ตำน้ำพริกละลายโขง: สำรวจความคุ้มค่าเขื่อนป้องกันตลิ่ง 4 หมื่นล้าน 10 ปี 500 โครงการ

ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความผันผวนของแม่น้ำโขงและวิกฤตการพังทลายของตลิ่งที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนใน 8 จังหวัดริมฝั่งโขงอย่างรุนแรง รัฐบาลไทยทุ่มงบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาทกับโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพื่อหวังหยุดยั้งการสูญเสียดินแดนและปกป้องอธิปไตยริมฝั่งแม่น้ำโขง แต่ความคุ้มค่าสำหรับชุมชนและผลลัพธ์ที่แท้จริงของโครงการเหล่านี้กลับกลายเป็น ‘เครื่องหมายคำถาม’ ที่ต้องการคำตอบอย่างจริงจัง

แม่น้ำแห่งชีวิตสายนี้ กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างน่ากังวลจากการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าหลายแห่งในจีน และสปป.ลาว ส่งผลต่อทั้งปริมาณและทิศทางการไหลของน้ำ รวมถึงสภาพพื้นที่ตลิ่งและวิถีชีวิตชุมชนริมโขง โดยนับตั้งแต่ปี 2535 ถึง 2561 พื้นที่ริมตลิ่งทั้ง 8 จังหวัดถูกกัดเซาะหายไปไม่ต่ำกว่า 220 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะในช่วงปี 2546 ถึง 2552 หลังจากเขื่อนจิ่งหงในจีนเปิดใช้งาน  เป็นช่วงเวลาที่ตลิ่งริมแม่น้ำโขงพังทลายมากที่สุด

จากการวิเคราะห์ของรายงานข่าวสืบสวนด้วยข้อมูลเชิงลึก (Data Journalism for Investigative Reporting) โดยทีมอาสาสมัครชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย (TDJ) พบว่า รัฐบาลไทยใช้งบประมาณกว่า 4 หมื่นล้านบาทกับการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในฐานะ ‘ทางเลือกหลัก’ โดยเฉพาะในวงปี 2558 ถึง 2567 ที่มีโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งกว่า 500 โครงการ ใน 92 ตำบล 8 จังหวัดริมโขง 

ขณะเดียวกันค่าซ่อมแซมเขื่อนที่เสียหายกลับ ‘สูงกว่า’ ค่าก่อสร้างใหม่ 2-3 เท่า และแบบก่อสร้างที่นำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นแบบสำเร็จรูปจากส่วนกลางซึ่ง ‘ไม่สอดคล้อง’ กับความหลากหลายของแต่ละพื้นที่และบริบทชุมชน ชุมชนหลายแห่งต้องยอมแลกโครงการเหล่านั้นกับการสูญเสียพื้นที่เกษตรริมแม่น้ำ ความมั่นคงทางอาหารลดลง ภูมิทัศน์และวิถีชีวิตดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งไม่รับฟังความคิดเห็นชาวบ้านหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และใช้ช่องโหว่กฎหมายเลี่ยงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

จากการทำรายงานข่าวด้วยข้อมูลเชิงลึกนี้ สรุปได้ว่าควรมีการผลักดันนโยบายของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้  

  1. ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ควรมีการบูรณาการแผนการทำงาน ทิศทางการทำงานรวมถึงประเมินความคุ้มค่าในการสร้างเขื่อนฯติดแม่น้ำโขง  และจัดทำรายงานประเมินตัวเลขงบประมาณอย่างโปร่งใส
  2. ต้องคำนึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนและระบบนิเวศน์ เปิดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
  3. ควรมีการประสานความร่วมมือนานาชาติ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน

ชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย (TDJ) 

 วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา, วิโรจน์ เลิศจิตต์ธรรม, ณรงค์กร มโนจันทร์เพ็ญ

วศินี พบูประภาพ, พิพัฒน์พงษ์ ศรีวิชัย, สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุล, 

อธิเบศร์ ประวะเน, อภินันท์ ทองภู, ปฏิพร กลางประพันธ์,  สมฤทัย บุญมา 

ผลงานทั้งหมดในโครงการนี้เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons (CC) แบบ "Attribution" (CC BY 4.0)