เสนอพรรคการเมือง ลงนาม ‘Code of conduct’ ใช้ AI ในการเลือกตั้งอย่างรับผิดชอบ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมสัมมนา B 1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา ได้มีการเปิดฉากการถกเถียงที่เข้มข้นถึง "มหาสงครามข้อมูล" ที่กำลังคุกคามกระบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้ง 2026 ที่กำลังจะมาถึง การประชุมโต๊ะกลมหัวข้อ “แนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการเลือกตั้ง 2026 ที่เป็นธรรมบนหลักการ Fact Free Fair” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร, โคแฟค (ประเทศไทย), และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ได้รวมนักการเมือง นักวิชาการ กกต. สื่อมวลชน และภาคีโคแฟค เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ภัยพิบัติข้อมูล: เมื่อ AI และอารมณ์เข้าครอบงำ

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของปัญหาที่น่าวิตก: "วิวัฒนาการการผลิตข่าวปลอม Content ปลอม เนียนขึ้น" จนยากที่จะตรวจสอบ

นอกจากนี้ การแผ่กระจายของข่าวปลอมยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตกเป็นเป้าหมาย. วิธีสังเกตข่าวปลอมที่ผลิตโดย AI นั้นทำได้ยากขึ้น แต่ข้อสังเกตเบื้องต้นอาจรวมถึงการดูกราฟฟิกที่ชัดเกินจริงหรือภาพที่ไม่สมส่วน

สร้างสันติภาพด้วยหลัก "Fact Free Fair"

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของสื่อในการสร้างความเชื่อมั่น โดยระบุว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนเกิดจากสื่อถึง 80%. สื่อจึงควรทำหน้าที่เพื่อสร้างสันติภาพ โดยยึดหลักประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม. ในขณะที่ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เสริมว่า หลักการ Fair นั้นหมายถึงสื่อมวลชนต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) ได้ย้ำเตือนถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ โดยระบุว่า มนุษยชาติกำลังเผชิญกับภัยพิบัติข้อมูลและการแก้ไข Information Integrity จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้. เธอยังชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งนั้นมักเกิดขึ้นจาก "อารมณ์" และ Information Bias, ซึ่งสอดคล้องกับการติดตามภูมิทัศน์การเมืองออนไลน์ที่พบว่า เนื้อหาวนซ้ำผ่าน Social Media อย่างรวดเร็ว และอุณหภูมิของอารมณ์คนในโลกออนไลน์ก็สูงขึ้น. ยิ่งไปกว่านั้น หลังการเลือกตั้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิด HATE SPEECH ขึ้นเยอะ

นางสาวกุลธิดา สามะพุทธิ บรรณาธิการโคแฟค (ประเทศไทย) ได้ฉายภาพความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำนายข่าวลวงช่วงเลือกตั้ง 2026ซึ่งจะถูกขับเคลื่อนด้วย AI - DEEP FAKE. โคแฟคเองซึ่งเริ่มทำการตรวจสอบFact Check องค์กรแรกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 เน้นการตรวจสอบทั้งข่าวลวงและประเด็นเข้าใจผิดทางการเมือง โดยมีหลักการคือการร่วมกันให้เบาะแสข่าวปลอม และตรวจสอบด้วยว่าคำที่นักการเมืองให้การนั้นเป็นจริงหรือไม่

การแสวงประโยชน์ทางการเมืองและรายได้

ความท้าทายสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือ การแสวงประโยชน์ทางการเมืองและประโยชน์ทางธุรกิจจากการเผยแพร่ข่าวลวง. เป้าหมายของผู้ผลิตเนื้อหา (ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ นักการเมือง แฟนคลับ หรือแม้แต่สื่อมวลชน) คือการใช้ข่าวลวงเพื่อโจมตีลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม. ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีเป้าหมายซ้อนในการแสวงหารายได้จากยอดแชร์ ผ่านการผลิตเนื้อหาที่เร่งเร้าอารมณ์.

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ที่ประชุมได้เสนอข้อเสนอแนะที่มุ่งเน้นการสร้างกลไกที่เชื่อถือได้บนหลักการ "Fact Free Fair":

1. การกำกับดูแล AI และความโปร่งใส:

  • ข้อเสนอเร่งด่วนคือการ จัดทำมาตรการขอความร่วมมือโดยย้ำพรรคการเมืองให้ระบุโดยชัดแจ้งว่าเนื้อหาที่ตนเผยแพร่นั้นผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI).
  • ควรมีการเชิญพรรคการเมืองลงนาม ‘Code of conduct’ หรือประกาศเจตนารมณ์ในการใช้ AI ด้วยความรับผิดชอบ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ยอมรับร่วมกัน.

2. การยกระดับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Checkers):

  • ในระดับสากล การตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยรัฐอาจถูกมองว่าไม่เป็นอิสระ. นายพริษฐ์เสนอว่า การตรวจข่าวปลอม ไม่ควรใช้หน่วยงานรัฐ แต่ควรใช้ NGOs เข้ามาแก้ไข.
  • ต้องมีการสร้าง แนวร่วมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีเจ้าภาพชัดเจน ครอบคลุมหลายภาคส่วน (สื่อ, ภาคประชาสังคม, ประชาชน) และในระยะยาวต้องขับเคลื่อนให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความเป็น สถาบัน ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราว.
  • ด้านความน่าเชื่อถือของกระบวนการ ควรตั้งทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกำหนดกรอบเวลาทำงานให้สั้นและรวดเร็ว โดยกำหนดเวลาเผยแพร่ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วสู่สาธารณะ ไม่ควรเกิน ชั่วโมง.

3. การทำงานร่วมกับ กกต. และแพลตฟอร์ม:

  • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรเป็นผู้อำนวยความสะดวก เช่น จัดทำแพลตฟอร์มกลางให้พรรคการเมืองนำเสนอประเด็นนโยบาย.
  • ควรกำหนดมาตรการขอความร่วมมือโดยการสร้าง ช่องทางเร่งด่วน (Fast track) สำหรับผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงติดต่อกับสำนักงาน กกต. เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลที่เป็นทางการอย่างทันท่วงที.
  • สื่อมวลชนและผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงควรทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มเพื่อออกแบบเครื่องมือการตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือทางเทคโนโลยีสำหรับเนื้อหาที่ผลิตโดยปัญญาประดิษฐ์.

การประชุมครั้งนี้สะท้อนความตระหนักร่วมกันว่า การเผชิญหน้ากับภัยคุกคามข้อมูลในการเลือกตั้ง 2026 ไม่ใช่แค่การจับผิด "ข่าวปลอม" เท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของข้อมูล (Information Integrity) และสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย โดยใช้หลักการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นธรรมและโปร่งใส