ จนในที่สุดมีข้อสรุปให้เป็นสิทธิส่วนตัวของนักเรียนที่จะเข้าทดสอบตามความสมัครใจ ขณะที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ก็แก้ไขหลักเกณฑ์แล้วว่า ไม่จำเป็นต้องใช้คะแนน O-NET ประกอบการรับเข้าศึกษาต่อ ม.1 และ ม.4
และในปี 2565 ก็มีการประกาศว่า การทดสอบโอเน็ต ให้เป็นไปตามความสมัครใจ ส่งผลให้คะแนนสอบโอเน็ตมีแนวโน้มเติบโตขึ้น ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษในระดับชั้น ป.6 ที่ยังลดละระดับต่อเนื่อง ในขณะที่ระดับ ม.3 ทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษยังทรงตัว
นอกจากนี้ D.E.T.A. ยังได้ติดต่อเพื่อขอความเห็นและข้อมูลแวดล้อมที่เกี่ยวข้องไปยัง “สทศ.” แล้ว ซึ่งยังคงมีการตอบกลับวว่ากำลังดำเนินการประสานผู้บริหาร จึงยังไม่มีมุมมองและคำอธิบายเกี่ยวกับสถานะของการจัดทดสอบโอเน็ตในอนาคต
2.รายได้ ไม่ได้สัมพันธ์กับผลการสอบเสมอไป
หนึ่งในภาพจำสำคัญที่ผู้คนมองเกี่ยวกับโอเน็ต คือเรื่องรายได้ ฐานะ ส่งผลต่อการทดสอบโอเน็ต ไม่แพ้เหตุปัจจัยส่วนตัวที่เสนอไปข้างต้น ทว่าจากการรวบรวมรวมสถิติและข้อมูลจำนวนมากจากสถาบันการทดสอบแห่งชาติ ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผลการทดสอบ O-NET ย้อนหลัง 5 ปี (2561-2567) ของนักเรียนในระดับชั้น ป.6 และ ม.3 ซึ่งเป็นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับ 4 รายวิชา ได้แก่ คณิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
พบ ความสัมพันธ์ ว่า ยิ่งรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงขึ้น คะแนนเฉลี่ยโดยรวมจะโน้มไปในทางเพิ่มสูงขึ้น ไม่ได้สัมพันธ์ “แรง” มากนัก และไม่สามารถกล่าวได้ว่ามีนัยยะสำคัญทางสถิติ หรือ “ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับหนึ่ง”
รายได้ทั้งประเทศ เฉลี่ย 2,935 ต่อคนต่อเดือน จังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุด คือ เพชรบูรณ์ ที่ 2,546 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนกรุงเทพมหานครสูงสุดที่ 3,616 บาทต่อคนต่อเดือน คะแนน O-Net เฉลี่ย (2561-2567) ของกรุงเทพฯ สูงสุดในทุกรายวิชาและทุกชั้นปี แต่เพชรบูรณ์ไม่ใช่จังหวัดที่มีคะแนนต่ำสุด
จังหวัดที่มีคะแนนต่ำสุดคือ 1.นราธิวาส 2,848 บาทต่อคนต่อเดือน 2.ปัตตานี 2,716 บาทต่อคนต่อเดือน 3.ยะลา 2,970 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งในทุกวิชาทุกระดับชั้นหลุดจากเทรนด์ไลน์ ไม่เกิน 35 คะแนน ซึ่งล้วนเป็นค่าเฉลี่ยรายได้ระดับกลางทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตามในวิชาภาษาอังกฤษ ระดับ ม.3 กลับเกาะกลุ่มร่วมกลับพื้นที่อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้บอกความจริงเราสองชั้น ชั้นที่หนึ่ง คือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เป็นส่วนหนึ่งของผลต่างของคะแนนสอบโอเน็ต ด้วยแนวโน้มเทรนด์ขาขึ้น สัมพันธ์อ่อนๆ กับรายได้ อาจทำให้หลายคนมองว่ารายได้ส่งผลต่อการทดสอบ
ชั้นที่สอง พบว่ามีหลายจังหวัดที่น่าสนใจ ที่แสดงความล้มเหลวในการวัดประสิทธิภาพนักเรียนในบริบทต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ไม่เป็นธรรม ไม่แม่นยำ ตัวอย่างเช่น จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีรายได้ 2,642 ต่างกับ จังหวัดระยองซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมมีรายได้สูงที่ 3,514 รองจาก กรุงเทพฯ แต่คะแนนสอบเฉลี่ยไม่ต่างกันมาก
เช่น ในวิชาภาษาอังกฤษ ป.6 (2561-2567) จังหวัดแพร่ รายได้ 2,719 คะแนน 41.58 ขณะที่จังหวัดอำนาจเจริญ รายได้เฉลี่ย 2,730 บาทต่อเดือนถือว่าระดับเดียวกัน แต่คะแนนเฉลี่ย 32.76 คะแนน ซึ่งนับว่าต่างกันกว่า 26.9% จึงไม่อาจระบุได้ว่ารายได้ที่ใกล้เคียงกันทำให้คะแนนสอบใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ในการค้นพบชั้นที่สอง ยังเห็นว่าบริบททางวัฒนธรรมก็มีส่วนต่อการแสดงผลคะแนนสอบ ดังจะเห็นได้ว่า กลุ่มข้อมูลที่แยกโดดออกมาจากเส้นแนวโน้ม คือ พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการใช้ภาษาถิ่นเป็นหลัก จากการสัมภาษณ์ครูและนักเรียนในพื้นที่สะท้อนให้เห็นชัดว่านักเรียนไม่ได้มุ่งเน้นที่จะทำการทดสอบด้วยไม่ได้ใช้ภาษาไทย และไม่ได้คาดหวังที่จะทำการศึกษาในระบบต่อ
3.บริบททางวัฒนธรรมมีความต่าง การทดสอบแบบเดียววัดไม่ได้
คะแนนสอบจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เช่น นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศมาโดยตลอด แม้รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนจะไม่ได้ต่ำสุดในประเทศก็ตาม สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางวัฒนธรรม ภาษา และความต้องการทางการศึกษา ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ข้อสอบกลางที่ใช้ทั่วประเทศไม่สามารถสะท้อนศักยภาพของนักเรียนในพื้นที่เหล่านี้ได้อย่างแท้จริง
ครูและนักเรียนจากหลายพื้นที่ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษา ได้ชี้ว่า ปัญหาสำคัญของ O-NET ไม่ได้อยู่ที่การวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำคะแนนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ทั้งในการประเมินครู นักเรียน และสถานศึกษา จนนำไปสู่การกดดันให้โรงเรียนเน้นติวเข้มมากกว่าการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างแท้จริง
ทบทวน เป้าหมาย เพื่ออนาคต
D.E.T.A. เสนอให้มีการทบทวนบทบาทของ O-NET ในการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้ประจักษ์ใช้ว่าคุ้มค่าต่องบประมาณ เหมาะที่จะเป็นการทดสอบวัดผลระดับชาติต่อไปอย่างไร หรือว่าควรปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่ช่วยชี้วัดความเหลื่อมล้ำ แทนที่จะใช้จัดอันดับนักเรียนและโรงเรียน พร้อมเสนอให้พัฒนารูปแบบการทดสอบไปสู่ระบบที่เน้นวัดความเข้าใจ (literacy-based) เป็นต้น
ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย (TDJ)
เรียบเรียง : สรวิชญ์ บุญจันทร์คง, ปราโมทย์ คำมา, ฐิตินันท์ ใกล้ชิด, ปวริศ อำนวยพรไพศาล, สุวิมล จินะมูล
พัฒนาและออกแบบ : บุญญาภรณ์ มีแก้ว, ณิชชารีย์ พัฒน์ กุลจิรถาวร, กฤตพล ปุญญพลัง, เกษศิรินทร์ หมื่นวงษ์ศา
ลิงก์ฉบับเต็ม: เปิดดาต้า O-NET นักเรียนไทยไปไกลกว่านั้น 400 ล้าน สูญเปล่า !? หรือ https://why-onet-matter.odds.team/
