เชือดไก่ให้ลิงดู? ปิดสื่อฮ่องกงสังเวย ‘กม.ความมั่นคง’ ของจีน

อีกเพียงไม่กี่วัน (1 ก.ค.) จะเป็นวันครบรอบเหตุการณ์สำคัญในประเทศจีน 3 วาระด้วยกัน

วาระแรก คือ การฉลองครบรอบ 100 ปี การสถาปนา “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน” ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคการเมืองที่คุมอำนาจในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จอยู่เพียงผู้เดียว 

วาระที่สอง คือ ครบรอบ 24 ปี สหราชอาณาจักรส่งคืนฮ่องกงกลับคืนสู่จีน จุดเริ่มต้นการปกครองแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่จีนให้คำมั่นสัญญาว่าจะธำรงสิทธิเสรีภาพของชาวฮ่องกงไว้ตามเดิม

วาระที่สาม คือ ครบรอบปีแรกของ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” ที่รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ตราขึ้นเมื่อปี 2563 ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะต่อต้านพฤติกรรม “ก่อการร้าย” หรือ “แบ่งแยกดินแดน” ในฮ่องกง พร้อมอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต

ทั้งสามวาระดูจะมาบรรจบกันเป็นเรื่องเดียวกันพอดีในช่วงสัปดาห์นี้ เมื่อสำนักข่าว “Apple Daily” สื่อหัวสีชื่อดังในฮ่องกง ต้องปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ หลังดำเนินงานมา 26 ปี เนื่องจากโดนตำรวจฮ่องกงดำเนินคดีในข้อหาละเมิดความมั่นคงของชาติ พร้อมอายัดทรัพย์สินกว่า 18 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 74 ล้านบาทไทย ทำให้บริษัทไม่สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงานได้และต้องเลิกกิจการไปโดยปริยาย

ฝ่ายตำรวจฮ่องกงระบุว่าหนังสือพิมพ์ Apple Daily สนับสนุนขบวนการประท้วงในฮ่องกงอย่างชัดเจน และมีพฤติกรรมบ่อนทำลายความมั่นคงรัฐจีนด้วยการตีพิมพ์บทความสนับสนุนให้ต่างชาติคว่ำบาตรรัฐบาลจีน

ประชาชนฮ่องกงต่อแถวซื้อหนังสือพิมพ์ Apple Daily จนหมดเกลี้ยงทั้ง 1 ล้านฉบับ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2564 (ภาพโดย AP)
ประชาชนฮ่องกงต่อแถวซื้อหนังสือพิมพ์ Apple Daily จนหมดเกลี้ยงทั้ง 1 ล้านฉบับ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2564 (ภาพโดย AP)

ก่อนหน้านี้ ตำรวจฮ่องกงได้ยกกำลังถึง 500 นาย เข้าตรวจค้นออฟฟิศของ Apple Daily พร้อมกับรื้อค้นคอมพิวเตอร์และสมุดโน้ตส่วนตัวของนักข่าวอย่างไม่สนใจความเป็นส่วนตัว โดยระบุว่าเป็นการเข้าตรวจค้นเพื่อหาหลักฐาน และยังได้จับกุมตัวผู้บริหาร Apple Daily รวม 5 คน ทั้งหมดโดนตั้งข้อหา “สมคบคิดกับต่างชาติเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของจีน”

ถ้าใครจำกันได้ เมื่อปีที่แล้วตำรวจฮ่องกงก็ได้เข้าจับกุม “ไหล่จี้เย็ง” หรือ “จิมมี่ ไหล” มหาเศรษฐีเจ้าของสำนักข่าว Apple Daily ในข้อหาสมคบคิดกับขบวนการต่างชาติเช่นกัน พร้อมโดนพ่วงข้อหาฉ้อโกงอีกกระทงด้วย ปัจจุบันนายจิมมี่ยังถูกควบคุมตัวในเรือนจำ

เพื่อนร่วมอาชีพสื่อมวลชนในฮ่องกงและองค์กรสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก จึงมองวิบากกรรมของ Apple Daily ว่าเป็นการ “ปิดปาก” สื่อเจ้านี้อย่างชัดเจน เพราะ Apple Daily ติดตามรายงานการข่าวประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงหลายครั้ง และเจ้าของสื่ออย่างนายจิมมี่ก็วิจารณ์รัฐบาลจีนอย่างเผ็ดร้อนมาตลอด

สมาคมนักข่าวฮ่องกงพร้อมองค์กรพันธมิตร ร่วมออกแถลงว่ารู้สึก “โกรธแค้นและเจ็บปวด” อย่างมากที่เห็นสื่ออิสระอย่าง Apple Daily ถูกกดดันให้ปิดกิจการ พร้อมเรียกร้องสมาชิกให้สวมชุดดำเพื่อประท้วงการริดรอนเสรีภาพสื่อภายใต้รัฐบาลฮ่องกง

ด้านแอมเนสตี้ องค์กรรณรงค์สิทธิมนุษยชนชื่อดัง กล่าวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเสมือน “วันที่มืดมนที่สุดของเสรีภาพสื่อในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของฮ่องกง”

“การจับกุมพนักงาน Apple Daily รวมถึงยึดและระงับสื่อสิ่งพิมพ์ ได้สั่นสะเทือนและส่งผลกระทบต่อสื่อทุกแห่งที่ทำงานในฮ่องกง รวมถึงสร้างความตื่นตระหนกกับผู้อ่าน ว่าขณะนี้การบริโภคสื่อกำลังถูกควบคุมโดยทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เช่นเดียวกับผู้คนในจีนแผ่นดินใหญ่” แถลงการณ์ระบุ

ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ Apple Daily ถ่ายภาพพร้อมทีมงานในโอกาสอำลาสำนักข่าว เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2564 (ภาพโดย AP)
ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ Apple Daily ถ่ายภาพพร้อมทีมงานในโอกาสอำลาสำนักข่าว เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2564 (ภาพโดย AP)

ส่วนรัฐบาลสหราชอาณาจักร อดีตจ้าวอาณานิคมฮ่องกง ก็โจมตีรัฐบาลปักกิ่งและกฎหมายความมั่นคงของจีนว่าเป็นปรปักษ์กับสิทธิเสรีภาพสื่อในฮ่องกงอย่างเห็นได้ชัด

“เป็นเรื่องชัดเจนแล้วว่าอำนาจภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นเสรีภาพและลงโทษผู้เห็นต่าง” ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรกล่าวในแถลงการณ์

ด้านรัฐบาลจีนก็รีบตอบโต้ผ่านสื่อในมือตนเองทันที เช่น Global Times สื่อกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์ตัวเอ้ เผยแพร่ความเห็นของนักกฎหมายและนักวิชาการที่ชี้ว่า Apple Daily ไม่สมควรถูกนับเป็นสื่อ เพราะมีพฤติกรรมละเมิดกฎหมายของบ้านเมืองโดยชัดเจน และการกระทำของสื่อแห่งนี้คือการอ้างความเป็นสื่อมวลชน เพื่อยุยงให้เกิดความแตกแยกเท่านั้น

นอกจากนี้ บรรดาสื่อรัฐจีนยังระบุว่า Apple Daily เป็นเพียงฉากหน้าของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่ชาติตะวันตกเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง

“การปิดตัวลง [ของ Apple Daily] จะช่วยยุติความเพ้อฝันทางการเมืองของประเทศตะวันตก ที่คิดจะใช้พวกต่อต้านรัฐบาลหัวรุนแรงในการแทรกแซงฮ่องกง เพื่อยุยงให้เกิดการปฏิวัติล้มรัฐบาลในจีน” ข่าว Global Times ฉบับวันที่ 24 มิ.ย. รายงาน

ผู้สื่อข่าวสวมเครื่องป้องกันขณะทำข่าวการแถลงข่าวของตำรวจฮ่องกงเมื่อเดือนก.ย. 2562 เพื่อประท้วงกรณีตำรวจทำร้ายผู้สื่อข่าวระหว่างการชุมนุมหลายครั้ง  (ภาพโดย AsiaNet)
ผู้สื่อข่าวสวมเครื่องป้องกันขณะทำข่าวการแถลงข่าวของตำรวจฮ่องกงเมื่อเดือนก.ย. 2562 เพื่อประท้วงกรณีตำรวจทำร้ายผู้สื่อข่าวระหว่างการชุมนุมหลายครั้ง  (ภาพโดย AsiaNet)

แต่ไม่ว่าเจตนาที่แท้จริงของ Apple Daily และนายจิมมี่จะเป็นอย่างไร ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าสถานการณ์เสรีภาพสื่อในฮ่องกงอยู่ในภาวะลำบากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของจีนมีผลบังคับใช้เมื่อเทียงคืนของวันที่ 1 ก.ค. 2563

ทบทวนกันอีกทีว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวให้อำนาจรัฐบาลและตำรวจฮ่องกงอย่างเต็มที่ในการปราบปรามกิจกรรมใดๆ อันเชื่อได้ว่ามีลักษณะ “ก่อการร้าย” หรือ “ต่อต้านอำนาจรัฐบาลแผ่นดินใหญ่” หรือ “สนับสนุนการแยกดินแดน” และ “ร่วมมือกับกลุ่มผู้ไม่หวังดีต่างชาติ”

มีบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต ตำรวจสามารถควบคุมตัวและอายัดทรัพย์สินได้โดยไม่ต้องอาศัยหมายศาล และจีนมีสิทธิ์นำตัวผู้ต้องหาไปพิจารณาไต่สวนที่จีนแผ่นดินใหญ่ได้ด้วย

รัฐบาลจีนยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้มีไว้เพื่อลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำผิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวบทเขียนไว้อย่างกว้างครอบจักรวาลมากจนไม่มีใครทราบได้ว่า การกระทำใดบ้างที่จะเข้าข่ายความผิด

เช่น กรณีผู้ชุมนุมคนนึง ขี่มอเตอร์ไซค์โบกธงต่อต้านรัฐบาลผ่านแนวกั้นของตำรวจ เมื่อตำรวจวิ่งไล่ตาม จึงชนเข้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าหากเป็นเมื่อก่อน ผู้ชุมนุมคนนี้ก็คงจะถูกตั้งข้อหาจราจรและทำร้ายเจ้าพนักงาน แต่เขากลับโดนตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงทันที เนื่องจากตำรวจถือว่าเป็นพฤติกรรมเข้าข่าย “ก่อการร้าย”

เมื่อต้นเดือนพ.ค. สมาคมนักข่าวฮ่องกงก็เพิ่งเผยแพร่รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นการสำรวจกับความคิดเห็นนักข่าวและคนทำงานด้านสื่อมวลชนในฮ่องกง 367 คน ผลปรากฎว่า ดัชนีเสรีภาพสื่อฮ่องกงร่วงไปอยู่ 32.1 จากคะแนนเต็ม 100 นับเป็นจุดต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2556

นักข่าวในผลสำรวจกว่า 98% ระบุว่าตนทำงานยากขึ้นเพราะกฎหมายความมั่นคง เนื่องจากไม่ทราบว่าข้อความใดหรือข่าวใดอาจผิดกฎหมายที่มีโทษอัตราสูง จึงไม่กล้ารายงานข่าวนั้นๆแต่แรก กลายเป็นการสร้างวัฒนธรรม “เซนเซอร์ตัวเอง”

ยิ่งเคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้วว่า ศาลฮ่องกงได้ปฏิเสธที่จะให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติคนหนึ่ง โดยใช้ข้อความที่ผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์สื่อเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีด้วย และผู้แทนกรมตำรวจฮ่องกงก็เคยเตือนว่า ประชาชนที่แชร์ข่าวของ Apple Daily ก็อาจจะมีความผิดด้วยเช่นกัน

ตำรวจปราบจลาจลฮ่องกงขู่ผู้สื่อข่าวด้วยสเปรย์พริกไทยระหว่างการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนก.ย. 2562 (ภาพโดย Bloomberg)
ตำรวจปราบจลาจลฮ่องกงขู่ผู้สื่อข่าวด้วยสเปรย์พริกไทยระหว่างการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนก.ย. 2562 (ภาพโดย Bloomberg)

แม้แต่ RTHK สื่อสาธารณะของฮ่องกง (คล้ายๆ Thai PBS บ้านเรา) ก็ยังถูกกระแสกดดันจากกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้ มีการสับเปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่เป็นข้าราชการที่ไม่มีภูมิหลังในวงการสื่อแต่อย่างใด (ต่างจากผู้บริหารคนก่อนๆ) พร้อมนโยบายหั่นรายการข่าวและทอล์กโชว์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาการเมือง หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยอ้างว่า “เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ”

แต่ขณะเดียวกัน แครี่ หลำ ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง กลับได้รายการพิเศษของตนในช่อง RTHK ออกอากาศถึงวันละ 4 เวลา เพื่ออธิบายนโยบายต่างๆของรัฐบาล ทำให้ฝ่ายค้านวิจารณ์กันขรมว่า กลายเป็นการเอาภาษีประชาชนมาซื้อแอร์ไทม์ให้รัฐบาลหรือไม่?

ผู้ที่รับผลกระทบไม่ได้มีแค่เพียงนักข่าวฮ่องกงด้วยเท่านั้น แต่ผู้สื่อข่าวต่างชาติก็เริ่มตกเป็นเป้าด้วยเช่นกัน เริ่มมีกรณีนักข่าวต่างชาติถูกเตะถ่วงเวลาต่อวีซ่า บางคนที่มีประวัติเขียนข่าวเชิงวิจารณ์รัฐบาลจีนถูกถอนวีซ่าไปเลยก็มี

สำนักข่าว New York Times สื่อชื่อดัง ถึงกับต้องย้ายทีมงานบางส่วนจากฮ่องกงไปเกาหลีใต้แทน เพราะไม่สามารถรับรองสวัสดิภาพของผู้สื่อข่าวต่างชาติภายใต้กฎหมายความมั่นคงของจีนได้

สถานการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งใกล้วันครบรอบการส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีน และครบรอบศตวรรษของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทางการฮ่องกงและปักกิ่งอาจยิ่งต้องมี “แอคชั่น” ที่แข็งกร้าวเพื่อกำราบผู้เห็นต่างในฮ่องกงให้ดูจุดจบของ Apple Daily เป็นเยี่ยงอย่าง ก็เป็นได้

แครี่ หลำ (ซ้าย) ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง ขณะกำลังหารือกับ สี จิ้นผิง (ขวา) ประธานาธิบดีจีน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2562 (ภาพโดยซินหัว)
แครี่ หลำ (ซ้าย) ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง ขณะกำลังหารือกับ สี จิ้นผิง (ขวา) ประธานาธิบดีจีน เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2562 (ภาพโดยซินหัว)